วันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ประวัติความเจริญก้าวหน้าแต่ละยุคของอำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง

ยุคสร้างทางรถไฟ
..........ยุคนี้เป็นยุคที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ไม้สัก เป็นยุคที่คนจีน เข้ามาทำมาหากินตั้งรกรากในตำบลห้างฉัตร กำเนิดโรงสีข้าว มีการสัมปทานไม้สัก มีโรงเลื่อยไม้ ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๘๐ คนจีนเริ่มเข้ามาค้าขายตั้งรกรากอยู่ในตำบลห้างฉัตร ส่วนบ้านห้างฉัตร (หมู่ที่ ๖) การตั้งถิ่นฐานตั้งอยู่ตามลำน้ำ เป็นเขตรอบนอกตัวอำเภอ ไม่มีคนจีนมาตั้งถิ่นฐาน คนจีนจะมาตั้งถิ่นฐานและซื้อที่ดินทำกินจากเจ้าขุนมูลนาย ซึ่งมีทรัพย์สมบัติมากมาย เป็นคนมั่งคั่งในชุมชน คาดว่ามีคนจีนตั้งถิ่นฐานตั้งแต่รับกาลที่ ๔ โดยอยู่หน้าตลาดห้างฉัตร นิสัยคนจีนชอบทำมาค้าขาย ส่วนคนพื้นเมืองซึ่งมีฐานะยากจนไม่ชอบค้าขาย แต่ชอบที่จะถางป่าเพื่อทำนาและเสียภาษีให้แก่เจ้าขุนมูลนาย ซึ่งส่วนใหญ่มีฐานะร่ำรวย และมีบทบาทเป็นผู้นำชุมชน โดยเปาท้าว (ผู้ใหญ่บ้าน) และเป็นพระยาหรือแคว่น (กำนัน) บางหมู่บ้านเรียกว่า “ขุน”
.........การสร้างทางรถไฟ เป็นการเกิดของชุมชนบ้านสถานี สืบเนื่องจากการสร้างทางรถไฟ ครั้งแรกมีชาวบ้านจากหมู่บ้านลำปางกลาง มารับจ้างสร้างทางรถไฟสายลำปาง-เชียงใหม่ประมาณ ๑ กลุ่ม และต่อมาได้มาตั้งรกรากเพิ่มขึ้น ๑๐ หลังคาเรือน ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๐ เป็นต้นมา และตั้งชื่อหมู่บ้านนี้ว่า “บ้านสเตย์หนองหมู” เพราะเรียกตามฝรั่งที่มาคุมงานสร้างทางรถไฟ ชาวบ้านขายแรงงานสร้างทางรถไฟวันละ ๒๕ สตางค์ ซึ่งถือว่าเป็นค่าแรงที่สูงมากในสมัยนั้น
ยุคทหารญี่ปุ่นเข้าห้างฉัตร
.........ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้กำเนิดระบบการรักษาพยาบาลแผนใหม่ เศรษฐกิจการเงินสะพัด ในช่วงปลายของยุคสงคราม กำเนิด โรงสูบฝิ่นรัฐบาลและขบวนการค้าฝิ่นเถื่อน อันเป็นที่มาและสืบทอดกันมาในการค้าขายยาเสพติดในปัจจุบัน ช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ตอนปลาย ประมาณ พ.ศ. ๒๔๘๕ ทหารญี่ปุ่นเข้ามาเมืองไทย ชาวบ้านได้ค่าแรงเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว สาเหตุเพราะทหารญี่ปุ่นมาทำสงครามและสร้างสนามบินที่หมู่บ้านแม่ยิ่ง ตำบลหนองหล่ม ผลพวงของสงครามทำให้หมู่บ้านแห่งนี้กลายเป็นสนามรบ ทำให้ชาวบ้านหมู่บ้านสเตย์หนองหมูพากันอพยพไปอยู่หลุมหลบภัยในลำห้วยหนองบัว อีกส่วนหนึ่งอพยพหลบภัยที่ห้วยหนองหมู (ปัจจุบันคือ สวนอนันตยศ) พากันทิ้งบ้านเรือน อพยพทำเช่นนี้จนสงครามสงบ สงครามโลกครั้งที่ ๒ ทหารญี่ปุ่นได้มาอยู่อาศัยบ้านสถานี มาปลูกบ้านพัก ณ ที่แห่งนี้กว่า ๑๐๐ หลังคา ทำให้ชาวบ้านมีรายได้จากการค้าขายพืชไร่ และขายแรงงานโดยรับจ้าง เมื่อทหารญี่ปุ่นแพ้สงครามก็ทำอัตวิบากกรรม คือ ฆ่าตัวตาย (ฮาราคิรี) โดยเอามีดคว้านท้องเอาไส้พุงออก เมื่อสงครามสงบชาวบ้านก็กลับถิ่นฐาน

เอกสารอ้างอิง จากหนังสือที่ระลึกห้างฉัตรครบ ๑๐๐ ปี
โดย ดวงสมร ขอบคำ

วันพฤหัสบดีที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ประวัติสารทเดือนสิบ

ทำบุญสารทเดือนสิบเมืองคอน เป็นงานบุญเพื่อุทิศส่วนกุศล ให้บรรพบุรุษ ญาติพี่น้อง ที่ล่วงลับไปแล้ว ที่ยังมีกรรมต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในอบายภูมิ ในวันสารทเดือนสิบ ยมบาลจะปลดปล่อยให้ออกมาเยี่ยมลูกหลาน เพื่อมารับส่วนบุญกุศลที่บรรดาลูกหลาน ญาติพี่น้องทำบุญให้ มีเพียงปีละครั้ง คือในวัน แรม ๑๔ แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ (ซึ่งจะประมาณ ปลายเดือนกันยายน หรือต้นเดือนตุลาคม) พอถึงวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ต้องกลับไปชดใช้กรรมตามเดิม จนกว่าจะหมดเวรหมดกรรมต่อไป งานบุญสารทเดือนสิบ จะเริ่ม ตั้งแต่วัน แรม ๑๓ ค่ำ เดือนสิบ เรียกว่าวันจ่าย พ่อค้าแม่ค้าจะนำของมาขาย ที่ตลาดทุกแห่ง จะคลาคล่ำไปด้วยฝูงชนมาจับจ่ายซื้อของ เพื่อเอาไปจัด หมรับ ต้องใส่ พืชผักผลไม้และที่สำคัญต้องมีขนมเดือนสิบ มีขนมพอง ขนมลา ขนมบ้า ขนมดีซัม ขนมไข่ปลา ข้าวกระยาสารท และขนมอื่นๆ ทั่วไปที่มีขายในตลาด วันแรม ๑๔ ค่ำ เป็นวันยก หมรับไปถวายวัด มีการตกแต่งกันอย่างสวยงามตามฐานะของแต่ละคน หรือหมู่คณะ มีขบวนแห่กันครึกครื้น สวยงาม มีการประกวด หมรับ เพื่อชิงรางวัล ถือเป็นงานประจำปีอันยิ่งใหญ่ของชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช เรียกว่า "งานเดือนสิบ" วันแรม ๑๕ ค่ำ จะเป็นวันทำบุญอีกเป็นวันสุดท้าย เมื่อถวายเพลพระ และบังสุกุลเสร็จแล้ว ก็จะเอาขนมเดือนสิบ ไปวางไว้ ตามต้นไม้ หรือกำแพงวัด แต่บางวัดได้จัดที่วางไว้ให้ โดยเฉพาะ เรียกว่าการ "ตั้งเปรต" คือให้พวกผีไม่มีญาติ ได้กิน หลังจากการตั้งเปรตและอุทิศส่วนกุศลแล้ว บุคคลทั่วไปเข้าไปแย่งชิงขนมเหล่านั้นได้ เรียกว่า "ชิงเปรต" เป็นอันเสร็จสิ้นการทำบุญสารทเดือนสิบ ความสำคัญ เป็นความเชื่อของพุทธศาสนิกชนชาวนครศรีธรรมราช ที่เชื่อว่าบรรพบุรุษอันได้แก่ ปู่ย่า ตายาย และญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว หากทำความชั่วจะตกนรกกลายเป็นเปรต ต้องทนทุกข์ทรมานในอเวจี ต้องอาศัยผลบุญที่ลูกหลานอุทิศส่วนกุศลให้แต่ละปีมายังชีพ ดังนั้นในวันแรม ๑ ค่ำเดือนสิบ คนบาปทั้งหลายที่เรียกว่าเปรตจึงถูกปล่อยตัวกลับมายังโลกมนุษย์เพื่อมาขอส่วนบุญจากลูกหลานญาติพี่น้อง และจะกลับไปนรกในวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ ในโอกาสนี้เองลูกหลานและผู้ยังมีชีวิตอยู่จึงนำอาหารไปทำบุญที่วัด เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที
พิธีกรรม
พิธีกรรมของประเพณีสารทเดือนสิบ มีดังนี้
๑. การจัดหฺมูรับ เริ่มในวันแรม ๑๓ ค่ำ ชาวบ้านจะเตรียมซื้ออาหารแห้ง พืชผักที่เก็บไว้ได้นาน ข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน และขนมที่เป็นสัญลักษณ์ของสารทเดือนสิบ จัดเตรียมใส่หฺมฺรับการจัดหฺมฺรับ คือ การบรรจุและประดับด้วยสิ่งของ อาหาร ขนมเดือนสิบลงในภาชนะที่เตรียมไว้ เช่น ถาด กาละมัง เข่ง กระเชอ เป็นต้น ชั้นล่างสุดบรรจุอาหารแห้ง ชั้นสองเป็นพืชผักที่เก็บไว้นาน ชั้นสามเป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน ขั้นบนสุด ประดับขนมสัญลักษณ์เดือนสิบ ได้แก่ ขนมพอง ขนมลา ขนมบ้า ขนมดีซำ ขนมแต่ละชนิดมีความหมายดังนี้ ขนมลา เป็นเสมือนเสื้อผ้าที่ให้บรรพบุรุษใช้นุ่งห่ม ขนมพอง เป็นเสมือนแพที่ให้บรรพบุรุษข้ามห้วงมหรรณพ ขนมกง เป็นเสมือนเครื่องประดับ ใช้ตกแต่งร่างกาย ขนมบ้า เป็นเสมือนเมล็ดสะบ้า ไว้เล่นในวันตรุษสงกรานต์ ขนมดีซำ เป็นเสมือนเงินตรา ไว้ให้ใช้สอย
๒. การยกหฺมูรับ ในวันแรม ๑๔ หรือ ๑๕ ค่ำ ชาวบ้านจะยกหฺมฺรับที่จัดเตรียมไว้ไปวัด และนำภัตตาหารไปถวายพระด้วย โดยเลือกไปวัดที่อยู่ใกล้บ้านหรือวัดที่บรรพบุรุษของตนนิยมไป
๓. การฉลองหฺมูรับและบังสุกุล เมื่อนำหมูรับไปวัดแล้ว จะมีการฉลองหฺมฺรับ และทำบุญเลี้ยงพระเสร็จแล้วจึงมีการบังสุกุล การทำบุญวันนี้เป็นการส่งบรรพบุรุษและญาติพี่น้องให้กลับไปยังเมืองนรก
๔. การตั้งเปรต เสร็จจากการฉลองหมฺรับและถวายภัตตาหารแล้ว ชาวบ้านจะนำขนมอีกส่วนหนึ่งไปวางไว้ตามบริเวณลานวัด ข้างกำแพงวัด โคนไม้ใหญ่ เรียกว่า ตั้งเปรต เพื่อแผ่ส่วนกุศลเป็นทานแก่ผู้ล่วงลับที่ไม่มีญาติ หรือญาติไม่มาร่วมทำบุญให้ การชิงเปรตจะทำตอนตั้งเปรตเสร็จแล้ว เพราะเชื่อว่าถ้าหากใครได้กินของเหลือจากการเซ่นไหว้บรรพบุรุษ จะได้รับกุศลเป็นสิริมงคลแก่ตนเองบางวัดนิยมสร้างหลาเปรต เพื่อสะดวกแก่การตั้งเปรต บางวัดสร้างหลาเปรตไว้บนเสาสูงเพียงเสาเดียว เกลาและชะโลมน้ำมันเสาจนลื่น เมื่อเวลาชิงเปรตผู้ชนะคือผู้ที่สามารถปีนไปถึงหลาเปรตซึ่งต้องใช้ความพยายามอย่างมาก จึงสนุกสนานและตื่นเต้น
โดย จิราภรณ์ กาญจนา

มะขาม สมุนไพรเพื่อสุขภาพ


มะขาม เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ที่ให้ประโยชน์ ทั้งให้ร่มเงาแถมผลยังสามารถนำมารับประทานดิบๆ โดยนำมาจิ้มพริกกับเกลือหรือน้ำปลาหวาน บ้างครั้งก็นำมาทำส้มตำ ทำน้ำพริก ฝักที่สุกแล้วนั้นยังนำมารับประทาน มีทั้งรสเปรี้ยวและหวาน ตัวอย่างสรรพคุณทางยาสมุนไพร รับประทานเพื่อถ่ายพยาธิ ลักษณะ มะขาม เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ มีความสูงประมาณ 8 - 20 เมตร โตช้ามีอายุอยู่ได้เป็นร้อยๆ ปี แตกกิ่งก้านใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 8-12 คู่ขนาดเล็กรูปขอบขนานกว้างประมาณ 4-7 ซ.ม. ยาวประมาณ 1.2-1.8 ซ.ม. มีสีเขียว ดอก จะออกเป็นช่อเล็กๆ บานจากล่างไปบน กลีบดอกช่อหนึ่งจะมีดอกอยู่ประมาณ 10-15 ดอก กลีบดอกสีเหลืองมีปนแดง มีรสเปรี้ยว ผล เป็นฝัก ฝักอ่อนจะมีสรเขียวมีขนเป็นขุยสีน้ำตาลปกคลุม เมื่อผลแก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ขณะที่ผลยังอ่อนอยู่เปลือกจะติดกับเนื้อ เมื่อแก่แล้ว เปลือกจะแยกออกจากเนื้อเปราะแตกง่าย เนื้อในเมื่อยังอ่อนไปจนถึงโตเต็มที่จะมีสีเขียวอมขาว แข็ง เมล็ดสีเขียว เมื่อผลแก่จัดเนื้อในจะเปลี่ยนเป็นสรน้ำตาลนิ่ม เมล็ดก็เปลี่ยนสีเป็นน้ำตาลแข็งด้วย ส่วนที่ใช้ ใบอ่อน ใบแก่ ฝักอ่อน ฝักแก่ ดอก เนื้อใน เมล็ดแก่และเนื้อไม้
สรรพคุณทางยาสมุนไพร ใบอ่อน มะขาม นำมาต้มเอาน้ำโขลกศีรษะ แก้หวัด คัดจมูก น้ำมูกไหล ส่วนใบสดก็นำมาต้มน้ำอาบหลังสตรีคลอดบุตรใช้ผสมกับสมุนไพรอื่น เนื่องจากในใบมะขามสดมีรสเปรี้ยวมีกรดหลายชนิดช่วยทำให้ผิวหน้าสะอาดขึ้น ใบและดอก ของมะขามนำมาต้มรับประทาน น้ำช่วยลดความดันโลหิตได้ดีมาก มะขามเปียก นำมาปั้นเป็นลูกกลมๆ จนเป็นลูกกลอน แล้วจิ้มเกลือเพียงเล็กน้อย รับประทานหรือกลืนพร้อมกับน้ำสะอาดเป็นยาระบาย ขับเสมหะ น้ำส้มมะขามเปียก ผสมกับเกลือ ใช้แก้ท้องผูก ใช้แก้พรรดึก โดยการสวนทวาร ใช้พอกตัวได้ โดยผสมกับขมิ้นและน้ำผึ้ง เมล็ดมะขาม นำที่แก่ได้ที่แล้วนำมาคั่วและกะเทาะเปลือกออกนำมาแช่น้ำที่ผสมเกลือป่นรับประทานเป็นยาขับพยาธิ ส่วนเปลือกที่กะเทาะออกังมีประโยชน์อย่านำไปทิ้ง รับประทานเป็นยาแก้อาเจียน แก้ท้องร่วง เป็นยาสมานธาตุ คุมธาตุ เส้นฝอย หุ้มเปลือกมะขามหรือเรียกว่า รก ใช้เป็นยาแก้ ประจำเดือนไม่ปกติ ดื่มน้ำมะขามจะช่วยลดอุณหภูมิในร่างกายโดยเฉพาะคนไข้หรือผู้ที่อาศัยในที่ร้อนอบอ้าว และยังช่วยลดอาการกระหายน้ำได้อีกด้วย คุณค่าทางอาหาร มะขาม มีคุณค่าวิเศษมากจริงๆ นำมาปรุงอาหารไทยๆ ได้หลายอย่างเพียงแค่นำมะขามที่แก่แล้วมาแกะเอาเมล็ดออกปั้นไว้เป็นก้อนๆ ก็จะได้มะขามเปียกเอาไว้รับประทานได้เป็นปีๆ ลองมาพิจารณากันว่า ประโยชน์ที่ได้จากมะขามมีมากมายเพียงใด มะขามเปียก ใช้เป็นเครื่องปรุงในแกงส้ม นำเอามะขามเปียกมาคั้นใส่น้ำแกงส้ม ไม่ว่าจะแกงส้มชนิดใดก็ตาม มะขามเปียก นำมาคั้นผสมกับน้ำพริกเผา ซึ่งจำเป็นมากเพราะน้ำพริกเผาจะขาดมะขามเปียกไม่ได้เลย มะขามเปียก เพียงแค่เอาน้ำมาคั้นใส่ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย ก็จะได้ผัดไทยที่อร่อยครบสูตร มะขาม นำใบหรือยอดอ่อนๆ นำมาต้มรวมกับปลาช่อน ปลาสลิดเค็มเป็นต้มโคล้งแสนอร่อย มะขามเปียก นำมาคั้นใส่น้ำตาลทราย และน้ำสะอาดในอัตราส่วนที่เหมาะสมนำไปต้มเคี่ยวกับไฟอ่อนๆ ดื่มกับน้ำแข็งก้อนได้น้ำมะขามดื่มแก้กระหายได้อย่างสดชื่น มะขาม มีวิตามินซีที่ต่อต้านอาการไข้หวัดได้สูง วิตามินเอช่วยในการบำรุงสายตาและการทำงานของระบบประสาท แคลเซียมช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟัน หรือเหล็กก็มีอยู่ไม่ใช่น้อย นอกจากนี้ยังมีคาร์โบไฮเดรต ไขมัน เส้นใยอาหารและวิตามินบี 1 ป้องกันโรคเหน็บชา กล้ามเนื้ออ่อนแรง วิตามินบี 2 ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกายและป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือดและสารอาหารสำคัญอีกมากมาย
ขอขอบคุณข้อมูล จาก หนังสือ คัมภีร์แพทย์สมุนไพร ผลไม้สมุนไพร และพืชผักสวนครัว ifestyle.kingsolder.com ,elib-online.com

โดย เครือวัลย์ ธรรมายอดดี

ทิศทางของพระภูมิ


วันอาทิตย์ พระภูมินอนเอาศีรษะไป ทิศบูรพา (ตะวันออก) เอาเท้าไปทาง ทิศประจิม (ตะวันตก)
วันจันทร์ เอาศีรษะไป ทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) เอาเท้าไปทาง ทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ)
วันอังคาร เอาศีรษะไป ทิศทักษิณ (ใต้) เอาเท้าไปทาง ทิศอุดร (เหนือ)
วันพุธ เอาศีรษะไป ทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้) เอาเท้าไปทาง ทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ)
วันพฤหัสบดี เอาศีรษะไป ทิศประจิม (ตะวันตก) เอาเท้าไปทาง ทิศบูรพา (ตะวันออก)
วันศุกร์ เอาศีรษะไป ทิศพายัพ (ตะวันออกเฉียงเหนือ) เอาเท้าไปทาง ทิศอาคเนย์ (ตะวันตกเฉียงใต้)
วันเสาร์ เอาศีรษะไป ทิศอุดร (เหนือ) เอาเท้าไปทาง ทิศทักษิณ (ใต้)
""""""หากเราจะนำสิ่งของไปถวายพระภูมิ เช่น ดอกไม้ พวงมาลัย อาหาร และ น้ำ ตลอดกระทั่งไปจุดธูปเทียนบูชา หรือปัดกวาดทำความสะอาดศาล ก็ตามจะต้องเข้าทางทิศที่เป็นเท้า จงอย่าเข้าทางด้านศีรษะเป็นเด็ดขาด และเรียกหรือออกชื่อให้นายทั้ง ๓ ผู้ที่เป็นพี่เลี้ยงหรือคนรับใช้ให้นำสิ่งของเหล่านี้เข้าไปถวายพระภูมิอีกต่อหนึ่งก็จะเป็นสิริมงคล ท่านจะอวยพรให้มีความสมบรูณ์พูนผล ซื้อง่าย ขายคล่อง กำไรงาม คิดอะไรก็จะสมความมุ่งมาดปรารถนาทุกประการ
""""""แต่ถ้าหากว่าฝืนทิศทาง จะโดยเจตนาก็ดี หรือไม่เจตนาก็ดี รู้ก็ดีไม่รู้ก็ดี ท่านก็อาจจะโกรธ จะสาปแช่งหรือบันดาลให้เจ็บไข้ได้ป่วย หรือมีเรื่องราวเดือดร้อนเกิดขึ้นกับตนเองและครอบครัวอย่างไม่คาดคิด
""""""ถ้าหากว่ามีความผิดพลาด ก็จงจุดธูป ๙ ดอก บอกกล่าวขอขมาต่อท่าน สารภาพความผิดกับท่าน สิ่งที่หนักหนารุนแรง ก็จะค่อย ๆ จางหายไป หรือสิ่งที่หนักจะกลับกลายเป็นเบา หรืออาจจะหายเป็นปกติก็ได้ แล้วแต่ท่าน จะเมตตา

โดย......วีรพันธ์ นันเพ็ญ (หนานนันท์)

มหาบุรุษผู้กอบกู้เมืองเขลางค์


พระยาสุลวะฤาไชยสงคราม เป็นชาวลำปางแต่กำเนิด เกิดที่บ้านปงยางคก แขวงหางสัด (ปัจจุบันคืออำเภอห้างฉัตร) มีอาชีพเป็นพรานป่า มีความสามารถในวิชาคชกรรมเรียกกันว่าหมอโพนเพราะเป็นผู้ที่มีความกล้าหาญ ไม่กลัวช้างป่า ได้ช่วยเหลือ ชาวบ้านไล่ช้างที่มาเหยียบข้าวในนาอยู่เป็นประจำ จนได้รับสมญาว่า “ทิพย์ช้าง” เคยอุปสมบทเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดปงยางคก ผลงานของท่านก็คือ ระหว่าง พ.ศ. ๒๒๗๒ ถึง ๒๒๗๕ ทางล้านนาไทยเกิดการจลาจลมีการแย่งชิงอำนาจกัน ล้านนาไทยต้องตก อยู่ภายใต้การปกครองของพม่าเป็นเวลานานกว่า ๒๐๐ ปี ไม่มีใครสามารถกอบกู้บ้านเมืองคืนมาได้ พม่าได้เข้ามาตั้งกองบัญชาการ อยู่ที่เมืองลำพูน มีท้าวมหายศเป็นผู้บัญชาการ นครลำปางในขณะนั้นได้มีบรรดาพระภิกษุสามเณรจากวัดต่างๆ ที่มีความรู้ความสามารถ ในการสู้รบได้รวมตัวกัน และลาสิกขาบทออกมาช่วยกันต่อสู้กับพม่า แต่สู้ไม่ได้จึงถอยและหนีเข้าไปอยู่ในวัดพระธาตุลำปางหลวง ซึ่งเป็นวัดที่มีกำแพงมั่นคงแข็งแรง ภายหลังทัพพม่าของท้าวมหายศได้ตามมาและยิงต่อสู้จนได้ชัยชนะ และเข้าไปคุมทัพตั้งมั่น อยู่ในวัด พระธาตุลำปางหลวง
ต่อมาได้มีพระมหาเถระแห่งวัดพระแก้วชมพู ได้ติดต่อกับหนานทิพย์ช้าง เนื่องจากได้ยินกิติศัพท์ว่าเป็นผู้ มีความสามารถ ความกล้าหาญ เฉลียวฉลาด ให้มาช่วยกันกู้บ้านเมือง หนานทิพย์ช้างได้เล็ดลอดเข้าไปในวัดพระธาตุลำปางหลวง และใช้ปืนใหญ่คาบศิลา ยิงท้าวมหายศตายพร้อมกับขับไล่กองทหารพม่าออกจากนครลำปางได้ หนานทิพย์ช้างจึงได้รับการสถาปนาให้เป็นพระยาสุลวะฤาไชยสงคราม ครองเมืองลำปาง
พระยาสุลวะฤาไชยสงคราม ครองเมืองลำปาง เมื่อปี พ.ศ. ๒๒๗๙ และมีโอรส คือ เจ้าฟ้าชายแก้วได้ครองเมืองลำปางและมีโอรส สืบต่อมาอีก ๗ องค์ ซึ่งถือว่าเป็นตระกูลของเจ้าเจ็ดตน เป็นต้นตระกูลที่ปกครองล้านนาไทยในสมัยเป็นประเทศราชของกรุงเทพ เจ้าทั้งเจ็ดตนซึ่งเป็นโอรสของเจ้าฟ้าชายแก้วและเป็นหลานของพระยาสุลวะฤาไชยสงคราม ได้แก่ เจ้ากาวิละ เจ้าคำโสม เจ้าน้อยคำ เจ้าดวงทิพย์ เจ้าหมูหล้า เจ้าคำฝั้น และ เจ้าบุญมา ซึ่งเจ้าทั้งเจ็ดนี้ต่อมาได้ครองเมืองเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง สืบวงศ์ตระกูล เป็นต้นตระกูลของ ณ เชียงใหม่ ณ ลำปาง ณ ลำพูน และเชื้อเจ็ดตน อันเป็นตระกูล ที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของล้านนา ที่ร่วมสมัยกับประวัติศาสตร์ของกรุงรัตนโกสินทร์ จนกระทั่งถึงในสมัยรัชกาลที่ ๖ ได้ยกเลิกตำแหน่งเจ้าผู้ครองนคร และปรับเปลี่ยนการปกครองเป็น มณฑลต่าง ๆ และเป็นจังหวัด เช่น ในปัจจุบันนี้ จึงเป็นอันสิ้นสุดตำแหน่งเจ้าผู้ครองนคร เหลือไว้แต่ความทรงจำ ทางประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาค้นคว้าเท่านั้น
แหล่งข้อมูล : http://www.phawatsat.ob.tc/history๑๙.html

โดย อรัญญา ฟูคำ

ออกกำลังกายตอนไหนดี

การออกกำลังกายที่ได้ผลดีสำหรับการลดน้ำหนักและกระชับสัดส่วนคือ หลังคุณตื่นนอนตอนเช้าค่ะ เพราะอะไรมาดูกัน
1. การออกกำลังกายตอนเช้าจะทำให้ระบบเผาผลาญของเราทำงานได้ดีกว่าเมื่อเราตื่นนอนตอนเช้า ระบบการเผาผลาญของเรายังทำงานได้ช้า เนื่องจากว่าเมื่อเรานอนหลับ ระบบการเผาผลาญจะทำงานช้าลงมากๆ และมันไม่ได้เริ่มต้นทำงานทันทีที่เราตื่น แต่ต้องหลังจากนี้ประมาณ 1-2 ชั่วโมง แล้วทำไมเราไม่กดปุ่มให้ระบบเผาผลาญเริ่มทำงานตั้งแต่เช้าเลยละ คุณสามารถกระตุ้นให้ระบบการเผาผลาญทำงานหลังจากที่ตื่นได้ด้วยการออกกำลังกายตอนเช้าประมาณ 10 นาที เน้นการเกร็งของกล้ามเนื้อ เมื่อร่างกายมีการใช้พลังงาน มีการเกร็งค้างกล้ามเนื้อ ร่างกายจะกระตุ้นการเผาผลาญให้เริ่มทำงานทันที คุณจะรู้สึกได้ว่า ร่างกายคุณเริ่มอุ่นๆ ขึ้น นั้นก็คือสัญญาณว่าระบบการเผาผลาญของคุณเริ่มทำงานมากขึ้นแล้วค่ะ
2. การออกกำลังกายในตอนเช้าหลังตื่นนอน เป็นการเอาชนะข้ออ้างเรื่องเวลา เมื่อคุณออกกำลังกายในตอนเช้าแล้ว ในระหว่างวันจนถึงเย็น คุณอาจจะต้องทำงานยุ่งจนลืมว่าคุณอยากออกกำลังกาย เมื่อเลิกงานตอนเย็น ก็อาจจะต้องเดินทางไปกับเพื่อนๆ หรือเจ้านายอีก ดังนั้นโอกาสที่คุณจะหวังว่าเย็นนี้จะว่างแล้วไปออกกำลังกายแน่ๆ เป็นไปได้ยากมากค่ะ นอกจากว่าคุณจะว่างจริงๆ
3. การออกกำลังกายในตอนเช้าจะทำให้ระบบเผาผลาญทั้งวันดีขึ้นระบบเผาผลาญของร่างกายก็คล้ายๆ กับเตาไฟที่เผาไหม้ค่ะ มันต้องมีการอุ่นเครื่องก่อน การที่เราออกกำลังกายตั้งแต่เช้า เราก็เหมือนกดปุ่มให้ร่างกายเริ่มเผาผลาญตั้งแต่เช้า หากคุณลองออกกำลังกายตอนเช้าหลังตื่นนอนติดต่อกันสักระยะ ประมาณ 5-7 วันติดต่อกัน คุณจะสังเกตเห็นว่า หลังจากออกกำลังกายตอนเช้าแล้ว คุณจะสดชื่น และไม่ง่วงนอน เหมือนแต่ก่อน และตลอดวัน คุณจะรู้สึกว่าร่างกายสดชื่นมากกว่าง่วงนอน (ยกเว้นว่าคุณนอนไม่พอนะค่ะ) และอารมณ์ต่างๆ ก็จะดีขึ้นด้วย
4. การออกกำลังกายในตอนเช้าทำให้คุณไปทำงานทัน!เพราะว่าคุณควรจะต้องตื่นก่อนปกติประมาณ 10 นาทีเพื่อมาออกกำลังกายในตอนเช้า ดังนั้นคุณจึงตื่นเช้าไปโดยอัตโนมัติ เมื่อออกกำลังกายเสร็จ คุณจะสดชื่น คงจะนอนต่อไม่ไหวอีก (ยกเว้นว่าจะขี้เกียจ) ทำให้คุณมีเวลาทำภาระกิจในตอนเช้า และเดินทางไปทำงานได้ในตอนเช้า
5. การออกกำลังกายในตอนเช้าช่วยลดความเครียดตลอดวันได้เวลาที่เราออกกำลังกาย ต่อมพิทูอิทารีจะหลั่งสารเอนดอร์ฟิน ซึ่งทำให้คุณรู้สึกดี ยิ่งเรามีสารเอนดอร์ฟินมากในกระแสเลือด เราจะรู้สึกดีมากขึ้นเท่านั้น และหากคุณรู้สึกดีตั้งแต่เช้า ตลอดทั้งวันนั้นโอกาสที่คุณจะสะสมความเครียดก็จะน้อยลงไปมาก คุณจะควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ดีขึ้น
6. การออกกำลังกายในตอนเช้าทำให้ร่างกายแข็งแรงกว่ามีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยอินเดียนา เมืองบลูมิงตัน ระบุว่า หากเราออกกำลังกายตอนเช้า จะช่วยทำให้ความดันโลหิตลดลง เพราะความดันหัวใจขณะบีบตัว จะปรับลง 8 จุดใน 11 ชั่วโมง หลังจากออกกำลังกายในตอนเช้า และความดันหัวใจขณะคลายตัวจะลดลง 6 จุด นาน 4 ชั่วโมงหลังจากออกกำลังกายตอนเช้า ในขณะที่ถ้าไปออกกำลังกายตอนเย็นจะไม่ได้ผลลัพท์ดังกล่าวเลย นอกจากนั้นยังมีผลการวิจัยจากวิทยาลัยการแพทย์กีฬาแห่งชาติ (American College of Sports Medicine) ในอินเดียนาโพลิส ยืนยันว่า การที่เราออกกำลังกายตอนเช้า จะเป็นการกระตุ้นให้ต่อมต่างๆ ที่สร้างฮอร์โมนในร่างกายทำงานสูงที่สุด ระดับเทสโทสเทอโรนซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สำคัญในการสร้างกล้ามเนื้อก็จะสูงสุดในตอนเช้าเช่นกัน ดังนั้นคุณจึงเห็นผลลัพท์ได้เร็วกว่า

ที่มา : adytip.com
โดย เสาวภาคย์ คงแสง

วันอังคารที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2553

อร่อยๆกับขนมล้านนา ๗


...................สวัสดีครับพบกันอีกครั้งประจำเดือนนี้เดือนตุลาคม ทุกท่านคงรู้จักขนมที่มีรูต้องกลางกันทุกคนนะครับขนมนั้นคือขนมโดนัทนั้นเอง คงจะเคยท่านกันบางนะครับมีแบบบ้านๆราคาชิ้นละห้าบาทจนถึงอันเกือบร้อยบาท มียี่ห้อดังรู้จักกันทั่วจนถึงขายตามแผงลอยทั่วไป ผมยังจำได้เมื่อสมัยเด็กได้ทานโดนัทที่เขาโรยน้ำตาลใส่ห่อละสิบชิ้นต่อหนึ่งห่อชิ้นละบาท และก้พัฒนามากินโดนัทยี่ห้อดังในห้างตอนอยู่มัธยมต้น แต่พอทำงานทางเหนือก็พบกับขนมโดนัทของเมืองเหนือที่เข้าเรียกขนมนี้ว่า “ขนมวง” หรือออกเสียงทางเหนือว่า “เข้าหนมวง” รูปร่างโดนัทดีๆนี้เองแต่แทนที่จะโรยน้ำตาลทรายกับโรยด้วยน้ำอ้อยแทนและมีขนาดเล็กว่าโดนัทขนาดปกติพอทานครั้งแรกมันอร่อยดีครับ การทำให้เป็นวงและมีรูตรงกลางซึ้งเป็น สัญญาลักษณ์ ของโดนัทก็ใช้ปั้นแล้วม้วนมาต่อกันไม่เหมือนโดนัทที่ใช้เครื่องบีบทำวงครับ เราคุยถึงส่วนผสมและวิธีทำกันนะครับเผื่อท่านจะนำไปทำทานกันเล่นช่วงวันหยุดกันนะครับ
ส่วนผสม
..........๑.แป้งข้าวเหนียว ๑ กิโลกรัม
..........๒.กล้วยน้ำว้าสุก ๕ ลูก
..........๓.ไข่ไก่ ๓ ฟอง
..........๔.น้ำอ้อยป่น ๑ ถ้วย
**ส่วนผสมที่เป็นกล้วยน้ำว้าอาจจะเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นได้ ตามความต้องการ เช่น ฟักทอง กล้วยหอม แตงไท เป็นต้น**
วิธีทำ
..........๑. ผสมแป้งข้าวเหนียวและกล้วยน้ำว้าสุก นวดให้เข้ากัน
..........๒. ใส่ไข่ไก่ นวดให้เข้ากัน
..........๓. เติมน้ำทีละน้อย นวดไปเรื่อย ๆ
..........๔. นวดจนส่วนผสมเข้ากัน และติดกันเป็นก้อน
..........๕. หยิบแป้งมาคลึงให้เป็นเส้นยาว แล้วนำปลายมาชนกันเป็นวงกลม
..........๖. ตั้งน้ำมันให้ร้อน นำแป้งที่เตรียมไว้ลงทอด
..........๗. พอขนมเหลืองทั่ว ตักขึ้นใส่ตะแกรงพักไว้
..........๘. เคี่ยวน้ำอ้อยจนเหนียวได้ที่ หยอดลงบนหน้าขนมวง
เคล็ดไม่ลับ
ก่อนนำขนมลงทอด ให้ใส่ใบเตยลงไปทอดก่อนแล้วตักขึ้น เพื่อให้น้ำมันมีกลิ่นหอม
ข้อมูลจาก
“อาหารพื้นบ้านล้านนา” บนเว็บไซต์ของศูนย์สนเทศภาคเหนือ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
http://library.cmu.ac.th/ntic/lannafood
รัตนา พรหมพิชัย. (2542). เข้าหนมจ็อก. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ (เล่ม 2, หน้า 821). กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.