วันอังคารที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2553

อร่อยๆกับขนมล้านนา ๙

>>>>>>>>>สวัสดีครับนี้ก็เลย เดือนธันวาคมเดือนสุดท้ายของปี ๒๕๕๓ ก็จะเป็นเรื่องสุดท้ายของขนมล้านนา เรื่องสุดท้ายลองมารู้จักขนมจะว่าขนมก็ไม่ใช้เป็นอาหารว่างเสียมากว่าแต่ชื่อมีว่าขนมอยู่ด้วยของทานเล่นชนิดนี้เรียกว่า “ผัดหมี่ขนมจีน”หรือ “ข้าวหมี่” หรือ “คั่วหมี่”นำมาคั่วหรือผัดกับน้ำมันพืช ใส่เครื่องปรุงหลัก ได้แก่ น้ำอ้อย ซีอิ้วดำ นิยมรับประทานกับผักกาดดองและแคบหมู ผมได้เห็นและทดลองทานครั้งแรกก็เมื่อประมาณ ๑๘ ปีก่อนที่งานฤดูหนาวและงานกาชาดจังหวัดเชียงใหม่ มองครั้งแรกนึกว่าเส้นหมี่ผัดแต่งสงสัยทำไมเส้นมันใหญ่จังครั้งนั้นผมทดลองซื้อมา ทานขายกระทงละ ๕ บาท ทดลองทานรสชาติมันๆเส้นนุ่มเลยถามคนขายว่าทำจาดเส้นอะไรเขาบอกว่าทำจาก ขนมเส้น หรือขนมจีน ผมถึงได้รู้จักกับ ผัดหมี่ขนมจีน ตั้งแต่นั้นเป้นของทานที่หาทานได้ทั่วไปโดยเฉพาะตามงานเทศกาลต่างทางภาคเหนือจะเห็นทุกที่ แล้ววิธีทำและส่วนผสมละมีอะไรบางเรามารู้จักกันนะครับ
ส่วนผสม
>>>>>>>>>๑. ขนมจีน ๑ กิโลกรัม
>>>>>>>>>๒. น้ำอ้อยป่น ๓ ช้อนโต๊ะ
>>>>>>>>>๓. ซีอิ้วดำ ๒ ช้อนโต๊ะ
>>>>>>>>>๔. เกลือ ๑ ช้อนโต๊ะ
>>>>>>>>>๕. กระเทียมสับ ๑ ช้อนโต๊ะ
>>>>>>>>>๖. น้ำมันพืช ๑/๒ ถ้วย
>>>>>>>>>๗. ผักชี ๑ ช้อนโต๊ะ
>>>>>>>>๘. ต้นหอม ๑ ช้อนโต๊ะ
>>>>>>>>>๙. กระเทียมเจียว ๒ ช้อนโต๊ะ
>>>>>>>>>๑๐.พริกชี้ฟ้า ๑ เม็ด

วิธีทำ
>>>>>>>>>๑. ละลายน้ำอ้อยป่นกับน้ำเล็กน้อย ลงผสมกับขนมจีน (ถ้าไม่มีน้ำอ้อย ใส่น้ำตาลทรายหรือน้ำตาลปีบ)

>>>>>>>>>๒. ใส่ซีอิ๊วดำ และเกลือ

>>>>>>>>>๓. คลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน

>>>>>>>>>๔. เจียวกระเทียมพอเหลือง ใส่ขนมจีนลงผัด

>>>>>>>>>๕. ผัดให้เข้ากัน จนร้อนทั่ว ปิดไฟ
เคล็ดไม่ลับ
>>>>>>>>>- การผัดหมี่ขนมจีน ต้องคลุกเคล้าเครื่องปรุงทั้งหมดให้เข้ากันก่อน จึงจะนำมาผัด
>>>>>>>> - เลือกขนมจีนเส้นใหญ่ และเหนียว จะทำให้เส้นขนมจีนน่ารับประทา
อ้างอิงจาก
รัตนา พรหมพิชัย. (๒54๒). เข้าหนมเกลือ. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ (เล่ม ๒, หน้า 6๒๑). กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.
สวัสดีครับ เขียนโดย นายชิตพร พูลประสิทธิ์ นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำปาง

วันอังคารที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

อร่อยๆกับขนมล้านนา ๘


สวัสดีครับนี้ก็เลย เดือนตุลาคมเข้าสู่เดือน พฤศจิกายน ก็เข้าสู่ฤดูหนาวแล้วอากาศมีการเปลี่ยนแปลงกลางวันร้อนกลางคืนเย็น เย็นๆแบบนี้จะหาขนมที่ออกจากเตาร้อนมาทานแก้หนาวก็จะขอแนะนำขนมชนิดหนึ่งครับทำง่ายๆไม่มีส่วนผสมอะไรมากมายเลย แต่ก็ไม่คอยจะมีขายในท้องตลาดเท่าไรก็เพราะจากมันง่ายและพื้นๆไปนั้นเอง ขนมชนิดนี้เรียกว่า ขนมเกลือ หรือเข้าหนมเกลือ (อ่านว่า เข้าหนมเกื๋อ) บ้างเรียกว่า ขนมขาว เป็นขนมชนิดหนึ่งที่ทำจากแป้งข้าวเจ้า ส่วนผสมหลักมีแป้งและเกลือ ถ้าชอบหวาน ให้ใส่น้ำตาล ถ้าชอบกะทิ ก็ใส่ไปด้วยก็ได้ หรืออาจโรยงาดำลงไปด้วย ในอดีตมีคำพูดว่า เข้าหนมเกลือ เบื่อบ่าว เป็นคำพูดเชิงสัพยอกว่า หากไม่ชอบหนุ่มคนใด ถ้าเขามาพูดเกี้ยว ก็ให้สาวนั้นเอาเข้าหนมเกลือให้บ่าวหรือชายหนุ่มผู้นั้นกิน เพราะขนมเกลือมีแต่แป้ง กินมากจะแน่นท้อง จนอาจจะพูดอะไรไม่ออก และอาจกลับบ้านไปเลย
""""""""""ตอนผมเป็นเด็กจำได้ว่าพวกน้าๆป้าๆ จะชอบทำให้ผมกินตอนผมว่าเที่ยวที่บ้านยายที่จังหวัดแพร่ ผมชอบแอบเอาน้ำตาลมาโรยอีกเพิ่มความหวานให้กับขนม แต่บางบ้านเห็นเป็นสีออกน้ำตาลผมนึกว่าขนมคนละอย่างแต่กับเป็นขนมเกลือเหมือนกันแค่เอาน้ำตาลปีบผสม แบบนี้หวานอร่อยกว่าแบบสีขาวๆครับ มาดูส่วนผสมและวิธีทำกันเผื่อทานผู้อ่านจะทำทานกันในช่วงปีใหม่ ช่วยกันทานขนมไทยประหยัดด้วยและเป็นการทำกิจกรรมของครอบครัวที่ดี
ส่วนผสม
๑. แป้งข้าวเจ้า """"""""๑ ๑/๒""""""""" ถ้วย
๒. แป้งมัน """"""""""""""""""""""ถ้วย
๓. น้ำตาลทราย """""""""""""""""""ช้อนโต๊ะ
๔. เกลือป่น """""""""๑/๒ """"""""""ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
๑. ผสมแป้งข้าวเจ้า แป้งมัน น้ำตาล เกลือ และน้ำประมาณ ๑ ถ้วยตวง นวดให้เข้ากัน
๒. นำไปตั้งไฟอ่อน ๆ คนไปเรื่อยๆ
๓. คนจนแป้งข้นและหนืด ยกลง และพักไว้
๔. ฉีกใบตองกว้าง ๕ นิ้ว ตักแป้งใส่บนใบตองประมาณ ๒ ช้อนโต๊ะ แล้วกดให้แป้งแบน
๕. พับใบตองซ้ายขวา พับหัวท้าย เป็นรูปสี่เหลี่ยม
๖. นำใส่ลังถึงนึ่งด้วยไฟแรงประมาณ ๒๐ นาที
๗. พอนึ่งได้ที่ ขนมสุก ปิดไฟ

เคล็ดไม่ลับ
ใส่ใบเตยลงในน้ำนึ่งขนม เพื่อให้ขนมมีกลิ่นหอม หรือใช้น้ำตาลปีบผสม จะทำให้ขนมมีรสหวานและเป็นสีน้ำตาลอ่อน

อ้างอิงจาก
รัตนา พรหมพิชัย. (2542). เข้าหนมเกลือ. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ (เล่ม 2, หน้า 621). กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.
เขียนโดย นายชิตพร พูลประสิทธิ์ นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำปาง

วันพุธที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2553

การตานก๋วยสลาก

...............การกินสลากหรือสลากภัตต์ หรือการกินข้าวสลาก เป็นวิธีการถวายเครื่องไทยทานแก่พระสงฆ์วิธีหนึ่ง เมื่อวัดและชาวบ้านตกลงกันว่าจะจัดให้มีการกินสลาก ชาวบนต่างจัดเตรียมเครื่องไทยทานทั้งที่จัดใส่ก๋วย เรียกว่า “ก๋วยสลาก”เป็นสลากน้อย และที่จัดแต่งเป็นต้นกัลปพฤกษ์ เป็นสลากหลวง ซึ่งทำด้วยไม้ไผ่สูงและทำเป็นชั้น ๆ อาจเป็น ๓ ชั้นหรือ ๕ ชั้น ๗ ชั้น ตามที่เราต้องการสลากหลวง หรือเรียกว่า ต้นกัลปพฤกษ์ โดยแต่ละชั้นนำวัตถุเครื่องไทยทานมาผูกติดไว้ให้สวยงามปลายสุดที่เป็นส่วนยอดนิยมนำร่มมาเสียบติดไว้ผูกธนบัตรที่ขอบร่มจำนวนเงินตามแต่ความพอใจของผู้จัดทำ สลากหลวงจะมียอดเงินมากกว่าสลากน้อย เมื่อถึงวันที่กำหนดเอาไว้ ชาวบ้านซึ่งเป็นเจ้าของก๋วยสลากจะแห่เครื่องไทยทานเข้าวัด และตั้งกัณฑ์สลาก โดยแต่ละกัณฑ์จะมีเส้สลาก เขียนข้อความ อุทิศส่วนบุญกุศลไปให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วและมีชื่อเจ้าของกณฑ์ในเส้นสลากด้วย
...............เส้นสลากนั้น แต่ก่อนนิยมเขียนในแผ่นใบตาล ใบลาน แต่ในปัจจุบันนี้ บางครั้งก็ใช้กระดาษแข็งเขียนโดยจะเขียนเท่ากับจำนวนของเครื่องไทยทาน แล้วนำเส้นสลากไปกองรวมกันไว้ในที่กำหนด แต่ส่วนมากจะนำไปวางรวมกันในวิหารหน้าพระประธาน กรรมการจัดจะจัดแบ่งเส้นสลากออกเป็นกอง ๆ ตามจำนวนพระภิกษุสามเณรที่ทางวัดได้นิมนต์มาร่วมพิธี และจัดแบ่งให้แก่พระประธานด้วย ซึ่งสลากของพระประธานนี้จะตกเป็นของวัดที่เป็นเจ้าของงาน หากว่ามี ก๋วยสลากจำนวนมาก พระภิกษุสามเณรก็จะได้เส้น
สลากมาก พระภิกษุจะได้ประมาณ ๒๐ เส้น ส่วนสามเณรอาจจะได้ประมาณ ๑๐ เส้น ส่วนเส้นสลากที่เหลือก็จะนำไปสบทบถวายพระประธาน เมื่อเสร็จจากการแบ่งเส้นสลากแล้ว คณะกรรมการวัดก็จะนำเส้นสลากที่แบ่งแล้วจำนวน ๑ มัด ไปประเคนพระที่อาวุโส ซึ่งเป็นประธานในพิธี ต่อจากนั้นกรรมการวัดจึงนำเส้นสลากไปถวายพระภิกษุสามเณร ตามลำดับ เมื่อพระสงฆ์อนุโมทนาเสร็จแล้วชาวบ้านก็จะแยกย้ายกันไปนั่งตาม จุดที่ทางวัดจัดไว้ให้ เมื่อถึงเวลาอ่านเส้นสลากชาวบ้านเจ้าของกัณฑ์สลากก็จะพากันตามหาเส้นสลากของตนที่อยู่ในมือของพระภิกษุสามเณรจนพบ หลังจากนั้นพระภิกษุสามเณรที่ได้เส้นสลากก็จะอ่านเส้นสลากเสร็จแล้วชาวบ้านก็จะ ถวายกัณฑ์สลากให้ เมือรับพรจากพระเสร็จแล้ว จะรับเส้นสลากของตนไปเผาพร้อมกับอุทิศส่วนบุญกุศลไปหาผู้ตายเป็นอันเสร็จพิธี
...............สำหรับเครื่องไทยทานที่จัดทำขึ้นเป็นต้นกัลปพฤกษ์ เจ้าของต้องนิมนต์พระภิกษุสามเณร ที่ได้รับเส้นสลากไปยังที่ตั้งของเครื่องไทยทานเพื่อถวาย การทำบุญกินสลาก บางครั้งจัดทำเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ เช่น นก ช้าง วัว ไก่ สิงห์โต หรือรูปอะไรก็ได้ตามแต่เราจะต้องการ ทำให้มีขนาดที่ใกล้เคียมกับของจริง
จะทำด้วยวัสดุอะไรก็ได้ อาจจะใช้ฟางข้าว ไม้ไผ่ หรือไม้ และตกแต่งให้สวยงาม เพราะมีความเชื่อที่ว่าถ้าหากถวายสัตว์ชนิดใดแล้วชาติหน้าจะได้เป็นเจ้าของสัตว์ชนิดนั้น ๆ
...............การกินข้าวสลากนิยมจัดหลังจากออกพรรษาแล้ว วัดส่วนใหญ่ไม่ได้จัดพิธีนี้ทุกปี เนื่องจากต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการจัดทำกัณฑ์สลาก ดังนั้นบางวัดอาจจะจัดทุกปีแต่บางวัดอาจจัดปีเว้นปี หากในปีใดที่ไม่ได้จัดพิธีใหญ่โดยการเชิญชาวบ้านต่างหมู่บ้าน ต่างตำบลมาร่วมด้วย ทางวัดก็จะจัดเฉพาะคนภายในหมู่บ้านของวัดที่ตั้งอยู่ก็ได้
...............ประเพณีการกินข้าวสลาก เป็นประเพณีการทำบุญของชาวบ้านที่แสดงออกถึงความสามัคคีและร่วมแรงร่วมใจกันของชาวบ้านในการถวายเครื่องไทยทานแก่พระภิกษุสงฆ์ นอกจากนี้ยังแสดงถึงความสามารถทางด้านศิลปะในการที่จะตกแต่งเครื่องไทยทาน(ต้นกัลปพฤกษ์)ให้สวยงาม นอกจากนี้การกินข้าวสลากยังแสดงถึงฐานะทางเศรษฐกิจของชาวบ้าน ถ้าหากว่าเศรษฐกิจดีชาวบ้านก็สามารถที่จะจัดทำกัณฑ์สลากเป็นต้นกัลปพฤกษ์จำนวนมาก เนื่องจากการทำกัณฑ์สลากเป็นต้นกัลปพฤกษ์นั้นต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง
สำหรับประเพณีการกินข้าวสลากของอำเภองาว จังหวัดลำปางนั้น วัดส่วนใหญ่จะจัดพิธีเป็นประจำทุกปี แต่ก็มีบางวัดที่จัดเฉพาะคนภายในหมู่บ้านเท่านั้น ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าหากทุกคนในท้องถิ่นร่วมกันอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่นเช่นปัจจุบันนี้ ก็จะทำให้ประเพณีอันดีงามเช่นนี้คงสืบทอดไปถึงชั่วลูกชั่วหลานต่อไป
โดย จิราพร มณฑาทอง

สูตรสมุนไพรรักษาฝ้า

"ฝ้า" ถือได้ว่าเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม เกิดจากการผิดปกติของเม็ดสีใต้ผิว เลือดลม แสงแดด ความร้อน เครื่องสำอางค์ การขาดสารอาหาร ความเครียด ฮอร์โมนผิดปกติ เช่น การตั้งครรภ์ การใช้ยาคุมกำเนิด พบในหญิงมากกว่าชายในวัย 30 - 40 ปีเป็นต้นไป
ลักษณะของฝ้าจะเห็นเป็นปื้นสีดำ หรือน้ำตาล ที่เกิดบนผิวหนัง อาจพบบริเวณโหนกแก้ม หน้าผาก จมูก เหนือคิ้ว และเหนือริมฝีปาก
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดฝ้า
""""""""แสงแดด เชื่อว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการกระตุ้นให้เกิดฝ้า ทำให้เป็นฝ้ามากขึ้น หรือทำให้ฝ้าเข้มขึ้น ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดโดยเฉพาะช่วงเวลา 10.00 - 15.00 น. - ฮอร์โมน การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนจะทำให้เซลล์สร้างเม็ดสีทำงานผิดปกติ เช่น ในระหว่างการตั้งครรภ์ ในวัยหมดประจำเดือน และการรับประทานยา คุมกำเนิด - พันธุกรรม อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดฝ้า เนื่องจากพบฝ้าได้บ่อยในชาวเอเชียมากกว่าชาวตะวันตก อย่างไรก็ตาม อาจเนื่องมาจากสิ่งแวดล้อมหรือแสงแดดก็เป็นได้ - ยา พบว่าผู้ป่วยที่รับประทานยากันชักบางประเภท จะมีผื่นดำคล้ายฝ้าขึ้นบริเวณใบหน้า จึงเชื่อว่ายานี้น่าจะเกี่ยวข้องกับการเกิดฝ้า - เครื่องสำอาง การแพ้น้ำหอมหรือสีในเครื่องสำอางอาจทำให้เกิดรอยดำคล้ายฝ้าได้
การป้องกันการเกิดฝ้า
""""""""ทำได้โดยการหลีกเลี่ยงปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เกิดฝ้า เช่น หลีกเลี่ยงแสงแดดแรงๆ สวมหมวกหรือกางร่ม และใช้ครีมกันแดดทุกครั้งที่ต้องออกแดด หากฝ้าเกิดจากการรับประทานยาคุมกำเนิด อาจปรึกษาแพทย์เพื่อเปลี่ยนไปคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่น โดยปกติแล้วหากหยุดยาคุมกำเนิด ฝ้าก็จะค่อยๆ จางหายไป เช่นเดียวกับฝ้าที่เกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ ก็จะค่อยๆ จางหายไปหลังคลอด
""""""""การรักษาฝ้าบางคนคิดว่าการใช้ครีมทาฝ้าเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ในช่วงแรกฝ้าจะดูจางลง ผิวหน้าจะดูใสขึ้น แต่เมื่อใช้ไประยะหนึ่งจะโดนแดดไม่ได้ ผิวจะเห่อ ไหม้ กลายเป็นฝ้าหนากว่าเดิม เนื่องจากสารที่เคมีที่เป็นส่วนผสมทำปฏิกิริยาต่อผิว และอาจเป็นอันตรายได้เราจึงมีวิธีรักษาฝ้าโดยใช้สมุนไพรใกล้ตัวมาแนะนำกัน เหมาะสำหรับคนที่เริ่มเป็นฝ้าหรือไม่อยากใช้สารเคมี
สูตรข้าวโอ๊ต+เมล็ดมะม่วงหิมพานต์
ผสมข้าวโอ๊ตบด เมล็ดมะม่วงหิมพานต์บด และน้ำอย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน ใช้ทาผิวหน้าทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วล้างออก ทำเป็นประจำฝ้าจะจางหายไป
แครอท สลายฝ้า..
สรรพคุณเก๋ๆ ของแครอทที่มากไปด้วยสารเบต้าแคโรทีน จนคุณสาวๆ อาจจะอดใจไม่ไหว ต้องไปแย่งน้องกระต่ายมากินกันเลยก็เป็นได้ เพราะว่าการกินแครอทวันละ 2 -3 หัว จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และช่วยทำให้ฝ้าที่ขึ้นบนใบหน้าจางลงไปได้เอง ไม่ต้องพึ่งยาเลยนะจ๊ะขอบอก..
สูตรว่านลอกฝ้า
ว่านมีสรรพคุณช่วยลอกฝ้า ลบรอยจุดด่างดำบนใบหน้าและช่วยรักษาสิว
ส่วนผสม วุ้นของว่านหางจระเข้ 300 กรัม
วิธีทำ การนำเอาว่านหางจระเข้มาใช้นั้นคุณควรนำมาจากต้นที่มีอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไป ให้ตัดใบของว่านหางจระเข้ออกมา 1 ใบ โดยเลือกเอาใบที่อยู่ด้านล่างสุดเพราะจะมีขนาดใหญ่และมีปริมาณวุ่นอยู่มาก จากนั้นนำมาล้างให้สะอาดแล้วใช้มีดเฉือนบริเวณที่โคนใบของว่านโดยกะให้ใช้พอใน 1 ครั้ง ใช้พลาสติกหรือกระดาษทิชชูแปะตรงรอยที่เฉือนออกมาจากนั้นจึงลอกผิวใบที่หุ้มวุ้นไปใส่ในเครื่องปั่น ปั่นให้เหลวจนเป็นเจล หรือคุณอาจใช้มือขยำเอาก็ได้เหมือนกัน นำวุ้นที่ปั่นได้มาใส่ถ้วย ต่อจากนั้นคุณก็ทำการล้างหน้าด้วยสบู่ล้างหน้ากับน้ำอุ่น หรือผลิตภัณฑ์ล้างหน้าของคุณ เช็ดหน้าให้แห้ง
""""""""คลุมผมให้มิดชิดแล้วน้ำที่ได้มาพอกให้ทั่วใบหน้ายกเว้นบริเวณรอบปากและดวงตา ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที เมื่อครบกำหนดเวลาให้คุณล้างออกด้วยสบู่กับน้ำวุ้นควรทำเช่นนี้ติดต่อกันอย่างน้อย 3 วันต่อ 1 ครั้ง
""""""""ในบางรายอาจมีอาการแพ้วุ้นของว่านหางจระเข้คุณจึงควรทำการทดสอบดูก่อน โดยนำเอาวุ้นมาทาบริเวณท้องแขนทิ้งไว้ประมาณ 1 ช.ม. ถ้าไม่มีอาการใดๆ แสดงว่าคุณใช้สูตรนี้ได้อย่างปลอดภัย
สูตรหน้าใสไร้ฝ้า...
* เอาหัวผักกาดหั่นเป็นแว่นบาง ๆ ทาถูบริเวณที่เป็นฝ้าให้ทั่วทาทิ้งไว้ครั้งละประมาณ 5 นาที แล้วล้างออกให้หมดด้วยน้ำสะอาดทำเช้าและเย็น ฝ้าจะจางและหายไปภายใน 10 วัน
* ใช้น้ำเมือกว่านหางจระเข้ทาหน้าตอนเช้าและก่อนนอนทุกวันทาหน้าทิ้งไว้ไม่ต้องล้างออกประมาณ 5 นาที เพราะน้ำเมือกจะแห้งไปเอง ไม่ทำให้รู้สึกรำคาญ
* ฝานแตงกวาเป็นแว่นบาง ๆ แล้วปิดแปะลงบนใบหน้าหรือจะใช้ถูให้ทั่วใบหน้าก็ได้ ทิ้งไว้พอแห้งก็ล้างออก ทำก่อนนอนนอกจากจะใช้รักษาฝ้าแล้วยังช่วยรักษาสิวได้ดีอีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก www.samoonprithai.com , women.thaiza.com
โดย หัทยา ตันป่าเหียง

วันอังคารที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ขอบข่ายงานวัฒนธรรม

อนุรักษ์ ฟื้นฟู พัฒนา มาถ่ายทอด
สิ่งสุดยอดคือ ส่งเสริมเติมเต็มกิจกรรม
นำบุคคลโดดเด่นวัฒนธรรม มาเล่นนำ
ที่เลิศล้ำ คือ แลกเปลี่ยนเรียนรู้คู่กันไป
1. รณรงค์
2. ประชาสัมพันธ์
3. ปลูกฝังจิตสำนึก
· ขจัดร้าย
- ลดปัจจัยพื้นที่ชั่วแหล่งมั่วสุม
- ทำลายสื่อลามก จัดระเบียบนักเรียน นักศึกษา
· ขยายดี
- มีสื่อสร้างสรรค์ มีกิจกรรมที่ดี
- ให้เด็กได้แสดงออก
- มีโรงเรียน ชุมชน เอกชนให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
- มีพ่อแม่ ญาติพี่น้อง คอยส่งเสริมเติมเต็ม
· มีภูมิคุ้มกัน นำมิติทางวัฒนธรรมมีการขับเคลื่อน
- รักษาสืบทอด
- สร้างค่านิยมจิตสำนึกและภูมิปัญญาไทย
- นำทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างคุณค่าทางสังคมและเพิ่มมูลค่า
ทางเศรษฐกิจ
- การบริหารองค์ความรู้ด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม
โดย นงนุช ป่าเขียว

๗ สหชาติ ของพระพุทธเจ้า


ในวันเพ็ญเดือน ๖ วันที่พระกุมารประสูตินั้น มีมนุษย์และสัตว์กับสิ่งซึ่งเป็นสหชาติมงคลบังเกิดร่วมถึง ๗ อัน "สหชาติ" นั้นหมายถึงผู้เกิดร่วมด้วย ๗ สหชาติของพระพุทธเจ้า คือ

๑. พระนางพิมพา หรือพระนางยโสธรา เป็นพระราชบุตรีของประเจ้าสุปปพุทธะกรุงเทวทหะ เป็นพระชายาของพระสิทธัตถะเมื่อมีประชนม์ได้ ๑๖ พรรษา เป็นพระมารดาของพระราหุล ภายหลังออกบวชมีนามว่า พระภัททกัจจานา

๒. พระอานนท์ เป็นเจ้าชายในศากยวงศ์ โอรสของพระเจ้าสุกโกทนะ ซึ่งเป็นพระเจ้าอาของเจ้าชายสิทธัตถะ ท่านออกบวชในพุทธศาสนา และได้รับเลือกเป็นพระอุปัฏฐากประจำพระองค์ของพระพุทธศาสนาและได้รับเลือกเป็นพระอุปัฏฐากประจำพระองค์ของพระพุทธเจ้าได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะในหลายด้าน ท่านบรรลุพระอรหัตหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ๓ เดือน เป็นกำลังสำคัญในคราวทำปฐมสังคายนาท่านดำรงชีวิตสืบมาจนถึงอายุได้ ๑๒๐ ปี จึงปรินิพพานในอากาศเหนือแม่น้ำโรหิณี ซึ่งเป็นเส้นกั้นแดนระหว่างแคว้นของพระญาติสองฝ่ายคือศากยะ และโกลิยะ

๓. นายฉันนะ เป็นอำมาตย์คนสนิท และเป็นสารถีของเจ้าชายสิทธัตถะในวัง เสด็จออกบรรพชาเมื่อมี พระชนม์ได้ ๒๙ พรรษา นายฉันนะตามเสด็จไปด้วยและนำเครื่องอาภรณ์พร้อมทั้งคำกราบทูลของเจ้าชาย สิทธัตถะกลับกรุงกบิลพัสดุ์ ภายหลังบวชเป็นภิกษุถือตัวว่าเป็นคนใกล้ชิดพระพุทธเจ้ามาแต่เก่าก่อน หลังจาก พระพุทธเจ้าปรินิพานแล้ว ถูกสงฆ์ลงพรหมทัณฑ์หายพยศและได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์

๔. อำมาตย์กาฬุทายี เป็นพระสหายสนิทของเจ้าชายสิทธัตถะเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์พระเจ้าสุทโธนะส่งไปทูลเชิญพระศาสดาเพื่อเสด็จมากรุงกบิลพัสดุ์อำมาตย์กาฬุทายีไปเผ้าพระศาสดาที่กรุงราชคฤห์ ครั้นได้ฟัง พระธรรมเทศนาบรรลุพระอรหัตตผล อุปสมบทเป็นภิกษุแล้วทูลเชิญพระศาสดาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เสด็จกรุงกบิลพัสดุ์ ท่านได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะ ในบรรดาผู้ทำตระกูลให้เลื่อมใส

๕. ม้ากัณฐกะ ม้าพระที่นั่งของเจ้าชายสิทธัตถะ ตัวม้ายาวจากคอถึงหาง ๑๘ ศอก ส่วนสูงก็เหมาะสมกับส่วนยาว มีสีขาวผ่องเหมือนเปลือกหอยสังข์ที่ขาวสะอาด ในราตรีที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จหนีออกจากพระราชวัง เพื่อเสด็จออกพรรพชา การเดินทางครั้งนี้มีนายฉันนะเกาะหางม้ากัณฐกะไปด้วย ม้ากัญฐกะเดินทางถึงแม่น้ำอโนมาใช้เวลาเที่ยงคืนถึงเช้าระยะทาง ๓๐ โยชน์ (๔๘๐ กิโลเมตร) กระโดดครั้งเดียวก็ข้ามแม่น้ำอโนมา เมื่อข้ามฝั่งแม่น้ำแล้วเจ้าชายสิทธัตถะจึงรับสั่งว่า กัณฐกะเจ้าจงกลับไปยังเมืองกบิลพัสดุ์เถิด ม้ากัณฐกะจึงเหลียวมองไปทางเจ้าชายสิทธัตถะ พอเจ้าชายลับสายตาไป ม้าก็ถึงแก่ความตายเนื่องจากเสียใจ และได้ไปเกิดอยู่ในดาวดึงส์ มีชื่อว่า "กัณฐกเทวบุตร"

๖. ต้นมหาโพธิ์ เจ้าชายสิทธัตถะขณะที่มีพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา ทรงบำเพ็ญเพียรจนตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในวันเพ็ญ เดือน ๖ ใต้ต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ ภายในป่าสาละ ใกล้แม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ (ปัจจุบันคือ ตำบลพุทธคยา แขวงเมืองอุรุเวลาเสนานิคม ของรัฐพิหาร) ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นที่ ๑ เกิดพร้อมกับเจ้าชายสิทธัตถะ มีอายุ ๓๐๕ ปี (ต้นโพธิ์ตรัสต้นที่ ๒ มีอายุ ๘๙๑ ปี ต้นที่ ๓ มีอายุ ๑,๒๒๗ ปี ต้นโพธิ์ตรัสรู้ปัจจุบันเป็นหน่อที่ ๔ ปลูกราว พ.ศ. ๒๔๓๔)

๗. ขุมทรัพย์ทั้งสี่ ขุมทรัพย์ทั้ง ๔ หรือนิธิกุมภี คือขุมทอง ๔ ขุม ได้แก่ ขุมทองสังขนิธี ขุมทองเอลนิธิ ขุมทองอุบลนิธี ขุมทองปุณฑริกนิธี ที่มา : หนังสือ ความรู้เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า โดย ภัทรวรรณ วันทนชัยสุข

โดย ทินกร สุริกัน

บ่อโข้งบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์อำเภอสบปราบ


บ่อโข้ง “โข้ง” มาจากคำว่า โข่ง ซึ่งเป็นชื่อหอยโข่ง เป็นหอยฝาเดียวและบ่อมีลักษณะเหมือนหอยโข่ง บางคนก็เรียกว่า บ่อค้ง มาจากคำว่า “บ่อคง” คือ คงทน ถาวร (ไม่แห้งจะมีน้ำอยู่ตลอดเวลา) บางคนก็สันนิษฐานว่า บ่อค้ง คือ มุ้ง เป็นภาษาเหนือซึ่งแปลว่า หลุม บ่อ
................บ่อโข้ง อยู่ในท้องที่ตำบลสบปราบ อำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง อยู่ทางทิศตะวันออกของ ๓ หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ที่ ๓ บ้านวังพร้าว หมู่ที่ ๖ บ้านวัฒนาและหมู่ที่ ๗ บ้านสบเรียง ถนนทางเข้าเข้าได้ ๓ ทาง คือ ตรงหน้าโรงเรียนบ้านวังพร้าว-สบเรียง หน้าวัดศรีบุญเรืองและทางบ้านวัฒนา
................บ่อโข้งเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ของอำเภอสบปราบ ซึ่งคนสมัยก่อน ๆ เล่าให้ฟังว่า ในสมัยพุทธกาลพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่ดับขันธ์ปรินิพพาน พระพุทธองค์ได้เสด็จธุดงค์เพื่อโปรดสัตว์มาจากบ้านแม่ไทย อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง อยู่ทางทิศเหนือของตำบลสมัย อำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง และได้มีสิงห์สาราสัตว์หลายชนิดได้ติดตามพระองค์มา เช่น เสือ ช้าง ม้า วัว ควาย สุนัข ไก่ ฯลฯ พอเดินทางมาถึงสถานที่บ่อโข้งในปัจจุบัน บรรดาสัตว์ทั้งหลายหิวน้ำ เพราะบริเวณนั้นเป็นภูเขา สัตว์ทั้งหลายได้ทูลต่อพระพุทธเจ้าว่า ข้าแต่พระผู้มีพระ ภาคเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าเป็นสัตว์เดรัจฉาน ด้อยซึ่งความรู้และปัญญา ไม่สามารถจะเสาะแสวงหาแหล่งน้ำดื่ม เพื่อประทังชีวิตได้ จึงขอพึ่งพระบารมีของพระโพธิสมภาร พระพุทธเจ้าได้ทรงฟังแช่นนั้น จึงเกิดพระเมตตายิ่งนัก จึงทรงสำแดงปาฏิหาริย์มีพระวรกายสูงใหญ่ และทรงใช้พระอังคุฐ (หัวแม่มือ) กดลงบนแผ่นหินขนาดใหญ่ ปรากฏว่าแผ่นหินที่พระองค์ทรงกดลงนั้นขนายออกและเป็นบ่อ ทันใดนั้นตรงก้นบ่อก็มีน้ำทิพย์พุ่งออกมาจนเต็มบ่อ บรรดาสัตว์ทั้งหลายเห็นดังนั้นเกิดความปิติยินดีอย่างท้วมท้น จึงกล่าวคำว่า “สาธุ” พร้อมกันถ้วนหน้า และตรงรีเข้าไปแย่งกันดื่ม เพื่อบรรเทาความกระหายน้ำ สัตว์บางชนิดก็ไม่ค่อยสบายก็กลับมีสุขภาพแช็งแรง ในขณะที่พระองค์ทรงใช้พระอังคุฐกดลงบนแผ่นหินนั้น พระองค์ทรงท่าประทับคร่อมเพื่อใช้แรงกด พระองค์ใช้พระบาทยันกับหินอีกก้อนหนึ่ง จึงเกิดรอยพระบาทขึ้นอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กับบริเวณบ่อโข้ง มีปรากฏให้เห็นในปัจจุบันนี้ บรรดาสัตว์ป่าและชาวบ้านที่ไปเลี้ยงวัว ควาย ไปทำไร่ ทำนา ก็ใช้น้ำนี้ดื่ม น้ำจะไม่แห้งจะเต็มบ่อตลอดไม่ว่าฤดูไหน ๆ ประชาชนที่เห็นก็เล่ากันต่อ ๆ มา มีชาวบ้านต่างตำบลก็พากันนมัสการ นำไปดื่ม-อาบเพื่อป้องกันโรคสืบกันมาจนถึงปัจจุบันนี้
................ในวันขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๘ (เหนือ) จะมีประชาชนไปทำบุญกันบริเวณบ่อโข้งทุกปี ตอนเช้าพิธีทางศาสนา ตอนบ่ายจะมีการจุดบ้องไฟแข่งขันกันอย่างสนุกสนาน ตอนจะกลับบ้าน ทุกคนจะนมัสการ และนำน้ำจาบ่อโข้งไปเผื่อแผ่ให้ครอบครัวและลูกหลานทางบ้าน เพื่อนำไปอาบ- ดื่ม เป็นสิริมงคลและป้องกันโรค-รักษาโรค ชาวอำเภอสบปราบจะมีความเชื่อว่า บ่อโข้ง เป็นบ่อ น้ำศักดิ์สิทธิ์ของอำเภอสบปราบ ดังคำขวัญอำเภอสบปราบ “อุทยานแห่งชาติดอยจง มั่นคงวัฒนธรรม งามล้ำน้ำตกแม่ไซงู เชิดชูบ่อน้ำทิพย์ อ่างนับสิบรอบเมือง”

โดย พรทิวา ขันธมาลา