วันอังคารที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2553

บ่อโข้งบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์อำเภอสบปราบ


บ่อโข้ง “โข้ง” มาจากคำว่า โข่ง ซึ่งเป็นชื่อหอยโข่ง เป็นหอยฝาเดียวและบ่อมีลักษณะเหมือนหอยโข่ง บางคนก็เรียกว่า บ่อค้ง มาจากคำว่า “บ่อคง” คือ คงทน ถาวร (ไม่แห้งจะมีน้ำอยู่ตลอดเวลา) บางคนก็สันนิษฐานว่า บ่อค้ง คือ มุ้ง เป็นภาษาเหนือซึ่งแปลว่า หลุม บ่อ
................บ่อโข้ง อยู่ในท้องที่ตำบลสบปราบ อำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง อยู่ทางทิศตะวันออกของ ๓ หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ที่ ๓ บ้านวังพร้าว หมู่ที่ ๖ บ้านวัฒนาและหมู่ที่ ๗ บ้านสบเรียง ถนนทางเข้าเข้าได้ ๓ ทาง คือ ตรงหน้าโรงเรียนบ้านวังพร้าว-สบเรียง หน้าวัดศรีบุญเรืองและทางบ้านวัฒนา
................บ่อโข้งเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ของอำเภอสบปราบ ซึ่งคนสมัยก่อน ๆ เล่าให้ฟังว่า ในสมัยพุทธกาลพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่ดับขันธ์ปรินิพพาน พระพุทธองค์ได้เสด็จธุดงค์เพื่อโปรดสัตว์มาจากบ้านแม่ไทย อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง อยู่ทางทิศเหนือของตำบลสมัย อำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง และได้มีสิงห์สาราสัตว์หลายชนิดได้ติดตามพระองค์มา เช่น เสือ ช้าง ม้า วัว ควาย สุนัข ไก่ ฯลฯ พอเดินทางมาถึงสถานที่บ่อโข้งในปัจจุบัน บรรดาสัตว์ทั้งหลายหิวน้ำ เพราะบริเวณนั้นเป็นภูเขา สัตว์ทั้งหลายได้ทูลต่อพระพุทธเจ้าว่า ข้าแต่พระผู้มีพระ ภาคเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าเป็นสัตว์เดรัจฉาน ด้อยซึ่งความรู้และปัญญา ไม่สามารถจะเสาะแสวงหาแหล่งน้ำดื่ม เพื่อประทังชีวิตได้ จึงขอพึ่งพระบารมีของพระโพธิสมภาร พระพุทธเจ้าได้ทรงฟังแช่นนั้น จึงเกิดพระเมตตายิ่งนัก จึงทรงสำแดงปาฏิหาริย์มีพระวรกายสูงใหญ่ และทรงใช้พระอังคุฐ (หัวแม่มือ) กดลงบนแผ่นหินขนาดใหญ่ ปรากฏว่าแผ่นหินที่พระองค์ทรงกดลงนั้นขนายออกและเป็นบ่อ ทันใดนั้นตรงก้นบ่อก็มีน้ำทิพย์พุ่งออกมาจนเต็มบ่อ บรรดาสัตว์ทั้งหลายเห็นดังนั้นเกิดความปิติยินดีอย่างท้วมท้น จึงกล่าวคำว่า “สาธุ” พร้อมกันถ้วนหน้า และตรงรีเข้าไปแย่งกันดื่ม เพื่อบรรเทาความกระหายน้ำ สัตว์บางชนิดก็ไม่ค่อยสบายก็กลับมีสุขภาพแช็งแรง ในขณะที่พระองค์ทรงใช้พระอังคุฐกดลงบนแผ่นหินนั้น พระองค์ทรงท่าประทับคร่อมเพื่อใช้แรงกด พระองค์ใช้พระบาทยันกับหินอีกก้อนหนึ่ง จึงเกิดรอยพระบาทขึ้นอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กับบริเวณบ่อโข้ง มีปรากฏให้เห็นในปัจจุบันนี้ บรรดาสัตว์ป่าและชาวบ้านที่ไปเลี้ยงวัว ควาย ไปทำไร่ ทำนา ก็ใช้น้ำนี้ดื่ม น้ำจะไม่แห้งจะเต็มบ่อตลอดไม่ว่าฤดูไหน ๆ ประชาชนที่เห็นก็เล่ากันต่อ ๆ มา มีชาวบ้านต่างตำบลก็พากันนมัสการ นำไปดื่ม-อาบเพื่อป้องกันโรคสืบกันมาจนถึงปัจจุบันนี้
................ในวันขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๘ (เหนือ) จะมีประชาชนไปทำบุญกันบริเวณบ่อโข้งทุกปี ตอนเช้าพิธีทางศาสนา ตอนบ่ายจะมีการจุดบ้องไฟแข่งขันกันอย่างสนุกสนาน ตอนจะกลับบ้าน ทุกคนจะนมัสการ และนำน้ำจาบ่อโข้งไปเผื่อแผ่ให้ครอบครัวและลูกหลานทางบ้าน เพื่อนำไปอาบ- ดื่ม เป็นสิริมงคลและป้องกันโรค-รักษาโรค ชาวอำเภอสบปราบจะมีความเชื่อว่า บ่อโข้ง เป็นบ่อ น้ำศักดิ์สิทธิ์ของอำเภอสบปราบ ดังคำขวัญอำเภอสบปราบ “อุทยานแห่งชาติดอยจง มั่นคงวัฒนธรรม งามล้ำน้ำตกแม่ไซงู เชิดชูบ่อน้ำทิพย์ อ่างนับสิบรอบเมือง”

โดย พรทิวา ขันธมาลา

สมุนไพรไทยกับลูกน้อยของคุณ

1. หัวหอม หรือหอมแดง สรรพคุณ เป็นพืชที่มีกลิ่นฉุน และรสเผ็ดร้อน ช่วยขับลมและทำให้ร่างกายอบอุ่น (เป็นน้ำมันหอมระเหยชนิดหนึ่ง) บรรเทาอาการ หวัด คัดจมูก หรือหายใจไม่สะดวกเนื่องจากหวัดวิธีการใช้ ทุบหอมแดงประมาณ 2-3 หัว ห่อด้วยผ้าแล้วนำไปวางใกล้หมอนเวลานอนหรือนำมาต้มกับน้ำ แล้วรมไอให้ลูกน้อยได้สูดดม แต่มีข้อควรระวังก็คือ อย่าให้เข้าตา หรือถูกผิวหนังลูกค่ะ
2. ดอกกานพลู สรรพคุณ มีกลิ่นหอมฉุนและรสเผ็ดร้อน เป็นยาขับลม บรรเทาอาการ ท้องอืด ท้องเฟ้อ วิธีการใช้ ใช้ดอกกานพลูประมาณ 2-3 ดอก ใส่ในน้ำร้อนนำมาชงนมให้ลูก
3. ขมิ้นชัน สรรพคุณ มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ลดการอักเสบตามผิวหนัง บรรเทาอาการ ผดผื่นคันตามร่างกาย วิธีการใช้ นำขมิ้นชันสดมาฝนให้ได้เนื้อขมิ้นเล็กน้อย ผสมกับดินสอพองทาบริเวณที่เป็นหรืออาจจะใช้ผงขมิ้นผสมน้ำต้มสุกทาบ่อยๆ บริเวณที่เป็น
4. ใบพลูหรือใบตำลึง สรรพคุณ มีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา บรรเทาอาการ ผื่นคันเนื่องจากเกิดลมพิษ วิธีการใช้ นำใบพลูหรือใบตำลึงประมาณกำมือหนึ่ง ล้างให้สะอาด จากนั้นบดหยาบผสมดินสอพองหรือข้าวสารเล็กน้อยก็ได้ แล้วนำมาทาแก้ผื่น
5. ดินสอพอง คุณสมบัติ เป็นตัวยาที่มีความเย็น ใช้แก้พิษร้อนกับร่างกาย สมัยโบราณนิยมใช้ทำแป้งประร่างกาย เพื่อให้เย็นสบาย บรรเทาอาการ ผื่นคันตามผิวหนัง ช่วยปรับสภาพผิวให้ดีขึ้น วิธีการใช้ ใช้ดินสอพองที่สะตุแล้ว ผสมน้ำนิดหน่อยทาบริเวณที่เกิดอาการ การสะตุดินสอพอง คือ การทำดินสอพองให้สะอาดและเป็นการฆ่าเชื้อโรคด้วย ทำได้โดย นำดินสอพองที่เป็นก้อนมาบดเป็นผงให้ละเอียด ใส่ในหม้อดินแล้วตั้งไฟให้ร้อน ยกลง รอให้ดินสอพองเย็น แล้วมักจะใส่ผงขมิ้นชัน เรียกว่า ดินสอพองสะตุ
6. ว่านหางจระเข้ สรรพคุณ น้ำเมือกของว่านหางจระเข้ มีคุณสมบัติเป็นยาเย็น สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย บรรเทาอาการ รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก จะช่วยลดอาการแสบร้อน สมานแผลให้ดีขึ้น วิธีการใช้ ปอกเปลือกเอาเฉพาะวุ้น ขูดให้เป็นน้ำเมือก ทาบริเวณที่เป็นแผล ควรระวัง เปลือกว่านหางจระเข้จะมียางสีเหลืองซึ่งจะระคายเคืองผิวหนัง
7. พญายอ สรรพคุณ มีฤทธิ์ลดการอักเสบ ระงับการเติบโตของเชื้อแบคทีเรียในช่องปาก บรรเทาอาการ แผลในปาก เริม และแมลงกัดต่อย วิธีการใช้ นำส่วนใบมาขยี้ให้น้ำยาออกมา แล้วค่อยนำไปทาบริเวณที่เป็นบ่อยๆ8. เปลือกต้นแค สรรพคุณ เป็นสมุนไพรรสฝาด ที่ยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรีย บรรเทาอาการ ท้องร่วง และช่วยสมานแผล วิธีการใช้ ใช้เปลือกต้นแคฝนให้ยุ่ย นำไปป้ายบริเวณที่เป็นแผล หรือนำเปลือกต้นแคมาต้มให้ได้น้ำยาเข้มข้นแล้วใช้ป้ายหรือทาบริเวณที่เป็นแผล
8. ประคำดีควาย สรรพคุณ มีสารสำคัญ (Saponin) ที่ทำให้เกิดฟอง บรรเทาอาการ ชันตุ พุพองตามหนังศีรษะหรือผิวหนัง วิธีการใช้ ใช้ผลแก่ 4-5 ผล ทุบพอแตกมาต้มเอาแต่น้ำประมาณ 1 ถ้วย ทาผิวหนังบริเวณที่เป็น เช้า–เย็น หรือนำมาแกะเอาแต่เนื้อ ตีกับน้ำจนเป็นฟองใช้สระผมเด็กจนกว่าจะหายค่ะ และไม่ควรให้เข้าตาจะทำให้แสบตา
9. กะเพรา สรรพคุณ เป็นพืชรสเผ็ดร้อน ช่วยยับยั้งเชื้อราที่ผิวหนัง บรรเทาอาการ เกลื้อนน้ำนมวิธีการใช้ นำใบกะเพรา (มักใช้กะเพราแดง) มาขยี้ และทาบริเวณที่เป็นเกลื้อน วันละ 3 - 4 ครั้ง จนกว่าจะหายก่อนเลือกใช้สมุนไพร คุณแม่ต้องรู้อาการของลูกก่อนว่า เป็นอาการร้ายแรงหรือเกิดจากโรคประจำตัว ที่ต้องระมัดระวังหรือไม่ เพื่อดูแลอาการได้เหมาะสม ไม่เกิดผลข้างเคียง บางอาการเจ็บป่วย ที่ต้องใช้สมุนไพรดูแล เช่น มีเสมหะ จำเป็นต้องกวาดยา ก็ควรเน้นให้ความสำคัญกับเรื่องความสะอาดด้วยค่ะ เช่น ล้างมือก่อนกวาด หรือทายาในช่องปาก เป็นต้น
โดย สุพัชรีย์ เป็งอินตา

น้ำในหูไม่เท่ากัน ......ใครเป็นยกมือขึ้น

โรคเมเนียส์หรือน้ำในหูไม่เท่ากัน เป็นโรคที่มีความผิดปกติของหูชั้นใน ทำให้เสียความรู้สึกเกี่ยวกับการทรงตัว (เกิดอาการวิงเวียน) และการได้ยิน (เกิดอาการหูตึง แว่วเสียงดังในหู)ส่วนมากจะเป็นเพียงข้างเดียว ประมาณร้อยละ 10 - 15 อาจเป็นทั้งสองข้าง โรคเมเนียส์มีสาเหตุอย่างไร...สันนิษฐานว่าโรคนี้เกิดจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณของเหลวในหูชั้นในส่วนที่ควบคุมเกี่ยวกับการทรงตัวซึ่งส่งผลกระทบต่อประสาทการทรงตัวและประสาทการได้ยินโรคเมเนียส์มีอาการอย่างไร...มักจะเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวด้วยอาการวิงเวียนอย่างรุนแรงจนบางครั้งทำให้ผู้ป่วยล้มลงผู้ป่วยจะรู้สึกว่าพื้นบ้านหรือเพดานหมุนมักมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนรุนแรงและอาจมีอาการตากระตุก อาการวิงเวียนอาจเป็นครั้งละไม่กี่นาทีถึงหลายชั่วโมงแล้วหายไปได้เอง แต่จะกำเริบได้เป็นครั้งคราว อาจทิ้งช่วงห่างกันเป็นสัปดาห์ๆ หรือเป็นปีๆ ซึ่งไม่ค่อยแน่นอน ผู้ป่วยมักมีอาการหูตึงและแว่วเสียงดังในหูซึ่งเป็นพร้อมกับอาการวิงเวียนและจะยังคงเป็นอยู่ตลอดเวลา ระหว่างที่ไม่มีอาการวิงเวียน เสียงที่ไม่ได้ยินมักเป็นเสียงต่ำ เช่น เสียงนาฬิกา เสียงกริ่งโทรศัพท์ เป็นต้น อาการวิงเวียนมักจะเป็นมากเวลาร่างกายเหนื่อยล้าหรือมีภาวะตึงเครียดทางจิตใจ แต่จะเป็นห่างขึ้นเมื่อสุขภาพทั่วไปแข็งแรงดีและจิตใจไม่เครียด ดังนั้น ผู้ป่วยควรงดอาหารเค็มจัด งดเหล้าและบุหรี่ และดื่มน้ำให้น้อยลงเพื่อลดปริมาณของเหลวในหูชั้นในอาจช่วยให้อาการกำเริบห่างขึ้น.....และอีกวิธีหนึ่งคือต้องไปพบแพทย์ด้วยนะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลดีมีประโยชน์จาก : http://www.vcharkarn.com/ (วิชาการดอทคอม)
โดย รัตนา เกิดเวียงใหม่

ดนตรีบำบัดในผู้ป่วย

ท่านทราบหรือไม่ว่า การนำดนตรีมาใช้รักษาความเจ็บป่วย ได้มีมานานประมาณหลายพันปีแล้วในยุคกรีก ได้มีการศึกษาค้นคว้าวิจัย ผลของดนตรีในแง่การรักษาอย่างจริงจังมาประมาณกว่า 50 ปี แล้ว พบว่าดนตรีมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกายและจิตใจของมนุษย์ สามารถนำมาใช้ร่วมกับการรักษาทางการแพทย์ได้ผลดีในเรื่องความเจ็บปวด ลดความวิตกกังวล ความกลัว เพิ่มกำลังการเคลื่อนไหว สร้างแรงจูงใจให้เกิดสติ ความนึกคิด อารมณ์ และจิตใจที่ดี ช่วยทำให้ร่างกายสดชื่นแข็งแรง ผ่อนคลาย และเป็นสุขได้โดยนิยมใช้ในห้องผ่าตัด ห้องคลอด หอผู้ป่วยมะเร็ง ICU ฯลฯ เป็นต้น
ข้อดีของการนำดนตรีมาใช้
1. เพื่อทำให้รู้สึกเจ็บปวดลดลง มีความทนทานต่อความเจ็บปวดได้มากขึ้น ลดความกลัวและใช้ยาน้อยลง
2. ทำให้ผู้ป่วยได้ผ่อนคลายจิตใจ มีความสุขเพลิดเพลิน ลืมความทุกข์ ความเจ็บปวดชั่วขณะ
3. ทำให้ผู้ป่วยมีทัศนคติที่ดีต่อทีมงานผู้รักษา แสดงออกในด้านดี
4. ช่วยทำให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวได้มากขึ้น
ขั้นตอนการใช้ดนตรีบำบัดเพื่อระงับอาการปวด
1. ต้องคำนึงถึงความต้องการของผู้ป่วยก่อน ผู้ป่วยควรมีความพร้อมที่จะใช้วิธีดนตรีบำบัด
2. การสำรวจผู้ป่วยในเรื่องประสบการณ์ด้านดนตรี ประเภทเพลงที่ผู้ป่วยชอบ
3. จัดให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าที่สบายที่สุด เจ็บปวดน้อยที่สุด
4. ควรอยู่ในห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก อุณหภูมิเย็นสบาย ไม่มีเสียงรบกวน ปรับแสงสีในห้องให้เย็นตา
5. เลือกใช้เครื่องเสียงที่มีคุณภาพ ที่ผู้ป่วยจะสามารถใช้ได้เองด้วยตนเองตามสะดวกและปลอดภัย
6. จัดเจ้าหน้าที่คอยช่วยเหลือดูแล สอน ให้คำแนะนำ ให้กำลังใจผู้ป่วย ขณะที่ใช้วิธีการดนตรี
ลักษณะของดนตรีที่ใช้
1. ควรเป็นเพลงบรรเลง ไม่ควรมีเนื้อร้อง, มีเสียงธรรมชาติ เช่น เสียงนก น้ำตก ฯลฯ
2. มีจังหวะที่ช้า มั่นคง สม่ำเสมอ ขนาดช้าถึงปานกลางประมาณ 70-80 ครั้ง/นาที
3. ทำนองราบเรียบ นุ่มนวล ผ่อนคลายสดชื่น สอดคล้อง ระดับเสียงปานกลาง - ต่ำ
5. ความเข้มของเสียง ไม่ดังมาก ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของผู้ป่วย
6. ประเภทของดนตรีที่นิยม เช่น พิณ เปียโน กีต้าร์ วงออร์เคสตร้า แจ๊สแบบช้า นุ่มนวล Pop Classic
7. เป็นดนตรีที่ผู้ป่วยมีส่วนในการคัดเลือก และอาศัยความคุ้นเคย ความชอบของผู้ป่วยร่วมด้วย

ผลการศึกษางานวิจัยของ เสาวณีย์ สังฆโสภณ
โดย มันทนา กันสิทธิ์

วันจันทร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2553

สุดยอดอาหารล้างพิษ 20 ชนิด บท ๓

13. ขึ้นฉ่าย ถือได้ว่าเป็นสุดยอดอาหารในการทำความสะอาดเลือดและช่วยลดความดันโลหิต สำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูงควรกินขึ้นฉ่ายเป็นประจำ หรือถ้าจะให้ดีควรดื่มน้ำคั้นจากขึ้นฉ่ายสดในตอนเช้า เพื่อช่วยควบคุมระดับแรงดันเลือดให้คงที่ ในขึ้นฉ่ายยังประกอบไปด้วยสารต้านการเกิดมะเร็ง และสารที่ช่วยขับของเสียจากบุหรี่ในคนที่สูบบุหรี่หรือผู้ที่ได้รับควันบุหรี่ด้วย
14. พืชตระกูลถั่ว (เช่นถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง และถั่วขาว) จากการศึกษาพบว่าผู้ที่กินถั่วเป็นประจำมีระดับคอเลสเตอรอลน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้กิน และลดอัตราความเสียงต่อการเกิดโรคหัวใจด้วย พืชตระกูลถั่วนี้ประกอบด้วยไฟเบอร์สูง ซึ่งช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ทำความสะอาดลำไส้ ลดการสะสมของสารพิษในลำไส้ และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ ทั้งช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้,มะเร็งต่อมลูกหมากด้วย
15. ทับทิม ตำราแพทย์แผนโบราณของชาวเอเชียกล่าวไว้ว่า การดื่มน้ำทับทิมสามรถรักษาอาการอักเสบและลดความปวดได้ เนื่องจากในทับทิมมีสารแอสไพรินซึ่งเป็นสารชนิดเดียวกันกับแอสไพรินในยาแก้ปวด ช่วยล้าง พิษลดการติดเชื้อของเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย และลดอาการอักเสบ สำหรับผู้ที่มีอาการไขข้ออักเสบ ปวดบวม ช้ำ แนะนำให้กินทับทิม เพราะช่วยลดอาการปวดลงได้ ขณะเดียวกันยังมีไฟเบอร์สูง ซึ่งช่วยให้ขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายได้ดีขึ้น
16. กระเจี๊ยบ น้ำกระเจี๊ยบมีคุณสมบัติช่วยทำความสะอาดแบคทีเรียและไวรัสออกจากระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งมักก่อให้เกิดการติดเชื้อ ทำให้มีอาการปัสสาวะไม่ออกหรือมีเลือดปน หรือมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ซึ่งสารในกระเจี๊ยบสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัสเหล่านั้นได้
17. เมล็ดแฟลกซ์ ประกอบไปด้วยกรดไขมันที่จำเป็นอย่างโอเมกา 3 ซึ่งมีประโยชน์ต่อสมอง ช่วยบำรุงความจำ มีผลดีต่อหัวใจเพราะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล มีสารอื่นที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันร่างกาย
18. มะนาว เป็นสุดยอดอาหารที่ช่วยทำความสะอาดตับ มีวิตามินซีสูง น้ำมะนาวสดเมื่อนำมาผสมกับน้ำอุ่นแล้วดื่มตอนเช้าหลังตื่นนอนจะช่วยล้างพิษและทำให้เลือดสะอาดขึ้น แต่ถ้านำน้ำมะนาวสดผสมกับโยเกิร์ตและน้ำผึ้ง ก็จะเป็นอาหารที่ช่วยล้างพิษในลำไส้และป้องกันอาการท้องผูกได้อีกด้วย
19. หัวหอม ประกอบไปด้วยสารต่อต้านมะเร็งหลายชนิด และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงช่วยทำความสะอาดเลือด ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล LD ซึ่งไม่ดีเพราะเป็นตัวการก่อให้เกิดโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังช่วยทำให้ระบบทางเดินหายใจทำงานดีขึ้น ช่วยรักษาโรคหอบ โรคทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ และที่สำคัญคือช่วยรักษาโรค เบาหวานโดยช่วยให้ระดับน้ำตาลคงที่
20. สาหร่าย เป็นพืชสีเขียวในทะเลที่หลายคนมองข้ามคุณประโยชน์ แต่จากการศึกษาของ Mcgill University ที่ Montreal แสดงผลว่าสาหร่ายสามารถจับของเสียจากรังสีที่สะสมในร่างกาย ในปัจจุบันเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงรังสีต่างๆ จากคลื่นวิทยุ คลื่นโทรศัพท์ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และคลื่นไมโครเวฟทั้งหลายได้ ซึ่งพลังงานความร้อนเหล่านี้เป็นอันตรายต่อร่างกาย ก่อให้เกิดมะเร็งได้ ซึ่งสาหร่ายจะช่วยดูดซึมคลื่นรังสีเหล่านั้น และสามารถจับกับพวกโลหะหนักได้ด้วย นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยโปรตีนและเกลือแร่ในปริมาณมาก
..................................ที่มา www.iqraforum.com
โดย วนิดาพร ธิวงศ์

ไม้แกะสลักบ้านหลุก


ประวัติการแกะสลัก
.........ชาวอำเภอแม่ทะโดยเฉพาะอย่างยิ่งหมู่บ้านน้ำโท้ง บ้านหลุก บ้านหลุกแพะ และบ้านเหมี่ยง ตำบลนาครัวมีฝีมือในการแกะสลักไม่มาแต่โบราณ สังเกตได้จากเครื่องใช้ในครัวเรือน เช่น ขันโตก ด้ามกระบวยตักน้ำ ลูกกรง ราวบันได รวมไปถึงไม้ค้ำต้นโพธิ์ ซึ่งสามารถพบเห็นทั่วไปตามวัดในหมู่บ้านต่าง ๆ ดังกล่าว เมชาวบ้านไม่ได้ยึดงานแกะสลักเป็นอาชีพ โดยมุ่งแต่การประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก จนเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๖ พ่อค้าจากตัวเมืองลำปางได้นำดอกบัวขนาดเล็กแกะสลักด้วยไม้ทองหลางเป็นแบบให้ นายดี เถายศ ใช้ไม้โมกมันแกะสลักดอกบัวแทนได้มีการปรับปรุงรูปทรงให้ใหญ่ขึ้นกว่าที่กำหนดให้มา โดยทำออกจำหน่ายตามใบสั่งของพ่อค้า ในขณะนั้นสามารถทำรายได้ดีพอสมควรภายหลังชาวบ้านสนใจออกแบบกันอย่างแพร่หลาย
.........ต่อมานายสุขแก้ว คำพิชัย ชาวบ้านน้ำโท้ง ซึ่งเป็นผู้ที่สนใจงานแกะสลักมาตั้งแต่ครั้งยังบวชเป็นสามเณร ครั้งพอสึกออกมา ก็พยายามลองแกะสลักดอกบัว โดยได้ปรับปรุงดอกบัวที่เคยทำแพร่หลาย แล้วนำมาแกะเป็นรูปดอกบัวกลีบซ้อน แกะด้วยไม้สัก ซึ่งได้รับความนิยมมาก จนเมื่อไม้สักหายากราคาแพงขึ้นจึงหันมาใช้ไม้จามจุรี หรือไม้ฉำฉาแทน ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ความนิยมการแกะสลักยังนิยมแพร่หลาย ทั้งยังขยายตลาดไปยังต่างประเทศทำรายได้ดีขึ้น ชาวบ้านที่เคยว่างงานในฤดูแล้ง กลับมีงานทำมีรายได้เสริมแก่ครอบครัวเป็นกอบเป็นกำ
.........ในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ พบว่ามีการกลึงไม้ในหมู่บ้านตำบลนาครัว แต่เป็นการเคี่ยนหรือกลึงโดยใช้เครื่องกลึงแบบใช้แรงคนถีบให้ไม้หมุน ในสมัยนั้นนิยมกลึงขันน้ำ พานรอง ขันโตก หม้อน้ำ จนถึง พ.ศ. ๒๕๑๒ มีไฟฟ้าเข้าหมู่บ้าน จึงเปลี่ยนจากการใช้แรงคนมาเป็นมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้ผลิตงานได้มากขึ้น จนกลายเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน
.........ปี พ.ศ. ๒๕๑๑ นายจันทร์ดี แก้วชุ่ม ส่งงานแกะสลักไม้ เข้าประกวดในงานประกวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไทย ซึ่งจัดโดยกรมส่งเสริมอุสาหกรรม ได้รับรางวัลชนะเลิศเป็นการเผยแพร่งานแกะสลักไม้ให้เป็นที่นิยมมากขึ้น การทำงานในระยะแรกของนายจันทร์ดี แก้วชุ่ม เป็นการทำงานคนเดียว สร้างปางแกะสลักไม้อยู่ภายในบริเวณรั้วบ้านข้างวัดบ้านหลุก
.........ต่อมามีชาวบ้านมารับจ้างทำบางคนสนใจมากมาขอฝึกหัดด้วยนายจันทร์ดียินดีสอนให้เปล่าโดยไม่คิดค่าจ้างพอศิษย์รุ่นแรกจบพอแกะสลักไม้เองได้ก็ไปสอนลูกหลานต่อไป ปี พ.ศ.๒๕๑๖ นายเมืองตื่น แก้วเทียม เป็นผู้แกะสลักรูปช้างเป็นตัวแรกของอำเภอแม่ทะ โดยแกะเป็นรูปช้างยืนบนแท่นไม้ฐานะทางเศรษฐกิจของชาวบ้านหลุกดีขึ้น ประกอบกับมีจำนวนประชากรที่ย้ายมาจากถิ่นอื่น เข้ามาอยู่ภายในหมู่บ้านหลุกเพิ่มขึ้น ทางราชการจึงแบ่งหมู่บ้านหลุกออกเป็น ๒ หมู่บ้าน โดยหมู่บ้านตอนบนให้ชื่อว่าบ้านหลุกแพะส่วนบ้านหลุกตอนล่างยังคงใช้ชื่อเดิม
สิ่งที่น่าสนใจศึกษาและเรียนรู้
รูปแบบของผลิตภัณฑ์
ลักษณะของผลิตภัณฑ์ไม้แกะสลัก บ้านหลุกที่ทำกันในปัจจุบันอาจจำแนกตามรูปแบบได้ ๕ ลักษณะดังนี้
1. ภาพนูนสูงเป็นการแกะสลักภาพในนูนสูงขึ้นมาเกือบเต็มตัวมีความละเอียดของรูปมากกว่าแบบนูนต่ำใช้แกะสลักลวดลายประประกอบงานทั่วไป งานแกะชนิดนี้ จึงต้องให้เกิดความงามทั้งด้านหน้าและส่วนที่เป็นด้านข้างงานแกะภาพนูนสูง คืองานแกะหัวสัตว์ หัวช้างไทย หัวช้างแอฟริกา ฯลฯ
2. ภาพลอยตัว เป็นการแกะสลักไม้ที่มองเห็นได้รอบด้านมักแก้เป็นพระพุทธรูป รูปคน รูปสัตว์หรือรูปตามคตินิยม ฯลฯ งานแกะสลักภาพลอยตัว เช่นแกะสลักรูปช้างไทย ช้างแอฟริกา สิงโต ม้า ฯลฯ
3. งานกลึง เป็นงานขึ้นรูปชิ้นงานด้วยเครื่องกลึงแทนที่จะเป็นสิ่ว และค้อน ผิวงานจะเป็นวงกลมหรือทรงกระบอก ได้แก่ ครก ฉาก ลูกกรงบันได ฐานฉัตรทอง แจกัน
4. แกะสลักแล้วประกอบ เป็นงานที่ชิ้นส่วนหลายชิ้นมาประกอบกัน ส่วนใหญ่จะมีเถาวัลย์เป็นส่วนประกอบด้วย งานลักษณะนี้ได้แก่ นก กระถางดอกไม้ ตระกร้าเถาวัลย์ ดอกทิวลิป รถชอปเปอร์
5. งานฉลุการวาดภาพลงบนแผ่นไม้ แล้วใช้ใบเลื่อย เลื่อยตามลวดลายที่วาดไว้เพื่อตัดไม้ในส่วนที่ไม่ต้องการออก เช่น เชิงชาย น้ำย้อย
สถานที่ตั้ง
บ้านหลุกหมู่ที่ ๖ , ๑๑ , ๑๒ ตำบลนาครัว อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง

โดย สุนันทา เจียมเงิน

วันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2553

แอปเปิ้ล ผลไม้เพื่อสุขภาพ (Slim Up)

.........การจำกัดปริมาณอาหารเพื่อควบคุมน้ำหนักนั้น เป็นเรื่องยากสำหรับคุณผู้หญิง เพราะไหนจะต้องทนต่อความหิวจนกว่าจะผอม แต่พอผอมสมใจกลับโดนทักว่าทำไมดูซีดเซียว ไม่สดชื่น อวบอั๋นเหมือนตอนก่อนลดน้ำหนัก การรับประทานผลไม้จึงเป็นวิธีหนึ่ง ที่ช่วยแก้ปัญหาได้ทั้งการลดน้ำหนัก และการมีสุขภาพที่สดใส เพราะผลไม้ประกอบไปด้วยเส้นใยอาหาร (Fiber) ที่ช่วยให้รู้สึกอิ่มท้องมีน้ำตาลธรรมชาติที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้เร็ว และนำไปใช้งานได้ทันที นอกจากนี้ ผลไม้ยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุอีกนับไม่ถ้วน ช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น ไม่ทรุดโทรม จึงเหมาะสำหรับสาว ๆ ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักเป็นที่สุด เมื่อถามคนใกล้ตัวว่า "อยากลดน้ำหนักจะทานผลไม้อะไรดี?" เชื่อว่าคงได้คำตอบกว่าครึ่งเป็นผลไม้รูปร่างอวบอัดที่ชื่อว่า "แอปเปิ้ล" แน่ ๆ เพราะแอปเปิ้ลเป็นผลไม้ที่มีสีสันชวนรับประทาน เนื้อสัมผัสกรอบ รสชาติอร่อย กลิ่นหอม มีคุณค่าทางโภชนาการสูง หาทานได้ง่าย ราคาไม่แพง และที่สำคัญคือไม่ทำให้อ้วน แอปเปิ้ลจึงได้ชื่อว่าเป็น "ราชาแห่งผลไม้ลดน้ำหนัก"
กินแอปเปิ้ลวันละ 1 ผล ร่างกายแข็งแรง
......แอปเปิ้ลให้สารอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตและวิตามินซีเป็นหลัก ซึ่งปริมาณวิตามินซีจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว และความสด เนื้อแอปเปิ้ล 100 กรัม มีวิตามินซีประมาณ 6 มิลลิกรัม และให้พลังงานราว 59 แคลอรี ไม่ทำให้อ้วน แต่แอปเปิ้ลก็มีสารอาหารที่มีประโยชน์ชนิดอื่นทดแทน แบบที่เรียกได้ว่าไม่น้อยหน้าผลไม้อื่นแต่อย่างใด

......พลังงานที่ได้จากแอปเปิ้ลมีลักษณะพิเศษที่น่าสนใจคือ แอปเปิ้ลจะให้พลังงานค่อนข้างต่ำและค่อยเป็นค่อยไป เพราะแหล่งพลังงานของแอปเปิ้ลคือ น้ำตาลฟรักโทสซึ่งเป็นน้ำตาลที่เปลี่ยนรูปเป็นพลังงานอย่างช้า ๆ ในร่างกายช่วยให้ไม่รู้สึกหิว อิ่มนาน ผลที่ตามมาคือ ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ไม่สูงเร็วเหมือนกินขนมหวาน จึงเหมาะกับคนไข้เบาหวานด้วยเช่นกัน

.....เปลือกและเนื้อของแอปเปิ้ลมีเส้นใยอาหารที่ชื่อว่า "เพคติน" ที่มีคุณสมบัติพองตัวได้มาก ช่วยเพิ่มกากในทางเดินอาหาร ทำให้อวัยวะในทางเดินอาหารมีการทำงานเป็นปกติ เพิ่มประสิทธิภาพในการขับถ่าย ซึ่งเป็นการช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ และยังช่วยจับคอเลสเตอรอลไม่ให้ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ป้องกันโรคคอเลสเตอรอลในเลือดสูง โรคหัวใจ และความดันโลหิตสูง

.....นอกจากนี้ แอปเปิ้ลยังอุดมไปด้วยวิตามิน เกลือแร่และสารอาหารที่มีประโยชน์อีกหลายชนิด ทั้งวิตามินเอ บี 1 บี 2 บี 6 ไบโอติน กรดโฟลิก กรดแพนโทเธอนิค เกลือแร่ คลอไรด์ เหล็ก ทองแดง แมกกานีส แคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม โซเดียม ซิลิคอน และยังมีกรดอินทรีย์ 2 ชนิด คือ กรดมาลิคและกรดทาร์ทาริก ซึ่งช่วยในการย่อยอาหารจำพวกโปรตีนและไขมัน สารอาหารเหล่านี้ มีประโยชน์ต่อสุขภาพในหลายด้าน โดยเฉพาะวิตามินซี และสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่พบมากในแอปเปิ้ล จะช่วยป้องกันโรคหัวใจในผู้ที่รับประทานเป็นประจำ

แอปเปิ้ลเขียว หรือแอปเปิ้ลแดง ที่มีประโยชน์มากกว่ากัน

......เมื่อวิเคราะห์จากคุณค่าสารอาหารต่าง ๆ เปรียบเทียบระหว่างแอปเปิ้ลเขียวและแอปเปิ้ลแดง พบว่าไม่มีความแตกต่างกันมากนัก แต่สิ่งที่แอปเปิ้ลแดงมีเหนือกว่าเล็กน้อยคือ ปริมาณของสารแอนโทไซยานิน ซึ่งมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มฟลาโวนอยด์นั่นเอง

ดื่มน้ำแอปเปิ้ล ก็ได้ประโยชน์เท่ากินทั้งลูก

.....จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จะพบว่าประโยชน์ของแอปเปิ้ลมาจากองค์ประกอบ 3 ตัวด้วยกันคือ จากเส้นใยอาหาร สารต้านอนุมูลอิสระที่มีมากบริเวณเปลือก และจากน้ำตาลฟรักโทสที่มีมากในเนื้อแอปเปิ้ล ดังนั้นหากต้องการดื่มน้ำแอปเปิ้ล ควรเลือกวิธีการปั่นทั้งผล โดยไม่ต้องปอกเปลือก เพราะหากใช้วิธีคั้นน้ำ จะทำให้ได้เฉพาะน้ำตาลและสารต้านอนุมูลอิสระอีกเล็กน้อย ซึ่งอาจทำให้อ้วนได้มากกว่าเดิม และไม่ได้รับประโยชน์ทั้งหมดจากแอปเปิ้ลอย่างครบถ้วน

กินแอปเปิ้ลอย่างไรให้ได้ประโยชน์

.....ในแง่โภชนาการ แอปเปิ้ลไม่ใช่ผลไม้ที่มีวิตามินหรือแร่ธาตุในปริมาณสูงมากนัก เมื่อเทียบกับกล้วย ฝรั่งหรือส้ม แต่หากทานแอปเปิ้ลวันละ 2-4 ลูก โดยไม่ปอกเปลือกก็จะได้รับเส้นใยอาหารและสารอาหารต่าง ๆ ในปริมาณที่พอเหมาะ ใ

.....ในปัจจุบันมีการกล่าวอ้างสรรพคุณของแอปเปิ้ลมากมาย เช่น บำรุงหัวใจ ลดคอเลสเตอรอล ลดความดัน ควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด ลดความอยากอาหาร ช่วยกระตุ้นการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่และฆ่าเชื้อไวรัส ซึ่งหากต้องการจะรับประทานแอปเปิ้ลสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมน้ำหนักแล้ว ก็ควรต้องทานเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน และผักผลไม้อื่น ๆ ร่วมด้วย เพื่อป้องกันการขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย
ที่มา : oknation.net
โดย อุดม อนุพันธิกุล