วันอังคารที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2554

อร่อยๆกับอาหารล้านนา ๘



สวัสดีครับ พบกันเดือยสิงหาคม เป็นเดือนที่สำคัญเดือนหนึ่ง ซึ่งเป็นเดือนที่มีวันแม่แห่งชาติ วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เราเหล่าลูกหรือบางท่านเป็นเหล่าแม่ มาทำอาหารทานในครอบครัวสร้างความอบอุ่นสร้างความรักในครอบครัวกัน นะครับ อ่านซึ่งเป็นภูมิปัญญาของชาวเหนือเราที่จะแนะนำในวันนี้ คือ น้ำพริกจี้กุ่ง หรือน้ำพริกจิกุ่ง ซึ้งเป็นน้ำพริกที่มีลักษณะค่อนข้างแห้งถึง พริกที่นิยมใช้คือ พริกหนุ่ม จะใช้จิกุ่งต้มหรือย่างไฟก็ได้ (สุมาลี ทะบุญ, สัมภาษณ์, 27 มิถุนายน 2550)
พอพูดถึงน้ำพริกจิกุ่งก็ต้องมาทำความรู้จักเจ้าจิกุ่ง กันก่อนจะนำมาทำน้ำพริก ผมรู้จักครั้งแรกจำได้ว่าสมัยเด็ก ในสวนผักข้างบ้านของคุณตาและคุณยายของผมที่จังหวัดแพร่ ผมได้ยินเสียงร้องของแมลงชนิดหนึ่งคล้ายๆของจิ้งหรีด ผมถ้าตาว่าเสียงจิ้งหรีดหรือเปล่าตาบอกว่าไม่ใช่ มันคือจิกุ่ง พรุ่งนี้จะพาไปขุดกัน วันรุ่งขึ้นคุณตานำจอบ มาให้แล้วเดินไปที่สวน แล้วมองหาอะไรสักอย่างบนพื้น ผมสงสัยหาอะไรอยู่พอดีมองเห็นขี้ดินกองอยู่บนปากรู้รู้ใหญ่ประมาณนิ้วหัวแม่มือ คุณตาเริ่มขุดขุดได้สักพักก็เจอจิ้งหรีดขนาดใหญ่ กระโดดขึ้นมา พอจับได้ผมบอกจิ้งหรีดยักษ์ แต่คุณตาบอกว่านี้ละจิกุ่ง มันตัวใหญ่มาก นี้เป็นครั้งแรกที่ผมรู้จักกับจิกุ่ง
ชื่อเป็นทางการที่เรียกกัน จิกุ่งหรือจิ้งโกร่ง เป็นแมลงวงค์เดียวกันกับจิ้งหรีด ( Family Gryllidae) อยู่ในอันดับอาร์ทอพเตรา (Order Orthoptera) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Brachytrupes portentosus Licht. บางแห่งเรียกจิ้งโกร่งว่า จิ้งหรีดโกร่ง จิ้งหรีดโป่ง ทั้งนี้เนื่องจากว่าเป็น จิ้งหรีดขนาดใหญ่กว่าจิ้งหรีดทั่วไป คือมีลำตัวยาว ๔.๕ ซม. กว้าง ๑ ซม. จิกุ่งมีสีน้ำตาลตลอด เป็นแมลงกินพืชและผักต่างๆ อาศัยอยู่ในดิน โดยขุดรูอยู่ ออกหากินในเวลากลางคืน (โครงการพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
สื่อปฏิสัมพันธ์วัฒนธรรมของชาติ)
หลังจากรู้จักเจ้าจิกุ่งกันแล้ว มารู้จักวิธีทำ น้ำพริกจิกุ่ง

ส่วนผสม
1. จี้กุ่งต้ม 7 ตัว
2. พริกหนุ่มย่างไฟ 7 เม็ด
3. กระเทียมย่างไฟ 10 กลีบ
4. หอมแดงย่างไฟ 5 หัว
5. เกลือ 1/2 ช้อนชา
วิธีทำ
1. ย่างพริกหนุ่ม หอมแดง และกระเทียมให้สุก แกะเปลือกออก พักไว้
2. โขลกเกลือ หอมแดง กระเทียม และพริกหนุ่ม รวมกันให้ละเอียด
3. ใส่จี้กุ่งต้ม โขลกคนให้เข้ากัน

เคล็ดไม่ลับ
ก่อนต้มต้องนำจิกุ่ง ไปเอาใส่และขี้ออกก่อน
ประโชนย์ทางอาหาร
จิกุ่ง มีโปรตีนสูงถึง 12 % สามารถน้ำมาปรุงอาหารได้หลายอย่าง เช่น น้ำพริกนรก หรือนำไป ทอดในตลาดตกตัวละ 1.50 – 2.00 บาท จับหาจิกุ่ง คือ ช่วงเดือนสิงหาคม ถึง พฤศจิกายน

วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

อร่อยๆกับอาหารล้านนา ๗

สวัสดีครับ พบกันนี้สำหรับการแนะนำอาหารของภาคเหนือของเดือนกรกฎาคม เดือนก็เป็นเดือนที่มีวันสำคัญทางศาสนา ๒ วัน คือ วันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา ชาวบ้านก็จะมีการทำอาหารนำไปวัดกันผมจำได้เมืองยังเด็กจะมีการทำอาหารรสแปลกมีกลิ่นเครื่องเทศ มีสีสันเหมือนมัสมั่น มีถั่วเหมือนกันทานตอนแรกทำไม่ออกเผ็ดๆร้อนๆมีขิงด้วย แต่ว่าอร่อยมากจำได้เลยว่าทานข้าวไปหลายจาน ถามน้าๆว่าแกงอะไรคำตอบที่ได้ เป็น “แกงฮังเล”ผมบอกว่าอร่อยถ้าให้พูดแบบเหนือ ลำแต้ๆ ตั้งแต่นั้นผมก็ชอบให้น้าทำให้ทานเมื่อได้มาบ้านตาทุกครั้ง ที่นี้มารู้ความหมายและความเป็นมาพร้อมกับวิธีทำ เจ้าแกงฮังเล กันนครับ โดยผมได้รวบรวมจากแหล่งข้อมูลต่างๆ มาครับ

แกงฮังเล มี ๒ ชนิด คือ แกงฮังเลม่าน และ แกงฮังเลเชียงแสน เชื่อกันว่าเป็นอาหารที่ได้รับอิทธิพลมาจากพม่า สำหรับแกงฮังเลเชียงแสนจะแตกต่างตรงที่มีถั่วฝักยาว มะเขือยาว พริกสด หน่อไม้ดอง งาขาวคั่ว เพิ่มเข้ามา (รัตนา พรหมพิชัย,๒๕๔๒,หน้า๔๙๐) และใช้เป็นส่วนผสมของแกงโฮะ (เทียนชัย สุทธนิล, สัมภาษณ์, ๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๐)

แกงฮังเล เป็นอาหารหลัก บางตำราจะใส่กระท้อนลงในแกง โดยหั่นเป็นชิ้นหนา หรือหั่นสี่เหลี่ยมขนาด ๑ นิ้ว หรือบางตำราจะใส่สันปะรดหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม ๑ นิ้ว แกงฮังเลเป็นแกงของพม่า แพร่หลายเข้ามาทางภาคเหนือ พม่าเจ้าของตำรับจะรับประทานแกงฮังเลกับกล้วยไข่

ส่วนผสมแกงฮังเล
. เนื้อสันคอหมู ๓๐๐ กรัม
. เนื้อหมูสามชั้น ๒๐๐ กรัม
. น้ำอ้อยป่น ช้อนโต๊ะ
. น้ำมะขามเปียก ช้อนโต๊ะ
. ขิงซอย / ถ้วย
. กระเทียม / ถ้วย
. ถั่วลิสงคั่ว ช้อนโต๊ะ
. สับปะรด ช้อนโต๊ะ
. ผงฮังเล ช้อนโต๊ะ

เครื่องแกงแกงฮังเล
. พริกแห้ง เม็ด
. พริกขี้หนูแห้ง เม็ด
. หอมแดง หัว
. กระเทียม ๒๐ กลีบ
. ตะไคร้ซอย ช้อนโต๊ะ
. ข่าซอย ช้อนโต๊ะ
. เกลือ ช้อนชา
. กะปิหยาบ / ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

.โขลกเครื่องแกงทั้งหมดรวมกันให้ละเอียด
. หั่นหมูทังสองอย่างเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมขนาดพอคำ เคล้าด้วยซีอิ้วดำแล้วนำเครื่องแกงใส่กับหมู เคล้าเข้าด้วยกัน หมักไว้ประมาณ ๑ ชั่วโมง
. ใส่หมูลงในหม้อ ใช้ไฟอ่อนๆ ผัดพอหมูตึงตัวใส่น้ำลงในหม้อ ปิดฝาตั้งเคี่ยวไปเรื่อยๆ
. ใส่กระเทียมที่ปอกเปลือกเป็นกลีบ ใส่ผงแกงฮังเลหรือผงกะหรี่ ตั้งเคี่ยวจนหมูนุ่ม และน้ำงวดข้นคล้ายแกงมัสมั่น
. ใส่ขิง ทุบให้พอสุก ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก ชิมรสให้ได้ ๓ รส เปรี้ยว เค็ม เผ็ด ถ้าอ่อนเค็มให้เติมเกลือ

ไม่ลับเคล็ดลับในการปรุง
- การคั่วเครื่องแกง ใช้ไฟปานกลาง ใช้เนื้อกระท้อนแทนมะขามเปียกได้ ให้รสชาติเปรี้ยว และมีกลิ่นหอม
- หมูสามชั้น ควรเลือกที่มันไม่หนาเกินไป หรือเลือกใช้ซี่โครงหมูแทน ก็ได้

ประโชนย์ทางอาหาร
จะเห็นว่าแกงฮังเลนี้จะเป็นอาหารที่ค่อนข้างมีไขมัน แต่ในขณะเดียวกันก็จะใช้สับปะรดช่วยลดความรู้สึกเลี่ยนมันของหมูสามชั้น และช่วยเพิ่มเส้นใยอาหาร อีกทั้งยังมีขิงช่วยเติมรสชาติ การรับประทานแกงฮังเลจะได้ทั้งพลังงานจากเนื้อหมู มันหมู ช่วยให้ความอบอุ่นเหมาะกับสภาพภูมิอากาศที่หนาวเย็น นอกจากนั้นยังจะได้แคลเซียม ฟอสฟอรัส แบต้า-แคโรทีน วิตามินบีสอง จากขิงอีกด้วยแกงฮังเล ๑ ชุด ให้พลังงานต่อร่างกาย ๓๗๔๐ กิโลแคลอรี

ชิตพร พูลประสิทธิ์ นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554

อร่อยๆกับอาหารล้านนา ๖

มาถึงเดือนมิถุนายนเข้าฝนเต็มตัวมีฝนตกทุกเย็นนาข้าวน้ำนองชาวนาเริ่มหว่านข้าวทำกล้าช่วงนี้ทำให้นึกถึงสมัยเด็ก ผมเคยตามตาไปนาที่เริ่มปลักกล้ากัน พวกเด็กที่ว่างๆไม่ช่วยงานอย่างผมและพี่ๆน้องก็มีหน้าที่อีกอย่างคือจับปูนากัน ตอนแรกผมก็คิดว่าเอาปูนามาทำอะไรแยะๆ เอามาทำปูเค็มตำส้มตำหรือเปล่า แต่พากลับมาบ้านพวกเราก็นำปูมาขังไว้ไม่เป็นทำอะไรตั้ง ๒-๓ วัน ผมสงสัยก็เลยถามตาว่าขังเอาไว้ทำไม ตาบอกว่าขังไว้ให้มันคายดินโคลนออกจะได้สะอาด ผมก็ถามต่อว่าแล้วจะเอาปูไปทำอะไร ตาบอกว่าเอาไปทำน้ำปู๋ ผมก็นึกถึงกระปุกฝาแดงที่ของสีดำๆอยู่ข้างในคล้ายๆกะปิ เห็นยายชอบใส่ในส้มตำ แล้วส้มตำทำให้ส้มตำทางเหนือออกดำๆ

ผมว่าเรามารู้จักน้ำปู๋และวิธีทำน้ำปู๋กัน โดยมีผู้ให้ความหมายว่า น้ำปู อ่านว่า น้ำปู๋ เป็นอาหารดั้งเดิมของชาวล้านนา ใช้เป็นเครื่องปรุงรสอาหารบางอย่าง เช่นเดียวกับกะปิ โดยมากจะทำน้ำปูในช่วงฤดูฝน หรือฤดูทำนา ชาวล้านนา นิยมนำน้ำปูมาตำน้ำพริก เรียกว่า น้ำพริกน้ำปู ใช้เป็นเครื่องปรุงอาหาร เช่น ยำหน่อไม้ แกงหน่อไม้ ตำส้มโอ ตำกระท้อน (รัตนา พรหมพิชัย, 2542, 3247)

ส่วนผสม

๑. ปูนา๓-๔กิโลกรัม
๒. ใบฝรั่ง ใบตะไคร้ หรือใบข่า๑/๒ถ้วย
๓. เกลือเมล็ด ๑ ๑/๒ ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

๑.นำปูมาทำความสะอาด แล้วตำในครกที่เรียกว่าครกมอง หรือครกกระเดื่อง
๒.ใส่ใบฝรั่ง ใบตะไคร้ หรือใบข่าตำผสมให้ละเอียด
๓.นำมากรองด้วยผ้าขาวลงในหม้อดิน
๔.หลังจากที่กรองเสร็จนำกากปูที่ได้มาตำซ้ำอีก 2 ถึง 3 ครั้ง แล้วกรองลงในหม้อดินอีก
๕.หลังจากนั้นจะได้น้ำปูดิบ นำไปตั้งไฟเคี่ยวจนน้ำปูเกือบแห้ง แล้วก็จะเติมเกลือ
๖.ทิ้งไว้จนเย็นน้ำปูแห้งจะจับกันเป็นก้อนสีดำ ชาวบ้านจะนำมาใส่ ออม หรือกระปุก

เท่านี้ก็จะได้น้ำปู๋ที่ต้องการเพื่อเป็นการถนอมอาหารเพื่อเก็บไว้กินเป็นเวลาเเรมปี โดยในน้ำปู๋นั้นให้พลังงาน โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต ใยอาหาร

เคล็ดไม่ลับ
- การเคี่ยวนั้นจะใช้ไฟเเรงก่อนเเละค่อยๆ ลดไฟลง คนทำต้องหมั่นคนอยู่เสมอมิฉะนั้นจะทำให้น้ำปูล้นหม้
- ต้องใช้ปูเป็น ในการทำน้ำปู

- บางสูตรใช้ใบขมิ้นซอย

อ้างอิง

นางนิตยา บุญทิม นักวิจัย ชำนาญการ ระดับ 8 หน่วยวิจัยจุลชีววิทยาประยุกต์ สถาบันวิจัยเเละพัฒนาวิทยาศาสตร์ เเละเทคโนโลยี

รัตนา พรหมพิชัย. น้ำปู. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือ (เล่ม 6, หน้า 3247). กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.

ชิตพร พูลประสิทธิ์ นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

อร่อยๆกับอาหารล้านนา ๕


เข้าหน้าฝนแล้วฝนเริ่มตกสิ่งที่มากับสายฝนคือชีวิตต่างๆที่เริ่มขึ้นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่มากับที่มากับฝนตกจนน้ำเริ่มท่วมขังเป็นครึ่งบกครึ่งน้ำที่มีเสียงดังมากจนทำให้ชาวบนต้องออกมาไล่จับก็คือ กบ เขียด หรือปาด มันออกมาหลังฝนตกส่งเสียร้องหาคู่ เมื่อจับคู่ผสมพันธุ์เรียบร้อย ก็วางไข่ไว้ตามแหล่งน้ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งตามท้องนาที่ชาวบ้านมีการเริ่มไถ่นาเตรียมนาขังนำไว้หรือแม่แต่เริ่มปักดำนากัน หลังจากนั้นไข่จำนวนมากก็เริ่มเป็นลูกอ๊อดหรือทางเหนือเรียกอีชื่อว่าลูกอ๊อดหรือทางเหนือเรียกว่า อี่ฮวก ถ้าเป็นลูก อ๊อดกบ เรียก อี่ฮวกกบ ถ้าเป็นลูกอ๊อดเขียด เรียก อี่ฮวกเขียด เป็นที่นิยมของชาวเหนือในการนำมารับประทานเป็นอาหารกัน โดยอี่ฮวกกบชอบมากกว่าอี่ฮวกเขียด นำมาปรุงเป็น แอ็บ และน้ำพริก เป็นส่วนผสมในแกงหน่อไม้ดอง แอ็บอี่ฮวก มีวิธีการปรุงเช่นเดียวกับแอ็บอ่องออ แอ็บกุ้ง แอ็บหมู ทำให้สุกโดยปิ้งหรือย่าง ด้วยไฟอ่อนๆ จนข้างในสุก เรามาดูส่วนผสมและวิธีการทำกันครับ

ส่วนผสม

.ลูกอ๊อด ๒๐๐ กรัม
.ใบขิง ๑/๒ ถ้วย

เครื่องปรุง

.พริกขี้หนู ๒๐ เม็ด
.หอมแดง ๑๐
หัว
.กระเทียม ๒๐ กลีบ
.ตะไคร้ซอย ช้อนโต๊ะ
.ข่าหั่น ช้อนโต๊ะ
.ขมิ้นหั่น ช้อนโต๊ะ
.กะปิ ๑/๒
ช้อนโต๊ะ
.เกลือ ๑/๒ ช้อนชา

วิธีทำ

๑. โขลกเครื่องแกงรวมกันให้ละเอียด
. ล้างลูกอ๊อดให้สะอาด ใส่ภาชนะ ใส่เครื่องแกงลงคลุกเคล้าให้เข้ากัน
. ใส่ใบขิงซอย คลุกเคล้าให้เข้ากัน
. เตรียมใบตอง กว้าง 8 นิ้ว วางซ้อนกันสองชั้นสลับหัวท้าย ตักส่วนผสมใส่ลงตรงกลางใบตอง
. ห่อเป็นรูปสี่เหลี่ยม ใช้ไม้กลัด กลัดใบตองให้ติดกัน
. นำไปย่างไฟอ่อนๆ
. ย่างจนกระทั่งใบตองเหลืองเกรียม คอยกลับด้าน ใช้เวลาประมาณ ๓๐-๔๕ นาที

เคล็ดไม่ลับ

การเอาของเสียออกจากท้องลูกอ๊อด ให้ใช้ขี้เถ้าโดยการเอามือแตะขี้เถ้าก่อนเพื่อบีบของเสียออกได้ง่าย

อ้างอิงจาก

รัตนา พรหมพิชัย. (๒๕๔๒). แอ็บ. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ (เล่ม ๑๕, หน้า ๘๑๑๑-๘๑๑๒).กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.

วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2554

อร่อยๆกับอาหารล้านนา ๔


สวัสดีครับครั้งที่แล้วผมได้กล่าวถึง คั่วจิ๊นส้ม หรือคั่วแหนม หรือผัดแหนม แต่ยังไม่พูดถึงวิธีทำจิ้นส้มแต่ก่อนจะมาดูวิธีทำจิ้นส้ม ความเป็นมาของจิ้นส้ม ก่อนนะครับ

จิ๊นส้มรือ แหนม ทำมาจากเนื้อสัตว์ครับ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อควาย เรียกชื่อตามเนื้อสัตว์ เช่น จิ๊นส้มหมู จิ๊นส้มงัว จิ๊นส้มก้าง ปัจุจุบัน นิยมใช้เนื้อหมู บางแห่งเรียก หมูส้ม สามารถนำมารับประทานเป็นกับข้าว หรือนำไปปรุงอาหารได้หลายชนิด เช่น คั่วจิ๊นส้มใส่ไข่ เจียวผักปลัง และคั่วฟักเพกาอ่อน (อุดม รุ่งเรืองศรี, 2542, หน้า 1879; เสาวภา ทาแก้ว, สัมภาษณ์, 2 กรกฎาคม 2550)

ส่วนผสม

๑.เนื้อหมูบด กิโลกรัม

๒.หนังหมู ๑๐๐ กรัม

๓.กระเทียม ๒๐ กรัม

๔.เกลือ ช้อนโต๊ะ

๕.ข้าวนึ่งหรือเรียกอีกอย่างว่าข้าวเหนียว ถ้วย

วิธีทำ

. โขลกกระเทียมและเกลือป่น และนำคลุกเคล้ากับหมูบด
. ใส่ข้าวนึ่ง คลุกเคล้าให้เข้ากัน

. ใส่หนังหมูลงคลุกเคล้าให้เข้ากัน

. เตรียมใบตอง ๘ x ๑๐ นิ้ว ซ้อนกัน ๔ แผ่น นำส่วนผสมใส่ใบตอง

. ห่อใบตองให้แน่น แล้วห่อใบตองอีกหนึ่งชั้น

. ใช้ไม้กลัด กลัดใบตอง ทิ้งไว้ ๒-๓ วัน จึงนำมารับประทานหรือนำมาปรุงอาหารได้

เคล็ดไม่ลับ

- เลือกเนื้อสันคอมาทำจิ๊นส้ม เพราะเนื้อนุ่มกว่าส่วนอื่นๆ

- ก่อนนำไปรับประทานถ้าจะให้จิ้นส้มมีความหอมอร่อยและปลอดภัยขึ้นขอแนะนำให้นำไปย่าง ไฟอ่อนให้สุขทั่วก่อนนะครับ หรือทางเหนือเรียกว่า จิ้นส้มหมก

อ้างอิงจาก

อุดม รุ่งเรืองศรี. (2542). ชิ้นส้ม. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ (เล่ม 4, หน้า 187)

กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.

ชิตพร พูลประสิทธิ์ นักจัดการงานทั่วไปชำนาณการ

วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2554

อ่รอยๆกับอาหารล้านนา ๓

อากาศร้อนแบบนี้คิดถึงอาหารที่สุกด้วยการหมักหรือใช้ความร้อนที่เกิดขึ้นในการทำให้สุกก็จะเป็นอะไรไม่ได้นอกจากแหนมชนิดต่างๆ ซึ้งจะใช้การหมักจากเชื้อจุลินทรีย์กลุ่มแล็กโตบาซิลลัส ทำให้แหนมมีรสชาติเปรี้ยวเป็นภูมิปัญญาในการถนอมอาหาร ทางเหนือเรียกแหนมว่า ชิ้นส้ม อาจทำมาจากเนื้อสัตว์ต่าง ๆ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อควาย เป็นต้น ซึ่งจะเรียกตามเนื้อสัตว์ที่นำมาทำเช่น ชิ้นส้มหมู ชิ้นส้มงัว ชิ้นส้มค่าง ( อ่าน ‘' จิ้นส้มก้าง ‘') ชิ้นส้ม เป็นอาหารดิบ จึงอาจมีพยาธิและแบคทีเรีย ดังนั้นควรปรุงให้สุกก่อนบริโภค
อาหารทางเหนือที่ใช้ชิ้นส้มเป็นส่วนประกอบก็ คือ คั่วจิ๊นส้ม หรืคั่วแหนม หรือผัดแหนม นิยมผัดใส่ไข่ไก่ และวุ้นเส้น ส่วนใหญ่ผู้สูงอายุ มักนิยมผัดใส่บ่าลิดไม้ หรือผัดแหนมใส่ฝักเพกาอ่อนย่างไฟ ซึ่งนำลอกเปลือกออก และหั่นย่อย

ส่วนผสม

.จิ๊นส้ม ๑๐๐ กรัม
.วุ้นเส้น / ถ้วย
.ไข่ไก่ ฟอง
.หอมหัวใหญ่ หัว
.ต้นหอม ต้น
.พริกชี้ฟ้าแดง เม็ด
.กระเทียมดอง หัว
.กระเทียมสับ ช้อนโต๊ะ
.น้ำมันพืช ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
. เจียวกระเทียมกับน้ำมัน จนมีกลิ่นหอม ใส่แหนม ลงผัด
. ใส่หอมหัวใหญ่ ผัดให้เข้ากัน
. ใส่วุ้นเส้น ผัดจนวุ้นเส้นสุก
. ใส่ไข่ไก่ ผัดให้เข้ากัน
. ใส่พริกชี้ฟ้า ต้นหอม มะเขือเทศ และกระเทียมดอง ผัดให้เข้ากัน พอสุก ปิดไฟ

อ้างอิงจาก
รัตนา พรหมพิชัย. (๒๕๔๒). แอ็บ. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ (เล่ม ๑๕, หน้า ๘๑๑๑-๘๑๑๒).กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.

ชิตพร พูลประสิทธิ์ นักจัดงานงานทั่วไปชำนาญการ

วันอังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

อร่อยๆกับอาหารล้านนา ๒ ข้าวกั้นจิ้น

wwwwwwwสวัสดีครับพบกันอีกครั้งในหลังจากนำเสนอขนมเส้นน้ำเงี้ยวไปแล้ว ของอีกอยากที่จะแนะนำเป็นสิ่งที่ทานกับขนมเส้นน้ำเงี้ยวซึ่งจะขาดไม่ได้เด็ดขาด นั้นคือ ข้าวกั้นจิ้น สมัยเด็กผมจำได้ว่า ครั้งแรกที่เห็นผมคิดในใจว่าข้าวอะไรนะดำๆ คิดว่าเป็นข้าวเหนียวดำ แต่พอทานคำแรกไม่ใช่แต่รสชาติอร่อยดีเค็มๆมันๆ พอถามน้าๆเขาบอกว่า สิ่งนี้เรียกว่า ข้าวเงี้ยว ท่านบางคนอาจจะเคยทานกันบางนะครับ มาทำความรู้จักอาหารนี้กัน
wwwwwwwข้าวกั้นจิ้น เป็นอาหารเหนือ คำว่า กั๊น เป็นคำเมืองแปลว่า นวด บีบหรือคั้น ส่วนคำว่า จิ้น ก็คือเนื้อหมูแต่ สำหรับบางคนมักเรียกว่า" ข้าวเงี้ยว " หรือ “ข้าวส้มเงี้ยว” อันเป็นคำที่คนไทยในอดีตใช้เรียกชาวไทยใหญ่ว่า "เงี้ยว" ข้าวกั้นจิ้นนิยมบริโภคแพร่หลายในภาคเหนือ ถือเป็นหนึ่งในอาหารอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวไทยใหญ่และเป็นอาหารล้านนาข้าวกั้นจิ้น มีวิธีทำที่ไม่ยาก
ส่วนประกอบ

วิธีทำ
๑. คั้นเลือดกับใบตะไคร้ เพื่อดับคาวเลือด พักไว้
๒. หุงข้าว สุกแล้วตักข้าวผึ่งไว้พออุ่น ใส่เกลือ น้ำตาลทราย และน้ำมันกระเทียมเจียว
๓. ใส่หมูสับ ตามด้วยเลือดหมู
๔. คลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน
๕. เตรียมใบตองฉีกกว้างขนาด 10 นิ้ว วางซ้อนกัน 4 ชั้น ใส่ส่วนผสมลงตรงกลางห่อ
๖. จับปลายใบตองชิดกัน ม้วนพับใบตองลงให้แน่น พับหัวพับท้าย
๗. มัดด้วยตอกให้แน่น (ตอก คือไม้ไผ่ที่จักบางๆ เพื่อใช้ใช้ในการสานเครื่องใช้หรือผูกสิ่งของต่างๆ)
๘. นึ่งในลังถึง ประมาณ 30 นาที

หมายเหตุ
- บางแห่งไม่มีการใส่เลือดแต่ใช้เฉพาะหมูบด ข้าวจะออกมาสีขาว
-ข้าวกันจี้นนี้จะมีเครื่องเคียง คือพริกขี้หนูแห้งทอด หอมหัวใหญ่ กระเทียมเจียว หรือแตงกวา

อ้างจาก
http://library.cmu.ac.th
http://www.lannashoppingmall.com

สวัสดีครับ
เขียนโดย นายชิตพร พูลประสิทธิ์ นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำปาง



วันเสาร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2554

อร่อยๆกับอาหารล้านนา ๑ (เข้าหนมเส้นน้ำเงี้ยว)


""""""""สวัสดีครับพบกันอีกครั้งในปีใหม่ จากที่ผมเขียนเรื่องขนมล้านนาต่างๆมาหนึ่งปี คงได้รับรู้จักกันไปไม่มากก็น้อยด้วย ปี ๒๕๕๔ ทั้งปีผมจะหาอาหารนานชนิดของทางล้านนามานำเสนอ เริ่มด้วยอาหารชนิดแรกที่พอกล่าวถึงก็จะรู้ทันที่ว่าเป็นอาหารทางเหนือ นั้นคือ “ขนมจีนน้ำเงี้ยว” หรือชื่อเมืองว่า “เข้าหนมเส้นน้ำเงี้ยว” พูดถึงน้ำเงี้ยวก็จะมีสูตรมากมายหลายหลากไปที่แบ่งเห็นชัดคือ น้ำเงี้ยวที่เป็นแบบน้ำสีแดง และน้ำใส ผมได้ทานน้ำเงี้ยวครั้งแรกเป็นประเภทน้ำใสครับ เป็นน้ำต้มกระดูกหมู่ใส่เลือกและก็หมูสับ ผมจำได้ผมทานไปประมาสิบกว่าห่อในวันนั้นโดยไม่ทานข้าวอื่นเลย มันอร่อยดีครับ แต่พอมาหลังก็จะได้ทานน้ำเงี้ยวที่ใสเครื่องแกงที่มีการผัดมากว่ามีพริกใสทำให้น้ำสีออกแดงๆ ที่จะนำเสนอสูตรแรก กับอร่อยๆกับอาหารล้านนา ๑ โดยสูตรเครื่องปรุงจะแบ่งเป็น ส่วนเครื่องแกง และส่วนของตัวแกงครับ
ส่วนประกอบ
๑. ซี่โครงหมูชิ้นเล็ก
๒. เนื้อหมูสับละเอียด
๓. เลือดหมูต้มสุกหั่น
๔. ถั่วเน่าปิ้ง
๕. พริกขี้หนูแห้งทอด
๖. กระเทียมเจียว
๗. ขนมจีน
๘. ผักกาดดองหั่นฝอย
๙. ผักชี
๑๐. มะเขือเทศลูกเล็ก
๑๑. ถั่วงอก
๑๒. ต้นหอม
๑๓. ดอกงิ้วคั่ว
๑๔. แคปหมู
๑๕. เกลือ น้ำมันพืช
เครื่องน้ำพริก
๑. พริกแห้งเม็ดใหญ่ผ่าเมล็ดออก 7 เม็ด
๒. ข่า 1 แว่น
๓. หอมแดง 5 หัว
๔. กระเทียม 10 กลีบ
๕. รากผักชี 1 ช้อนชา
๖. กะปิ 1 ช้อนชา
วิธีทำ
๑. ต้มซี่โครงหมูเป็นน้ำซุปหรือใช้น้ำซุปก้อน เติมเกลือนิดหน่อย
๒. โขลกเครื่องน้ำพริกให้ละเอียด โขลกถั่วเน่าปิ้งพอหยาบๆ
๓. ผัดน้ำพริกแกงให้หอม ใส่เนื้อหมูสับ มะเขือเทศ ดอกงิ้ว ผัดให้เข้ากันตักใส่ในหม้อต้มซี่โครงหมู
๔. ปรุงรสด้วยน้ำปลา พอเดือดยกลง
๕. จัดขนมจีน ผักกาดดอง ถั่วงอก พริกขี้หนูแห้งไว้ในจาน เสิร์ฟคู่กับน้ำปรุงและตกแต่ง
๖. ปรุงรสเพิ่มเติมด้วยมะนาว กระเทียมเจียว ผักชี ต้นหอม

อ้างจาก http://www.hilunch.com/
สวัสดีครับ
เขียนโดย นายชิตพร พูลประสิทธิ์ นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำปาง

วันอังคารที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2553

อร่อยๆกับขนมล้านนา ๙

>>>>>>>>>สวัสดีครับนี้ก็เลย เดือนธันวาคมเดือนสุดท้ายของปี ๒๕๕๓ ก็จะเป็นเรื่องสุดท้ายของขนมล้านนา เรื่องสุดท้ายลองมารู้จักขนมจะว่าขนมก็ไม่ใช้เป็นอาหารว่างเสียมากว่าแต่ชื่อมีว่าขนมอยู่ด้วยของทานเล่นชนิดนี้เรียกว่า “ผัดหมี่ขนมจีน”หรือ “ข้าวหมี่” หรือ “คั่วหมี่”นำมาคั่วหรือผัดกับน้ำมันพืช ใส่เครื่องปรุงหลัก ได้แก่ น้ำอ้อย ซีอิ้วดำ นิยมรับประทานกับผักกาดดองและแคบหมู ผมได้เห็นและทดลองทานครั้งแรกก็เมื่อประมาณ ๑๘ ปีก่อนที่งานฤดูหนาวและงานกาชาดจังหวัดเชียงใหม่ มองครั้งแรกนึกว่าเส้นหมี่ผัดแต่งสงสัยทำไมเส้นมันใหญ่จังครั้งนั้นผมทดลองซื้อมา ทานขายกระทงละ ๕ บาท ทดลองทานรสชาติมันๆเส้นนุ่มเลยถามคนขายว่าทำจาดเส้นอะไรเขาบอกว่าทำจาก ขนมเส้น หรือขนมจีน ผมถึงได้รู้จักกับ ผัดหมี่ขนมจีน ตั้งแต่นั้นเป้นของทานที่หาทานได้ทั่วไปโดยเฉพาะตามงานเทศกาลต่างทางภาคเหนือจะเห็นทุกที่ แล้ววิธีทำและส่วนผสมละมีอะไรบางเรามารู้จักกันนะครับ
ส่วนผสม
>>>>>>>>>๑. ขนมจีน ๑ กิโลกรัม
>>>>>>>>>๒. น้ำอ้อยป่น ๓ ช้อนโต๊ะ
>>>>>>>>>๓. ซีอิ้วดำ ๒ ช้อนโต๊ะ
>>>>>>>>>๔. เกลือ ๑ ช้อนโต๊ะ
>>>>>>>>>๕. กระเทียมสับ ๑ ช้อนโต๊ะ
>>>>>>>>>๖. น้ำมันพืช ๑/๒ ถ้วย
>>>>>>>>>๗. ผักชี ๑ ช้อนโต๊ะ
>>>>>>>>๘. ต้นหอม ๑ ช้อนโต๊ะ
>>>>>>>>>๙. กระเทียมเจียว ๒ ช้อนโต๊ะ
>>>>>>>>>๑๐.พริกชี้ฟ้า ๑ เม็ด

วิธีทำ
>>>>>>>>>๑. ละลายน้ำอ้อยป่นกับน้ำเล็กน้อย ลงผสมกับขนมจีน (ถ้าไม่มีน้ำอ้อย ใส่น้ำตาลทรายหรือน้ำตาลปีบ)

>>>>>>>>>๒. ใส่ซีอิ๊วดำ และเกลือ

>>>>>>>>>๓. คลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน

>>>>>>>>>๔. เจียวกระเทียมพอเหลือง ใส่ขนมจีนลงผัด

>>>>>>>>>๕. ผัดให้เข้ากัน จนร้อนทั่ว ปิดไฟ
เคล็ดไม่ลับ
>>>>>>>>>- การผัดหมี่ขนมจีน ต้องคลุกเคล้าเครื่องปรุงทั้งหมดให้เข้ากันก่อน จึงจะนำมาผัด
>>>>>>>> - เลือกขนมจีนเส้นใหญ่ และเหนียว จะทำให้เส้นขนมจีนน่ารับประทา
อ้างอิงจาก
รัตนา พรหมพิชัย. (๒54๒). เข้าหนมเกลือ. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ (เล่ม ๒, หน้า 6๒๑). กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.
สวัสดีครับ เขียนโดย นายชิตพร พูลประสิทธิ์ นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำปาง

วันอังคารที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

อร่อยๆกับขนมล้านนา ๘


สวัสดีครับนี้ก็เลย เดือนตุลาคมเข้าสู่เดือน พฤศจิกายน ก็เข้าสู่ฤดูหนาวแล้วอากาศมีการเปลี่ยนแปลงกลางวันร้อนกลางคืนเย็น เย็นๆแบบนี้จะหาขนมที่ออกจากเตาร้อนมาทานแก้หนาวก็จะขอแนะนำขนมชนิดหนึ่งครับทำง่ายๆไม่มีส่วนผสมอะไรมากมายเลย แต่ก็ไม่คอยจะมีขายในท้องตลาดเท่าไรก็เพราะจากมันง่ายและพื้นๆไปนั้นเอง ขนมชนิดนี้เรียกว่า ขนมเกลือ หรือเข้าหนมเกลือ (อ่านว่า เข้าหนมเกื๋อ) บ้างเรียกว่า ขนมขาว เป็นขนมชนิดหนึ่งที่ทำจากแป้งข้าวเจ้า ส่วนผสมหลักมีแป้งและเกลือ ถ้าชอบหวาน ให้ใส่น้ำตาล ถ้าชอบกะทิ ก็ใส่ไปด้วยก็ได้ หรืออาจโรยงาดำลงไปด้วย ในอดีตมีคำพูดว่า เข้าหนมเกลือ เบื่อบ่าว เป็นคำพูดเชิงสัพยอกว่า หากไม่ชอบหนุ่มคนใด ถ้าเขามาพูดเกี้ยว ก็ให้สาวนั้นเอาเข้าหนมเกลือให้บ่าวหรือชายหนุ่มผู้นั้นกิน เพราะขนมเกลือมีแต่แป้ง กินมากจะแน่นท้อง จนอาจจะพูดอะไรไม่ออก และอาจกลับบ้านไปเลย
""""""""""ตอนผมเป็นเด็กจำได้ว่าพวกน้าๆป้าๆ จะชอบทำให้ผมกินตอนผมว่าเที่ยวที่บ้านยายที่จังหวัดแพร่ ผมชอบแอบเอาน้ำตาลมาโรยอีกเพิ่มความหวานให้กับขนม แต่บางบ้านเห็นเป็นสีออกน้ำตาลผมนึกว่าขนมคนละอย่างแต่กับเป็นขนมเกลือเหมือนกันแค่เอาน้ำตาลปีบผสม แบบนี้หวานอร่อยกว่าแบบสีขาวๆครับ มาดูส่วนผสมและวิธีทำกันเผื่อทานผู้อ่านจะทำทานกันในช่วงปีใหม่ ช่วยกันทานขนมไทยประหยัดด้วยและเป็นการทำกิจกรรมของครอบครัวที่ดี
ส่วนผสม
๑. แป้งข้าวเจ้า """"""""๑ ๑/๒""""""""" ถ้วย
๒. แป้งมัน """"""""""""""""""""""ถ้วย
๓. น้ำตาลทราย """""""""""""""""""ช้อนโต๊ะ
๔. เกลือป่น """""""""๑/๒ """"""""""ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
๑. ผสมแป้งข้าวเจ้า แป้งมัน น้ำตาล เกลือ และน้ำประมาณ ๑ ถ้วยตวง นวดให้เข้ากัน
๒. นำไปตั้งไฟอ่อน ๆ คนไปเรื่อยๆ
๓. คนจนแป้งข้นและหนืด ยกลง และพักไว้
๔. ฉีกใบตองกว้าง ๕ นิ้ว ตักแป้งใส่บนใบตองประมาณ ๒ ช้อนโต๊ะ แล้วกดให้แป้งแบน
๕. พับใบตองซ้ายขวา พับหัวท้าย เป็นรูปสี่เหลี่ยม
๖. นำใส่ลังถึงนึ่งด้วยไฟแรงประมาณ ๒๐ นาที
๗. พอนึ่งได้ที่ ขนมสุก ปิดไฟ

เคล็ดไม่ลับ
ใส่ใบเตยลงในน้ำนึ่งขนม เพื่อให้ขนมมีกลิ่นหอม หรือใช้น้ำตาลปีบผสม จะทำให้ขนมมีรสหวานและเป็นสีน้ำตาลอ่อน

อ้างอิงจาก
รัตนา พรหมพิชัย. (2542). เข้าหนมเกลือ. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ (เล่ม 2, หน้า 621). กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.
เขียนโดย นายชิตพร พูลประสิทธิ์ นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำปาง

วันพุธที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2553

การตานก๋วยสลาก

...............การกินสลากหรือสลากภัตต์ หรือการกินข้าวสลาก เป็นวิธีการถวายเครื่องไทยทานแก่พระสงฆ์วิธีหนึ่ง เมื่อวัดและชาวบ้านตกลงกันว่าจะจัดให้มีการกินสลาก ชาวบนต่างจัดเตรียมเครื่องไทยทานทั้งที่จัดใส่ก๋วย เรียกว่า “ก๋วยสลาก”เป็นสลากน้อย และที่จัดแต่งเป็นต้นกัลปพฤกษ์ เป็นสลากหลวง ซึ่งทำด้วยไม้ไผ่สูงและทำเป็นชั้น ๆ อาจเป็น ๓ ชั้นหรือ ๕ ชั้น ๗ ชั้น ตามที่เราต้องการสลากหลวง หรือเรียกว่า ต้นกัลปพฤกษ์ โดยแต่ละชั้นนำวัตถุเครื่องไทยทานมาผูกติดไว้ให้สวยงามปลายสุดที่เป็นส่วนยอดนิยมนำร่มมาเสียบติดไว้ผูกธนบัตรที่ขอบร่มจำนวนเงินตามแต่ความพอใจของผู้จัดทำ สลากหลวงจะมียอดเงินมากกว่าสลากน้อย เมื่อถึงวันที่กำหนดเอาไว้ ชาวบ้านซึ่งเป็นเจ้าของก๋วยสลากจะแห่เครื่องไทยทานเข้าวัด และตั้งกัณฑ์สลาก โดยแต่ละกัณฑ์จะมีเส้สลาก เขียนข้อความ อุทิศส่วนบุญกุศลไปให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วและมีชื่อเจ้าของกณฑ์ในเส้นสลากด้วย
...............เส้นสลากนั้น แต่ก่อนนิยมเขียนในแผ่นใบตาล ใบลาน แต่ในปัจจุบันนี้ บางครั้งก็ใช้กระดาษแข็งเขียนโดยจะเขียนเท่ากับจำนวนของเครื่องไทยทาน แล้วนำเส้นสลากไปกองรวมกันไว้ในที่กำหนด แต่ส่วนมากจะนำไปวางรวมกันในวิหารหน้าพระประธาน กรรมการจัดจะจัดแบ่งเส้นสลากออกเป็นกอง ๆ ตามจำนวนพระภิกษุสามเณรที่ทางวัดได้นิมนต์มาร่วมพิธี และจัดแบ่งให้แก่พระประธานด้วย ซึ่งสลากของพระประธานนี้จะตกเป็นของวัดที่เป็นเจ้าของงาน หากว่ามี ก๋วยสลากจำนวนมาก พระภิกษุสามเณรก็จะได้เส้น
สลากมาก พระภิกษุจะได้ประมาณ ๒๐ เส้น ส่วนสามเณรอาจจะได้ประมาณ ๑๐ เส้น ส่วนเส้นสลากที่เหลือก็จะนำไปสบทบถวายพระประธาน เมื่อเสร็จจากการแบ่งเส้นสลากแล้ว คณะกรรมการวัดก็จะนำเส้นสลากที่แบ่งแล้วจำนวน ๑ มัด ไปประเคนพระที่อาวุโส ซึ่งเป็นประธานในพิธี ต่อจากนั้นกรรมการวัดจึงนำเส้นสลากไปถวายพระภิกษุสามเณร ตามลำดับ เมื่อพระสงฆ์อนุโมทนาเสร็จแล้วชาวบ้านก็จะแยกย้ายกันไปนั่งตาม จุดที่ทางวัดจัดไว้ให้ เมื่อถึงเวลาอ่านเส้นสลากชาวบ้านเจ้าของกัณฑ์สลากก็จะพากันตามหาเส้นสลากของตนที่อยู่ในมือของพระภิกษุสามเณรจนพบ หลังจากนั้นพระภิกษุสามเณรที่ได้เส้นสลากก็จะอ่านเส้นสลากเสร็จแล้วชาวบ้านก็จะ ถวายกัณฑ์สลากให้ เมือรับพรจากพระเสร็จแล้ว จะรับเส้นสลากของตนไปเผาพร้อมกับอุทิศส่วนบุญกุศลไปหาผู้ตายเป็นอันเสร็จพิธี
...............สำหรับเครื่องไทยทานที่จัดทำขึ้นเป็นต้นกัลปพฤกษ์ เจ้าของต้องนิมนต์พระภิกษุสามเณร ที่ได้รับเส้นสลากไปยังที่ตั้งของเครื่องไทยทานเพื่อถวาย การทำบุญกินสลาก บางครั้งจัดทำเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ เช่น นก ช้าง วัว ไก่ สิงห์โต หรือรูปอะไรก็ได้ตามแต่เราจะต้องการ ทำให้มีขนาดที่ใกล้เคียมกับของจริง
จะทำด้วยวัสดุอะไรก็ได้ อาจจะใช้ฟางข้าว ไม้ไผ่ หรือไม้ และตกแต่งให้สวยงาม เพราะมีความเชื่อที่ว่าถ้าหากถวายสัตว์ชนิดใดแล้วชาติหน้าจะได้เป็นเจ้าของสัตว์ชนิดนั้น ๆ
...............การกินข้าวสลากนิยมจัดหลังจากออกพรรษาแล้ว วัดส่วนใหญ่ไม่ได้จัดพิธีนี้ทุกปี เนื่องจากต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการจัดทำกัณฑ์สลาก ดังนั้นบางวัดอาจจะจัดทุกปีแต่บางวัดอาจจัดปีเว้นปี หากในปีใดที่ไม่ได้จัดพิธีใหญ่โดยการเชิญชาวบ้านต่างหมู่บ้าน ต่างตำบลมาร่วมด้วย ทางวัดก็จะจัดเฉพาะคนภายในหมู่บ้านของวัดที่ตั้งอยู่ก็ได้
...............ประเพณีการกินข้าวสลาก เป็นประเพณีการทำบุญของชาวบ้านที่แสดงออกถึงความสามัคคีและร่วมแรงร่วมใจกันของชาวบ้านในการถวายเครื่องไทยทานแก่พระภิกษุสงฆ์ นอกจากนี้ยังแสดงถึงความสามารถทางด้านศิลปะในการที่จะตกแต่งเครื่องไทยทาน(ต้นกัลปพฤกษ์)ให้สวยงาม นอกจากนี้การกินข้าวสลากยังแสดงถึงฐานะทางเศรษฐกิจของชาวบ้าน ถ้าหากว่าเศรษฐกิจดีชาวบ้านก็สามารถที่จะจัดทำกัณฑ์สลากเป็นต้นกัลปพฤกษ์จำนวนมาก เนื่องจากการทำกัณฑ์สลากเป็นต้นกัลปพฤกษ์นั้นต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง
สำหรับประเพณีการกินข้าวสลากของอำเภองาว จังหวัดลำปางนั้น วัดส่วนใหญ่จะจัดพิธีเป็นประจำทุกปี แต่ก็มีบางวัดที่จัดเฉพาะคนภายในหมู่บ้านเท่านั้น ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าหากทุกคนในท้องถิ่นร่วมกันอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่นเช่นปัจจุบันนี้ ก็จะทำให้ประเพณีอันดีงามเช่นนี้คงสืบทอดไปถึงชั่วลูกชั่วหลานต่อไป
โดย จิราพร มณฑาทอง

สูตรสมุนไพรรักษาฝ้า

"ฝ้า" ถือได้ว่าเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม เกิดจากการผิดปกติของเม็ดสีใต้ผิว เลือดลม แสงแดด ความร้อน เครื่องสำอางค์ การขาดสารอาหาร ความเครียด ฮอร์โมนผิดปกติ เช่น การตั้งครรภ์ การใช้ยาคุมกำเนิด พบในหญิงมากกว่าชายในวัย 30 - 40 ปีเป็นต้นไป
ลักษณะของฝ้าจะเห็นเป็นปื้นสีดำ หรือน้ำตาล ที่เกิดบนผิวหนัง อาจพบบริเวณโหนกแก้ม หน้าผาก จมูก เหนือคิ้ว และเหนือริมฝีปาก
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดฝ้า
""""""""แสงแดด เชื่อว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการกระตุ้นให้เกิดฝ้า ทำให้เป็นฝ้ามากขึ้น หรือทำให้ฝ้าเข้มขึ้น ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดโดยเฉพาะช่วงเวลา 10.00 - 15.00 น. - ฮอร์โมน การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนจะทำให้เซลล์สร้างเม็ดสีทำงานผิดปกติ เช่น ในระหว่างการตั้งครรภ์ ในวัยหมดประจำเดือน และการรับประทานยา คุมกำเนิด - พันธุกรรม อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดฝ้า เนื่องจากพบฝ้าได้บ่อยในชาวเอเชียมากกว่าชาวตะวันตก อย่างไรก็ตาม อาจเนื่องมาจากสิ่งแวดล้อมหรือแสงแดดก็เป็นได้ - ยา พบว่าผู้ป่วยที่รับประทานยากันชักบางประเภท จะมีผื่นดำคล้ายฝ้าขึ้นบริเวณใบหน้า จึงเชื่อว่ายานี้น่าจะเกี่ยวข้องกับการเกิดฝ้า - เครื่องสำอาง การแพ้น้ำหอมหรือสีในเครื่องสำอางอาจทำให้เกิดรอยดำคล้ายฝ้าได้
การป้องกันการเกิดฝ้า
""""""""ทำได้โดยการหลีกเลี่ยงปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เกิดฝ้า เช่น หลีกเลี่ยงแสงแดดแรงๆ สวมหมวกหรือกางร่ม และใช้ครีมกันแดดทุกครั้งที่ต้องออกแดด หากฝ้าเกิดจากการรับประทานยาคุมกำเนิด อาจปรึกษาแพทย์เพื่อเปลี่ยนไปคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่น โดยปกติแล้วหากหยุดยาคุมกำเนิด ฝ้าก็จะค่อยๆ จางหายไป เช่นเดียวกับฝ้าที่เกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ ก็จะค่อยๆ จางหายไปหลังคลอด
""""""""การรักษาฝ้าบางคนคิดว่าการใช้ครีมทาฝ้าเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ในช่วงแรกฝ้าจะดูจางลง ผิวหน้าจะดูใสขึ้น แต่เมื่อใช้ไประยะหนึ่งจะโดนแดดไม่ได้ ผิวจะเห่อ ไหม้ กลายเป็นฝ้าหนากว่าเดิม เนื่องจากสารที่เคมีที่เป็นส่วนผสมทำปฏิกิริยาต่อผิว และอาจเป็นอันตรายได้เราจึงมีวิธีรักษาฝ้าโดยใช้สมุนไพรใกล้ตัวมาแนะนำกัน เหมาะสำหรับคนที่เริ่มเป็นฝ้าหรือไม่อยากใช้สารเคมี
สูตรข้าวโอ๊ต+เมล็ดมะม่วงหิมพานต์
ผสมข้าวโอ๊ตบด เมล็ดมะม่วงหิมพานต์บด และน้ำอย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน ใช้ทาผิวหน้าทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วล้างออก ทำเป็นประจำฝ้าจะจางหายไป
แครอท สลายฝ้า..
สรรพคุณเก๋ๆ ของแครอทที่มากไปด้วยสารเบต้าแคโรทีน จนคุณสาวๆ อาจจะอดใจไม่ไหว ต้องไปแย่งน้องกระต่ายมากินกันเลยก็เป็นได้ เพราะว่าการกินแครอทวันละ 2 -3 หัว จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และช่วยทำให้ฝ้าที่ขึ้นบนใบหน้าจางลงไปได้เอง ไม่ต้องพึ่งยาเลยนะจ๊ะขอบอก..
สูตรว่านลอกฝ้า
ว่านมีสรรพคุณช่วยลอกฝ้า ลบรอยจุดด่างดำบนใบหน้าและช่วยรักษาสิว
ส่วนผสม วุ้นของว่านหางจระเข้ 300 กรัม
วิธีทำ การนำเอาว่านหางจระเข้มาใช้นั้นคุณควรนำมาจากต้นที่มีอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไป ให้ตัดใบของว่านหางจระเข้ออกมา 1 ใบ โดยเลือกเอาใบที่อยู่ด้านล่างสุดเพราะจะมีขนาดใหญ่และมีปริมาณวุ่นอยู่มาก จากนั้นนำมาล้างให้สะอาดแล้วใช้มีดเฉือนบริเวณที่โคนใบของว่านโดยกะให้ใช้พอใน 1 ครั้ง ใช้พลาสติกหรือกระดาษทิชชูแปะตรงรอยที่เฉือนออกมาจากนั้นจึงลอกผิวใบที่หุ้มวุ้นไปใส่ในเครื่องปั่น ปั่นให้เหลวจนเป็นเจล หรือคุณอาจใช้มือขยำเอาก็ได้เหมือนกัน นำวุ้นที่ปั่นได้มาใส่ถ้วย ต่อจากนั้นคุณก็ทำการล้างหน้าด้วยสบู่ล้างหน้ากับน้ำอุ่น หรือผลิตภัณฑ์ล้างหน้าของคุณ เช็ดหน้าให้แห้ง
""""""""คลุมผมให้มิดชิดแล้วน้ำที่ได้มาพอกให้ทั่วใบหน้ายกเว้นบริเวณรอบปากและดวงตา ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที เมื่อครบกำหนดเวลาให้คุณล้างออกด้วยสบู่กับน้ำวุ้นควรทำเช่นนี้ติดต่อกันอย่างน้อย 3 วันต่อ 1 ครั้ง
""""""""ในบางรายอาจมีอาการแพ้วุ้นของว่านหางจระเข้คุณจึงควรทำการทดสอบดูก่อน โดยนำเอาวุ้นมาทาบริเวณท้องแขนทิ้งไว้ประมาณ 1 ช.ม. ถ้าไม่มีอาการใดๆ แสดงว่าคุณใช้สูตรนี้ได้อย่างปลอดภัย
สูตรหน้าใสไร้ฝ้า...
* เอาหัวผักกาดหั่นเป็นแว่นบาง ๆ ทาถูบริเวณที่เป็นฝ้าให้ทั่วทาทิ้งไว้ครั้งละประมาณ 5 นาที แล้วล้างออกให้หมดด้วยน้ำสะอาดทำเช้าและเย็น ฝ้าจะจางและหายไปภายใน 10 วัน
* ใช้น้ำเมือกว่านหางจระเข้ทาหน้าตอนเช้าและก่อนนอนทุกวันทาหน้าทิ้งไว้ไม่ต้องล้างออกประมาณ 5 นาที เพราะน้ำเมือกจะแห้งไปเอง ไม่ทำให้รู้สึกรำคาญ
* ฝานแตงกวาเป็นแว่นบาง ๆ แล้วปิดแปะลงบนใบหน้าหรือจะใช้ถูให้ทั่วใบหน้าก็ได้ ทิ้งไว้พอแห้งก็ล้างออก ทำก่อนนอนนอกจากจะใช้รักษาฝ้าแล้วยังช่วยรักษาสิวได้ดีอีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก www.samoonprithai.com , women.thaiza.com
โดย หัทยา ตันป่าเหียง

วันอังคารที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ขอบข่ายงานวัฒนธรรม

อนุรักษ์ ฟื้นฟู พัฒนา มาถ่ายทอด
สิ่งสุดยอดคือ ส่งเสริมเติมเต็มกิจกรรม
นำบุคคลโดดเด่นวัฒนธรรม มาเล่นนำ
ที่เลิศล้ำ คือ แลกเปลี่ยนเรียนรู้คู่กันไป
1. รณรงค์
2. ประชาสัมพันธ์
3. ปลูกฝังจิตสำนึก
· ขจัดร้าย
- ลดปัจจัยพื้นที่ชั่วแหล่งมั่วสุม
- ทำลายสื่อลามก จัดระเบียบนักเรียน นักศึกษา
· ขยายดี
- มีสื่อสร้างสรรค์ มีกิจกรรมที่ดี
- ให้เด็กได้แสดงออก
- มีโรงเรียน ชุมชน เอกชนให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
- มีพ่อแม่ ญาติพี่น้อง คอยส่งเสริมเติมเต็ม
· มีภูมิคุ้มกัน นำมิติทางวัฒนธรรมมีการขับเคลื่อน
- รักษาสืบทอด
- สร้างค่านิยมจิตสำนึกและภูมิปัญญาไทย
- นำทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างคุณค่าทางสังคมและเพิ่มมูลค่า
ทางเศรษฐกิจ
- การบริหารองค์ความรู้ด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม
โดย นงนุช ป่าเขียว

๗ สหชาติ ของพระพุทธเจ้า


ในวันเพ็ญเดือน ๖ วันที่พระกุมารประสูตินั้น มีมนุษย์และสัตว์กับสิ่งซึ่งเป็นสหชาติมงคลบังเกิดร่วมถึง ๗ อัน "สหชาติ" นั้นหมายถึงผู้เกิดร่วมด้วย ๗ สหชาติของพระพุทธเจ้า คือ

๑. พระนางพิมพา หรือพระนางยโสธรา เป็นพระราชบุตรีของประเจ้าสุปปพุทธะกรุงเทวทหะ เป็นพระชายาของพระสิทธัตถะเมื่อมีประชนม์ได้ ๑๖ พรรษา เป็นพระมารดาของพระราหุล ภายหลังออกบวชมีนามว่า พระภัททกัจจานา

๒. พระอานนท์ เป็นเจ้าชายในศากยวงศ์ โอรสของพระเจ้าสุกโกทนะ ซึ่งเป็นพระเจ้าอาของเจ้าชายสิทธัตถะ ท่านออกบวชในพุทธศาสนา และได้รับเลือกเป็นพระอุปัฏฐากประจำพระองค์ของพระพุทธศาสนาและได้รับเลือกเป็นพระอุปัฏฐากประจำพระองค์ของพระพุทธเจ้าได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะในหลายด้าน ท่านบรรลุพระอรหัตหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ๓ เดือน เป็นกำลังสำคัญในคราวทำปฐมสังคายนาท่านดำรงชีวิตสืบมาจนถึงอายุได้ ๑๒๐ ปี จึงปรินิพพานในอากาศเหนือแม่น้ำโรหิณี ซึ่งเป็นเส้นกั้นแดนระหว่างแคว้นของพระญาติสองฝ่ายคือศากยะ และโกลิยะ

๓. นายฉันนะ เป็นอำมาตย์คนสนิท และเป็นสารถีของเจ้าชายสิทธัตถะในวัง เสด็จออกบรรพชาเมื่อมี พระชนม์ได้ ๒๙ พรรษา นายฉันนะตามเสด็จไปด้วยและนำเครื่องอาภรณ์พร้อมทั้งคำกราบทูลของเจ้าชาย สิทธัตถะกลับกรุงกบิลพัสดุ์ ภายหลังบวชเป็นภิกษุถือตัวว่าเป็นคนใกล้ชิดพระพุทธเจ้ามาแต่เก่าก่อน หลังจาก พระพุทธเจ้าปรินิพานแล้ว ถูกสงฆ์ลงพรหมทัณฑ์หายพยศและได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์

๔. อำมาตย์กาฬุทายี เป็นพระสหายสนิทของเจ้าชายสิทธัตถะเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์พระเจ้าสุทโธนะส่งไปทูลเชิญพระศาสดาเพื่อเสด็จมากรุงกบิลพัสดุ์อำมาตย์กาฬุทายีไปเผ้าพระศาสดาที่กรุงราชคฤห์ ครั้นได้ฟัง พระธรรมเทศนาบรรลุพระอรหัตตผล อุปสมบทเป็นภิกษุแล้วทูลเชิญพระศาสดาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เสด็จกรุงกบิลพัสดุ์ ท่านได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะ ในบรรดาผู้ทำตระกูลให้เลื่อมใส

๕. ม้ากัณฐกะ ม้าพระที่นั่งของเจ้าชายสิทธัตถะ ตัวม้ายาวจากคอถึงหาง ๑๘ ศอก ส่วนสูงก็เหมาะสมกับส่วนยาว มีสีขาวผ่องเหมือนเปลือกหอยสังข์ที่ขาวสะอาด ในราตรีที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จหนีออกจากพระราชวัง เพื่อเสด็จออกพรรพชา การเดินทางครั้งนี้มีนายฉันนะเกาะหางม้ากัณฐกะไปด้วย ม้ากัญฐกะเดินทางถึงแม่น้ำอโนมาใช้เวลาเที่ยงคืนถึงเช้าระยะทาง ๓๐ โยชน์ (๔๘๐ กิโลเมตร) กระโดดครั้งเดียวก็ข้ามแม่น้ำอโนมา เมื่อข้ามฝั่งแม่น้ำแล้วเจ้าชายสิทธัตถะจึงรับสั่งว่า กัณฐกะเจ้าจงกลับไปยังเมืองกบิลพัสดุ์เถิด ม้ากัณฐกะจึงเหลียวมองไปทางเจ้าชายสิทธัตถะ พอเจ้าชายลับสายตาไป ม้าก็ถึงแก่ความตายเนื่องจากเสียใจ และได้ไปเกิดอยู่ในดาวดึงส์ มีชื่อว่า "กัณฐกเทวบุตร"

๖. ต้นมหาโพธิ์ เจ้าชายสิทธัตถะขณะที่มีพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา ทรงบำเพ็ญเพียรจนตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในวันเพ็ญ เดือน ๖ ใต้ต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ ภายในป่าสาละ ใกล้แม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ (ปัจจุบันคือ ตำบลพุทธคยา แขวงเมืองอุรุเวลาเสนานิคม ของรัฐพิหาร) ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นที่ ๑ เกิดพร้อมกับเจ้าชายสิทธัตถะ มีอายุ ๓๐๕ ปี (ต้นโพธิ์ตรัสต้นที่ ๒ มีอายุ ๘๙๑ ปี ต้นที่ ๓ มีอายุ ๑,๒๒๗ ปี ต้นโพธิ์ตรัสรู้ปัจจุบันเป็นหน่อที่ ๔ ปลูกราว พ.ศ. ๒๔๓๔)

๗. ขุมทรัพย์ทั้งสี่ ขุมทรัพย์ทั้ง ๔ หรือนิธิกุมภี คือขุมทอง ๔ ขุม ได้แก่ ขุมทองสังขนิธี ขุมทองเอลนิธิ ขุมทองอุบลนิธี ขุมทองปุณฑริกนิธี ที่มา : หนังสือ ความรู้เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า โดย ภัทรวรรณ วันทนชัยสุข

โดย ทินกร สุริกัน

บ่อโข้งบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์อำเภอสบปราบ


บ่อโข้ง “โข้ง” มาจากคำว่า โข่ง ซึ่งเป็นชื่อหอยโข่ง เป็นหอยฝาเดียวและบ่อมีลักษณะเหมือนหอยโข่ง บางคนก็เรียกว่า บ่อค้ง มาจากคำว่า “บ่อคง” คือ คงทน ถาวร (ไม่แห้งจะมีน้ำอยู่ตลอดเวลา) บางคนก็สันนิษฐานว่า บ่อค้ง คือ มุ้ง เป็นภาษาเหนือซึ่งแปลว่า หลุม บ่อ
................บ่อโข้ง อยู่ในท้องที่ตำบลสบปราบ อำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง อยู่ทางทิศตะวันออกของ ๓ หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ที่ ๓ บ้านวังพร้าว หมู่ที่ ๖ บ้านวัฒนาและหมู่ที่ ๗ บ้านสบเรียง ถนนทางเข้าเข้าได้ ๓ ทาง คือ ตรงหน้าโรงเรียนบ้านวังพร้าว-สบเรียง หน้าวัดศรีบุญเรืองและทางบ้านวัฒนา
................บ่อโข้งเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ของอำเภอสบปราบ ซึ่งคนสมัยก่อน ๆ เล่าให้ฟังว่า ในสมัยพุทธกาลพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่ดับขันธ์ปรินิพพาน พระพุทธองค์ได้เสด็จธุดงค์เพื่อโปรดสัตว์มาจากบ้านแม่ไทย อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง อยู่ทางทิศเหนือของตำบลสมัย อำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง และได้มีสิงห์สาราสัตว์หลายชนิดได้ติดตามพระองค์มา เช่น เสือ ช้าง ม้า วัว ควาย สุนัข ไก่ ฯลฯ พอเดินทางมาถึงสถานที่บ่อโข้งในปัจจุบัน บรรดาสัตว์ทั้งหลายหิวน้ำ เพราะบริเวณนั้นเป็นภูเขา สัตว์ทั้งหลายได้ทูลต่อพระพุทธเจ้าว่า ข้าแต่พระผู้มีพระ ภาคเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าเป็นสัตว์เดรัจฉาน ด้อยซึ่งความรู้และปัญญา ไม่สามารถจะเสาะแสวงหาแหล่งน้ำดื่ม เพื่อประทังชีวิตได้ จึงขอพึ่งพระบารมีของพระโพธิสมภาร พระพุทธเจ้าได้ทรงฟังแช่นนั้น จึงเกิดพระเมตตายิ่งนัก จึงทรงสำแดงปาฏิหาริย์มีพระวรกายสูงใหญ่ และทรงใช้พระอังคุฐ (หัวแม่มือ) กดลงบนแผ่นหินขนาดใหญ่ ปรากฏว่าแผ่นหินที่พระองค์ทรงกดลงนั้นขนายออกและเป็นบ่อ ทันใดนั้นตรงก้นบ่อก็มีน้ำทิพย์พุ่งออกมาจนเต็มบ่อ บรรดาสัตว์ทั้งหลายเห็นดังนั้นเกิดความปิติยินดีอย่างท้วมท้น จึงกล่าวคำว่า “สาธุ” พร้อมกันถ้วนหน้า และตรงรีเข้าไปแย่งกันดื่ม เพื่อบรรเทาความกระหายน้ำ สัตว์บางชนิดก็ไม่ค่อยสบายก็กลับมีสุขภาพแช็งแรง ในขณะที่พระองค์ทรงใช้พระอังคุฐกดลงบนแผ่นหินนั้น พระองค์ทรงท่าประทับคร่อมเพื่อใช้แรงกด พระองค์ใช้พระบาทยันกับหินอีกก้อนหนึ่ง จึงเกิดรอยพระบาทขึ้นอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กับบริเวณบ่อโข้ง มีปรากฏให้เห็นในปัจจุบันนี้ บรรดาสัตว์ป่าและชาวบ้านที่ไปเลี้ยงวัว ควาย ไปทำไร่ ทำนา ก็ใช้น้ำนี้ดื่ม น้ำจะไม่แห้งจะเต็มบ่อตลอดไม่ว่าฤดูไหน ๆ ประชาชนที่เห็นก็เล่ากันต่อ ๆ มา มีชาวบ้านต่างตำบลก็พากันนมัสการ นำไปดื่ม-อาบเพื่อป้องกันโรคสืบกันมาจนถึงปัจจุบันนี้
................ในวันขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๘ (เหนือ) จะมีประชาชนไปทำบุญกันบริเวณบ่อโข้งทุกปี ตอนเช้าพิธีทางศาสนา ตอนบ่ายจะมีการจุดบ้องไฟแข่งขันกันอย่างสนุกสนาน ตอนจะกลับบ้าน ทุกคนจะนมัสการ และนำน้ำจาบ่อโข้งไปเผื่อแผ่ให้ครอบครัวและลูกหลานทางบ้าน เพื่อนำไปอาบ- ดื่ม เป็นสิริมงคลและป้องกันโรค-รักษาโรค ชาวอำเภอสบปราบจะมีความเชื่อว่า บ่อโข้ง เป็นบ่อ น้ำศักดิ์สิทธิ์ของอำเภอสบปราบ ดังคำขวัญอำเภอสบปราบ “อุทยานแห่งชาติดอยจง มั่นคงวัฒนธรรม งามล้ำน้ำตกแม่ไซงู เชิดชูบ่อน้ำทิพย์ อ่างนับสิบรอบเมือง”

โดย พรทิวา ขันธมาลา

สมุนไพรไทยกับลูกน้อยของคุณ

1. หัวหอม หรือหอมแดง สรรพคุณ เป็นพืชที่มีกลิ่นฉุน และรสเผ็ดร้อน ช่วยขับลมและทำให้ร่างกายอบอุ่น (เป็นน้ำมันหอมระเหยชนิดหนึ่ง) บรรเทาอาการ หวัด คัดจมูก หรือหายใจไม่สะดวกเนื่องจากหวัดวิธีการใช้ ทุบหอมแดงประมาณ 2-3 หัว ห่อด้วยผ้าแล้วนำไปวางใกล้หมอนเวลานอนหรือนำมาต้มกับน้ำ แล้วรมไอให้ลูกน้อยได้สูดดม แต่มีข้อควรระวังก็คือ อย่าให้เข้าตา หรือถูกผิวหนังลูกค่ะ
2. ดอกกานพลู สรรพคุณ มีกลิ่นหอมฉุนและรสเผ็ดร้อน เป็นยาขับลม บรรเทาอาการ ท้องอืด ท้องเฟ้อ วิธีการใช้ ใช้ดอกกานพลูประมาณ 2-3 ดอก ใส่ในน้ำร้อนนำมาชงนมให้ลูก
3. ขมิ้นชัน สรรพคุณ มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ลดการอักเสบตามผิวหนัง บรรเทาอาการ ผดผื่นคันตามร่างกาย วิธีการใช้ นำขมิ้นชันสดมาฝนให้ได้เนื้อขมิ้นเล็กน้อย ผสมกับดินสอพองทาบริเวณที่เป็นหรืออาจจะใช้ผงขมิ้นผสมน้ำต้มสุกทาบ่อยๆ บริเวณที่เป็น
4. ใบพลูหรือใบตำลึง สรรพคุณ มีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา บรรเทาอาการ ผื่นคันเนื่องจากเกิดลมพิษ วิธีการใช้ นำใบพลูหรือใบตำลึงประมาณกำมือหนึ่ง ล้างให้สะอาด จากนั้นบดหยาบผสมดินสอพองหรือข้าวสารเล็กน้อยก็ได้ แล้วนำมาทาแก้ผื่น
5. ดินสอพอง คุณสมบัติ เป็นตัวยาที่มีความเย็น ใช้แก้พิษร้อนกับร่างกาย สมัยโบราณนิยมใช้ทำแป้งประร่างกาย เพื่อให้เย็นสบาย บรรเทาอาการ ผื่นคันตามผิวหนัง ช่วยปรับสภาพผิวให้ดีขึ้น วิธีการใช้ ใช้ดินสอพองที่สะตุแล้ว ผสมน้ำนิดหน่อยทาบริเวณที่เกิดอาการ การสะตุดินสอพอง คือ การทำดินสอพองให้สะอาดและเป็นการฆ่าเชื้อโรคด้วย ทำได้โดย นำดินสอพองที่เป็นก้อนมาบดเป็นผงให้ละเอียด ใส่ในหม้อดินแล้วตั้งไฟให้ร้อน ยกลง รอให้ดินสอพองเย็น แล้วมักจะใส่ผงขมิ้นชัน เรียกว่า ดินสอพองสะตุ
6. ว่านหางจระเข้ สรรพคุณ น้ำเมือกของว่านหางจระเข้ มีคุณสมบัติเป็นยาเย็น สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย บรรเทาอาการ รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก จะช่วยลดอาการแสบร้อน สมานแผลให้ดีขึ้น วิธีการใช้ ปอกเปลือกเอาเฉพาะวุ้น ขูดให้เป็นน้ำเมือก ทาบริเวณที่เป็นแผล ควรระวัง เปลือกว่านหางจระเข้จะมียางสีเหลืองซึ่งจะระคายเคืองผิวหนัง
7. พญายอ สรรพคุณ มีฤทธิ์ลดการอักเสบ ระงับการเติบโตของเชื้อแบคทีเรียในช่องปาก บรรเทาอาการ แผลในปาก เริม และแมลงกัดต่อย วิธีการใช้ นำส่วนใบมาขยี้ให้น้ำยาออกมา แล้วค่อยนำไปทาบริเวณที่เป็นบ่อยๆ8. เปลือกต้นแค สรรพคุณ เป็นสมุนไพรรสฝาด ที่ยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรีย บรรเทาอาการ ท้องร่วง และช่วยสมานแผล วิธีการใช้ ใช้เปลือกต้นแคฝนให้ยุ่ย นำไปป้ายบริเวณที่เป็นแผล หรือนำเปลือกต้นแคมาต้มให้ได้น้ำยาเข้มข้นแล้วใช้ป้ายหรือทาบริเวณที่เป็นแผล
8. ประคำดีควาย สรรพคุณ มีสารสำคัญ (Saponin) ที่ทำให้เกิดฟอง บรรเทาอาการ ชันตุ พุพองตามหนังศีรษะหรือผิวหนัง วิธีการใช้ ใช้ผลแก่ 4-5 ผล ทุบพอแตกมาต้มเอาแต่น้ำประมาณ 1 ถ้วย ทาผิวหนังบริเวณที่เป็น เช้า–เย็น หรือนำมาแกะเอาแต่เนื้อ ตีกับน้ำจนเป็นฟองใช้สระผมเด็กจนกว่าจะหายค่ะ และไม่ควรให้เข้าตาจะทำให้แสบตา
9. กะเพรา สรรพคุณ เป็นพืชรสเผ็ดร้อน ช่วยยับยั้งเชื้อราที่ผิวหนัง บรรเทาอาการ เกลื้อนน้ำนมวิธีการใช้ นำใบกะเพรา (มักใช้กะเพราแดง) มาขยี้ และทาบริเวณที่เป็นเกลื้อน วันละ 3 - 4 ครั้ง จนกว่าจะหายก่อนเลือกใช้สมุนไพร คุณแม่ต้องรู้อาการของลูกก่อนว่า เป็นอาการร้ายแรงหรือเกิดจากโรคประจำตัว ที่ต้องระมัดระวังหรือไม่ เพื่อดูแลอาการได้เหมาะสม ไม่เกิดผลข้างเคียง บางอาการเจ็บป่วย ที่ต้องใช้สมุนไพรดูแล เช่น มีเสมหะ จำเป็นต้องกวาดยา ก็ควรเน้นให้ความสำคัญกับเรื่องความสะอาดด้วยค่ะ เช่น ล้างมือก่อนกวาด หรือทายาในช่องปาก เป็นต้น
โดย สุพัชรีย์ เป็งอินตา

น้ำในหูไม่เท่ากัน ......ใครเป็นยกมือขึ้น

โรคเมเนียส์หรือน้ำในหูไม่เท่ากัน เป็นโรคที่มีความผิดปกติของหูชั้นใน ทำให้เสียความรู้สึกเกี่ยวกับการทรงตัว (เกิดอาการวิงเวียน) และการได้ยิน (เกิดอาการหูตึง แว่วเสียงดังในหู)ส่วนมากจะเป็นเพียงข้างเดียว ประมาณร้อยละ 10 - 15 อาจเป็นทั้งสองข้าง โรคเมเนียส์มีสาเหตุอย่างไร...สันนิษฐานว่าโรคนี้เกิดจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณของเหลวในหูชั้นในส่วนที่ควบคุมเกี่ยวกับการทรงตัวซึ่งส่งผลกระทบต่อประสาทการทรงตัวและประสาทการได้ยินโรคเมเนียส์มีอาการอย่างไร...มักจะเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวด้วยอาการวิงเวียนอย่างรุนแรงจนบางครั้งทำให้ผู้ป่วยล้มลงผู้ป่วยจะรู้สึกว่าพื้นบ้านหรือเพดานหมุนมักมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนรุนแรงและอาจมีอาการตากระตุก อาการวิงเวียนอาจเป็นครั้งละไม่กี่นาทีถึงหลายชั่วโมงแล้วหายไปได้เอง แต่จะกำเริบได้เป็นครั้งคราว อาจทิ้งช่วงห่างกันเป็นสัปดาห์ๆ หรือเป็นปีๆ ซึ่งไม่ค่อยแน่นอน ผู้ป่วยมักมีอาการหูตึงและแว่วเสียงดังในหูซึ่งเป็นพร้อมกับอาการวิงเวียนและจะยังคงเป็นอยู่ตลอดเวลา ระหว่างที่ไม่มีอาการวิงเวียน เสียงที่ไม่ได้ยินมักเป็นเสียงต่ำ เช่น เสียงนาฬิกา เสียงกริ่งโทรศัพท์ เป็นต้น อาการวิงเวียนมักจะเป็นมากเวลาร่างกายเหนื่อยล้าหรือมีภาวะตึงเครียดทางจิตใจ แต่จะเป็นห่างขึ้นเมื่อสุขภาพทั่วไปแข็งแรงดีและจิตใจไม่เครียด ดังนั้น ผู้ป่วยควรงดอาหารเค็มจัด งดเหล้าและบุหรี่ และดื่มน้ำให้น้อยลงเพื่อลดปริมาณของเหลวในหูชั้นในอาจช่วยให้อาการกำเริบห่างขึ้น.....และอีกวิธีหนึ่งคือต้องไปพบแพทย์ด้วยนะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลดีมีประโยชน์จาก : http://www.vcharkarn.com/ (วิชาการดอทคอม)
โดย รัตนา เกิดเวียงใหม่

ดนตรีบำบัดในผู้ป่วย

ท่านทราบหรือไม่ว่า การนำดนตรีมาใช้รักษาความเจ็บป่วย ได้มีมานานประมาณหลายพันปีแล้วในยุคกรีก ได้มีการศึกษาค้นคว้าวิจัย ผลของดนตรีในแง่การรักษาอย่างจริงจังมาประมาณกว่า 50 ปี แล้ว พบว่าดนตรีมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกายและจิตใจของมนุษย์ สามารถนำมาใช้ร่วมกับการรักษาทางการแพทย์ได้ผลดีในเรื่องความเจ็บปวด ลดความวิตกกังวล ความกลัว เพิ่มกำลังการเคลื่อนไหว สร้างแรงจูงใจให้เกิดสติ ความนึกคิด อารมณ์ และจิตใจที่ดี ช่วยทำให้ร่างกายสดชื่นแข็งแรง ผ่อนคลาย และเป็นสุขได้โดยนิยมใช้ในห้องผ่าตัด ห้องคลอด หอผู้ป่วยมะเร็ง ICU ฯลฯ เป็นต้น
ข้อดีของการนำดนตรีมาใช้
1. เพื่อทำให้รู้สึกเจ็บปวดลดลง มีความทนทานต่อความเจ็บปวดได้มากขึ้น ลดความกลัวและใช้ยาน้อยลง
2. ทำให้ผู้ป่วยได้ผ่อนคลายจิตใจ มีความสุขเพลิดเพลิน ลืมความทุกข์ ความเจ็บปวดชั่วขณะ
3. ทำให้ผู้ป่วยมีทัศนคติที่ดีต่อทีมงานผู้รักษา แสดงออกในด้านดี
4. ช่วยทำให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวได้มากขึ้น
ขั้นตอนการใช้ดนตรีบำบัดเพื่อระงับอาการปวด
1. ต้องคำนึงถึงความต้องการของผู้ป่วยก่อน ผู้ป่วยควรมีความพร้อมที่จะใช้วิธีดนตรีบำบัด
2. การสำรวจผู้ป่วยในเรื่องประสบการณ์ด้านดนตรี ประเภทเพลงที่ผู้ป่วยชอบ
3. จัดให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าที่สบายที่สุด เจ็บปวดน้อยที่สุด
4. ควรอยู่ในห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก อุณหภูมิเย็นสบาย ไม่มีเสียงรบกวน ปรับแสงสีในห้องให้เย็นตา
5. เลือกใช้เครื่องเสียงที่มีคุณภาพ ที่ผู้ป่วยจะสามารถใช้ได้เองด้วยตนเองตามสะดวกและปลอดภัย
6. จัดเจ้าหน้าที่คอยช่วยเหลือดูแล สอน ให้คำแนะนำ ให้กำลังใจผู้ป่วย ขณะที่ใช้วิธีการดนตรี
ลักษณะของดนตรีที่ใช้
1. ควรเป็นเพลงบรรเลง ไม่ควรมีเนื้อร้อง, มีเสียงธรรมชาติ เช่น เสียงนก น้ำตก ฯลฯ
2. มีจังหวะที่ช้า มั่นคง สม่ำเสมอ ขนาดช้าถึงปานกลางประมาณ 70-80 ครั้ง/นาที
3. ทำนองราบเรียบ นุ่มนวล ผ่อนคลายสดชื่น สอดคล้อง ระดับเสียงปานกลาง - ต่ำ
5. ความเข้มของเสียง ไม่ดังมาก ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของผู้ป่วย
6. ประเภทของดนตรีที่นิยม เช่น พิณ เปียโน กีต้าร์ วงออร์เคสตร้า แจ๊สแบบช้า นุ่มนวล Pop Classic
7. เป็นดนตรีที่ผู้ป่วยมีส่วนในการคัดเลือก และอาศัยความคุ้นเคย ความชอบของผู้ป่วยร่วมด้วย

ผลการศึกษางานวิจัยของ เสาวณีย์ สังฆโสภณ
โดย มันทนา กันสิทธิ์

วันจันทร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2553

สุดยอดอาหารล้างพิษ 20 ชนิด บท ๓

13. ขึ้นฉ่าย ถือได้ว่าเป็นสุดยอดอาหารในการทำความสะอาดเลือดและช่วยลดความดันโลหิต สำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูงควรกินขึ้นฉ่ายเป็นประจำ หรือถ้าจะให้ดีควรดื่มน้ำคั้นจากขึ้นฉ่ายสดในตอนเช้า เพื่อช่วยควบคุมระดับแรงดันเลือดให้คงที่ ในขึ้นฉ่ายยังประกอบไปด้วยสารต้านการเกิดมะเร็ง และสารที่ช่วยขับของเสียจากบุหรี่ในคนที่สูบบุหรี่หรือผู้ที่ได้รับควันบุหรี่ด้วย
14. พืชตระกูลถั่ว (เช่นถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง และถั่วขาว) จากการศึกษาพบว่าผู้ที่กินถั่วเป็นประจำมีระดับคอเลสเตอรอลน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้กิน และลดอัตราความเสียงต่อการเกิดโรคหัวใจด้วย พืชตระกูลถั่วนี้ประกอบด้วยไฟเบอร์สูง ซึ่งช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ทำความสะอาดลำไส้ ลดการสะสมของสารพิษในลำไส้ และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ ทั้งช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้,มะเร็งต่อมลูกหมากด้วย
15. ทับทิม ตำราแพทย์แผนโบราณของชาวเอเชียกล่าวไว้ว่า การดื่มน้ำทับทิมสามรถรักษาอาการอักเสบและลดความปวดได้ เนื่องจากในทับทิมมีสารแอสไพรินซึ่งเป็นสารชนิดเดียวกันกับแอสไพรินในยาแก้ปวด ช่วยล้าง พิษลดการติดเชื้อของเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย และลดอาการอักเสบ สำหรับผู้ที่มีอาการไขข้ออักเสบ ปวดบวม ช้ำ แนะนำให้กินทับทิม เพราะช่วยลดอาการปวดลงได้ ขณะเดียวกันยังมีไฟเบอร์สูง ซึ่งช่วยให้ขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายได้ดีขึ้น
16. กระเจี๊ยบ น้ำกระเจี๊ยบมีคุณสมบัติช่วยทำความสะอาดแบคทีเรียและไวรัสออกจากระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งมักก่อให้เกิดการติดเชื้อ ทำให้มีอาการปัสสาวะไม่ออกหรือมีเลือดปน หรือมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ซึ่งสารในกระเจี๊ยบสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัสเหล่านั้นได้
17. เมล็ดแฟลกซ์ ประกอบไปด้วยกรดไขมันที่จำเป็นอย่างโอเมกา 3 ซึ่งมีประโยชน์ต่อสมอง ช่วยบำรุงความจำ มีผลดีต่อหัวใจเพราะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล มีสารอื่นที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันร่างกาย
18. มะนาว เป็นสุดยอดอาหารที่ช่วยทำความสะอาดตับ มีวิตามินซีสูง น้ำมะนาวสดเมื่อนำมาผสมกับน้ำอุ่นแล้วดื่มตอนเช้าหลังตื่นนอนจะช่วยล้างพิษและทำให้เลือดสะอาดขึ้น แต่ถ้านำน้ำมะนาวสดผสมกับโยเกิร์ตและน้ำผึ้ง ก็จะเป็นอาหารที่ช่วยล้างพิษในลำไส้และป้องกันอาการท้องผูกได้อีกด้วย
19. หัวหอม ประกอบไปด้วยสารต่อต้านมะเร็งหลายชนิด และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงช่วยทำความสะอาดเลือด ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล LD ซึ่งไม่ดีเพราะเป็นตัวการก่อให้เกิดโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังช่วยทำให้ระบบทางเดินหายใจทำงานดีขึ้น ช่วยรักษาโรคหอบ โรคทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ และที่สำคัญคือช่วยรักษาโรค เบาหวานโดยช่วยให้ระดับน้ำตาลคงที่
20. สาหร่าย เป็นพืชสีเขียวในทะเลที่หลายคนมองข้ามคุณประโยชน์ แต่จากการศึกษาของ Mcgill University ที่ Montreal แสดงผลว่าสาหร่ายสามารถจับของเสียจากรังสีที่สะสมในร่างกาย ในปัจจุบันเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงรังสีต่างๆ จากคลื่นวิทยุ คลื่นโทรศัพท์ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และคลื่นไมโครเวฟทั้งหลายได้ ซึ่งพลังงานความร้อนเหล่านี้เป็นอันตรายต่อร่างกาย ก่อให้เกิดมะเร็งได้ ซึ่งสาหร่ายจะช่วยดูดซึมคลื่นรังสีเหล่านั้น และสามารถจับกับพวกโลหะหนักได้ด้วย นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยโปรตีนและเกลือแร่ในปริมาณมาก
..................................ที่มา www.iqraforum.com
โดย วนิดาพร ธิวงศ์

ไม้แกะสลักบ้านหลุก


ประวัติการแกะสลัก
.........ชาวอำเภอแม่ทะโดยเฉพาะอย่างยิ่งหมู่บ้านน้ำโท้ง บ้านหลุก บ้านหลุกแพะ และบ้านเหมี่ยง ตำบลนาครัวมีฝีมือในการแกะสลักไม่มาแต่โบราณ สังเกตได้จากเครื่องใช้ในครัวเรือน เช่น ขันโตก ด้ามกระบวยตักน้ำ ลูกกรง ราวบันได รวมไปถึงไม้ค้ำต้นโพธิ์ ซึ่งสามารถพบเห็นทั่วไปตามวัดในหมู่บ้านต่าง ๆ ดังกล่าว เมชาวบ้านไม่ได้ยึดงานแกะสลักเป็นอาชีพ โดยมุ่งแต่การประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก จนเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๖ พ่อค้าจากตัวเมืองลำปางได้นำดอกบัวขนาดเล็กแกะสลักด้วยไม้ทองหลางเป็นแบบให้ นายดี เถายศ ใช้ไม้โมกมันแกะสลักดอกบัวแทนได้มีการปรับปรุงรูปทรงให้ใหญ่ขึ้นกว่าที่กำหนดให้มา โดยทำออกจำหน่ายตามใบสั่งของพ่อค้า ในขณะนั้นสามารถทำรายได้ดีพอสมควรภายหลังชาวบ้านสนใจออกแบบกันอย่างแพร่หลาย
.........ต่อมานายสุขแก้ว คำพิชัย ชาวบ้านน้ำโท้ง ซึ่งเป็นผู้ที่สนใจงานแกะสลักมาตั้งแต่ครั้งยังบวชเป็นสามเณร ครั้งพอสึกออกมา ก็พยายามลองแกะสลักดอกบัว โดยได้ปรับปรุงดอกบัวที่เคยทำแพร่หลาย แล้วนำมาแกะเป็นรูปดอกบัวกลีบซ้อน แกะด้วยไม้สัก ซึ่งได้รับความนิยมมาก จนเมื่อไม้สักหายากราคาแพงขึ้นจึงหันมาใช้ไม้จามจุรี หรือไม้ฉำฉาแทน ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ความนิยมการแกะสลักยังนิยมแพร่หลาย ทั้งยังขยายตลาดไปยังต่างประเทศทำรายได้ดีขึ้น ชาวบ้านที่เคยว่างงานในฤดูแล้ง กลับมีงานทำมีรายได้เสริมแก่ครอบครัวเป็นกอบเป็นกำ
.........ในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ พบว่ามีการกลึงไม้ในหมู่บ้านตำบลนาครัว แต่เป็นการเคี่ยนหรือกลึงโดยใช้เครื่องกลึงแบบใช้แรงคนถีบให้ไม้หมุน ในสมัยนั้นนิยมกลึงขันน้ำ พานรอง ขันโตก หม้อน้ำ จนถึง พ.ศ. ๒๕๑๒ มีไฟฟ้าเข้าหมู่บ้าน จึงเปลี่ยนจากการใช้แรงคนมาเป็นมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้ผลิตงานได้มากขึ้น จนกลายเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน
.........ปี พ.ศ. ๒๕๑๑ นายจันทร์ดี แก้วชุ่ม ส่งงานแกะสลักไม้ เข้าประกวดในงานประกวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไทย ซึ่งจัดโดยกรมส่งเสริมอุสาหกรรม ได้รับรางวัลชนะเลิศเป็นการเผยแพร่งานแกะสลักไม้ให้เป็นที่นิยมมากขึ้น การทำงานในระยะแรกของนายจันทร์ดี แก้วชุ่ม เป็นการทำงานคนเดียว สร้างปางแกะสลักไม้อยู่ภายในบริเวณรั้วบ้านข้างวัดบ้านหลุก
.........ต่อมามีชาวบ้านมารับจ้างทำบางคนสนใจมากมาขอฝึกหัดด้วยนายจันทร์ดียินดีสอนให้เปล่าโดยไม่คิดค่าจ้างพอศิษย์รุ่นแรกจบพอแกะสลักไม้เองได้ก็ไปสอนลูกหลานต่อไป ปี พ.ศ.๒๕๑๖ นายเมืองตื่น แก้วเทียม เป็นผู้แกะสลักรูปช้างเป็นตัวแรกของอำเภอแม่ทะ โดยแกะเป็นรูปช้างยืนบนแท่นไม้ฐานะทางเศรษฐกิจของชาวบ้านหลุกดีขึ้น ประกอบกับมีจำนวนประชากรที่ย้ายมาจากถิ่นอื่น เข้ามาอยู่ภายในหมู่บ้านหลุกเพิ่มขึ้น ทางราชการจึงแบ่งหมู่บ้านหลุกออกเป็น ๒ หมู่บ้าน โดยหมู่บ้านตอนบนให้ชื่อว่าบ้านหลุกแพะส่วนบ้านหลุกตอนล่างยังคงใช้ชื่อเดิม
สิ่งที่น่าสนใจศึกษาและเรียนรู้
รูปแบบของผลิตภัณฑ์
ลักษณะของผลิตภัณฑ์ไม้แกะสลัก บ้านหลุกที่ทำกันในปัจจุบันอาจจำแนกตามรูปแบบได้ ๕ ลักษณะดังนี้
1. ภาพนูนสูงเป็นการแกะสลักภาพในนูนสูงขึ้นมาเกือบเต็มตัวมีความละเอียดของรูปมากกว่าแบบนูนต่ำใช้แกะสลักลวดลายประประกอบงานทั่วไป งานแกะชนิดนี้ จึงต้องให้เกิดความงามทั้งด้านหน้าและส่วนที่เป็นด้านข้างงานแกะภาพนูนสูง คืองานแกะหัวสัตว์ หัวช้างไทย หัวช้างแอฟริกา ฯลฯ
2. ภาพลอยตัว เป็นการแกะสลักไม้ที่มองเห็นได้รอบด้านมักแก้เป็นพระพุทธรูป รูปคน รูปสัตว์หรือรูปตามคตินิยม ฯลฯ งานแกะสลักภาพลอยตัว เช่นแกะสลักรูปช้างไทย ช้างแอฟริกา สิงโต ม้า ฯลฯ
3. งานกลึง เป็นงานขึ้นรูปชิ้นงานด้วยเครื่องกลึงแทนที่จะเป็นสิ่ว และค้อน ผิวงานจะเป็นวงกลมหรือทรงกระบอก ได้แก่ ครก ฉาก ลูกกรงบันได ฐานฉัตรทอง แจกัน
4. แกะสลักแล้วประกอบ เป็นงานที่ชิ้นส่วนหลายชิ้นมาประกอบกัน ส่วนใหญ่จะมีเถาวัลย์เป็นส่วนประกอบด้วย งานลักษณะนี้ได้แก่ นก กระถางดอกไม้ ตระกร้าเถาวัลย์ ดอกทิวลิป รถชอปเปอร์
5. งานฉลุการวาดภาพลงบนแผ่นไม้ แล้วใช้ใบเลื่อย เลื่อยตามลวดลายที่วาดไว้เพื่อตัดไม้ในส่วนที่ไม่ต้องการออก เช่น เชิงชาย น้ำย้อย
สถานที่ตั้ง
บ้านหลุกหมู่ที่ ๖ , ๑๑ , ๑๒ ตำบลนาครัว อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง

โดย สุนันทา เจียมเงิน