วันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2553

พิธีสืบชะตาคน


พิธีสืบชะตาคนจะจัดทำในโอกาสต่าง ๆ กัน เช่น ขึ้นบ้านใหม่ ภายหลังจากการเจ็บป่วย หรือทำในโอกาสที่หมอดูทำนายทายทักว่าดวงชะตาไม่ดี บางครั้งทำเพื่อสะเดาะห์เคราะห์ ภายหลังจากประสบเคราะห์กรรม เมื่อสืบชะตาแล้วเชื่อว่าจะช่วยเสริมสร้างดวงชะตาให้ดีขึ้น อีกทั้งเป็นการบำรุงขวัญและกำลังใจของผู้ที่ประสบจากเคราะห์กรรมหรือผู้เจ็บป่วย ให้กลับคืนสภาพปกติ สถานที่ประกอบพิธีใช้บริเวณบ้านของผู้ที่จะสืบชะตา โดยจะใช้ห้องโถง ห้องรับแขก ลานบ้าน ก็ได้ สำหรับสิ่งของที่ต้องใช้
๑. ไม้ง่ามขนาดเล็กนำมามัดรวมกัน มีจำนวนมากกว่าอายุผู้สืบชะตา ๑ อัน
๒. ไม้ค้ำศรียาวเท่ากับความสูงของผู้เข้าพิธี ๓ ท่อน
๓. กระบอกข้าว กระบอกทราย กระบอกน้ำ
๔. สะพานลวดเงิน - ทอง เบี้ยแถว (ใช้เปลือกหอยแทน )
๕. หมากแถว มะพร้าวอ่อน กล้วย อ้อย หมอน เสื่อ ดอกไม้ธูปเทียนและมีเทียนชัยเล่มยาว ๑ เล่ม
การจัดสถานที่ ใช้ไม้ค้ำศรีทำเป็นกระโจมสามเหลี่ยม ตรงกลางเป็นที่ว่างสำหรับวางสะตวงและสิ่งของเครื่อใช้ในพิธี จัดที่ว่างใกล้ ๆ กระโจมให้เป็นที่นั่งสำหรับผู้เข้าไปรับการสืบชะตา แล้ววนด้านสายสิญจน์ 3 รอบ โยงกับเสากระโจมทั้งสามขา แล้วนำไปพันรอบพระพุทธรูป และพระที่สวดทำพิธี โดยปกติการสืบชะตาคนโดยทั่วไปใช้พระสงฆ์ประกอบพิธี ๙ รูป ส่วนการการสืบชะตาคนพร้อมกับขึ้นบ้านใหม่ใช้พระ ๕ รูปขึ้นไป เพื่อสวดพระปริตร สวดชยันโต ให้ศีลให้พร ฟังเทศน์ สังคหะ และเทศน์สืบชะตา ตัวแทนที่เข้าไปนั่งในสายสิญจน์คือผู้นำครอบครัวหรือผู้ที่อาวุโสสูงสุดในครอบครัว เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและครอบครัว

ที่มา : สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดแพร่
โดย...สุภาภรณ์ เรือนหล้า นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

สมุนไพรมหัศจรรย์...มะตูม


สมุนไพรเป็นสิ่งมหัศจรรย์จากธรรมชาติ ที่บรรพบุรุษไทยของเราใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านศึกษาอย่างชาญฉลาด จนนำไปสู่การปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยในการดูแลสุขภาพกาย ใจ อย่าง น้ำมะตูม เครื่องดื่มประจำครอบครัวของคนไทยมาตั้งแต่ยุคโบราณกาลที่มีสรรพคุณทางยา และมีคุณประโยชน์ทางอาหารมากมาย จึงถือได้ว่า มะตูม เป็นพืชสมุนไพรยอดฮิตชนิดหนึ่ง ที่ตลาดสมุนไพรขาดไม่ได้ และผู้บริโภคก็หาซื้อได้ง่าย
มะตูมเป็นไม้ยืนต้น โดยมีชื่อพื้นเมืองหลายอย่างและใช้เรียกกันแตกต่างไป เช่น ตูม ตุ่มตัง กะทันตาเถร (ปัตตานี) มะปิน (เหนือ) บักตูม หมากตูม (อีสาน) สำหรับผู้ที่รักและห่วงใยสุขภาพเท่านั้น ซึ่งนิยมนำมะตูมแว่นมาต้มเป็น น้ำมะตูม ที่มีกลิ่นหอม สำหรับดื่มให้ชื่นใจ แก้กระหายน้ำ แถมยังให้คุณค่าอื่น ๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอีกมากมายด้วย เช่น เปลือกของรากและลำต้นของมะตูม สามารถลดไข้ และใช้เป็นยารักษาไข้มาลาเรียในสมัยก่อน ขับลมในลำไส้ ราก แก้พิษฝี พิษไข้ รักษาน้ำดี ใบสด แก้ไอ ขับเสมหะ หากมีอาการหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ให้เอาใบมะตูมดิบๆ มาคั้นเอาน้ำเพื่อดื่ม ช่วยบรรเทาอาการไอและเสมหะเรื้อรังลงได้มี
ผลมะตูม ผลอ่อนที่มีสีเขียว ใช้เป็นยาเจริญอาหาร ขับลมในท้อง ผลแก่แก้เสมหะ ช่วยย่อยอาหาร และยังสามารถเอาผลสุกมาชงดื่มเป็นยาแก้ร้อนใน หรือ เอามะตูมตากแห้งมาต้มเป็นชาสมุนไพรก็จะได้ผล็อย่างเดียวกัน นอกจากนี้ ผลดิบแห้งยังใช้แก้บิด และแก้ท้องเสียในเด็กได้ด้วย ส่วนผลสุกนั้นกลับเป็นยาระบาย ช่วยย่อยอาหารได้ดีโดยเฉพาะในเด็ก
การดื่ม น้ำมะตูม เย็นๆ ยังสามารถทำให้อารมณ์ที่ร้อนรุ่มขุ่นมัวของคุณเย็นลงได้อย่างน่ามหัศจรรย์ พร้อมเติมพลังให้กับร่างกายในยามที่อ่อนล้า คนโบราณยังเชื่ออีกว่าว่า มะตูม เป็นไม้มงคลชนิดหนึ่งที่ควรมีไว้ในบริเวณบ้าน จะสามารถทำให้เกิดกำลังใจ และความมานะพยายามที่จะต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ในชีวิต นอกจากนี้ มะตูม ยังมีความเกี่ยวข้องกับพิธีกรรม และพิธีมงคลของไทย อย่างเช่น เวลาเข้ากราบบังคมลาพระเจ้าแผ่นดินไปรับราชการ หรือ ศึกษาต่อ ณ ต่างประเทศ ก็จะได้รับพระราชทานใบมะตูมเป็นสิริมงคล
งานสมรสพระราชทานคู่บ่าวสาวก็จะมีใบมะตูมทัดหู การทำน้ำมนต์เพื่อสะเดาะเคราะห์ และการครอบครูก็จะใช้ใบมะตูมเป็นองค์ประกอบในพิธี อีกทั้ง มะตูม ยังช่วยป้องกันสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ได้อีกด้วย

โดย....ลักขณา แสงแก้ว นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

รู้จัก ของไหว้สารทจีน วันสารทจีน


สารทจีน หรือ วันสารทจีน ปีนี้ตรงกับวันอังคารที่ 24 สิงหาคม 2553 ตามปฏิทินจีนโบราณ เดือน 7 ถือเป็นเดือนสำคัญที่ลูกหลานจะแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ และยังเป็นเวลาที่ประตูนรกเปิดให้บรรดาภูตผีออกเร่ร่อนตามสถานที่ต่างๆ ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้อาถรรพ์ ชาวจีนจึงมีการเซ่นไหว้ด้วยของไหว้ สารทจีน หลากความหมาย ที่ปฏิบัติสืบกันมาเนิ่นนานใน..เทศกาลวันสารท ทั้งนี้ ในรอบหนึ่งปี คนจีนจะมีไหว้เจ้าใหญ่ 8 ครั้ง เรียกว่าไหว้ 8 เทศกาลโป๊ะโจ่ย การไหว้เจ้า สารทจีน หรือ วันสารทจีน ถือเป็นการไหว้ครั้งที่ 5 ตรงกับวันที่ 15 เดือน 7 ซึ่งถือกันว่าเป็นเดือนผี เป็นเดือนที่ประตูนรกปิดเปิดให้ผีทั้งหลายมารับกุศลผลบุญได้ ตำราจีนหนึ่งกล่าวไว้ว่า วันที่ 15 เดือน 7 เป็นวันที่เช็งฮีไต๋ตี๋จะตรวจดูบัญชีวิญญาณคนตาย ส่งวิญญาณดีขึ้นสวรรค์ และส่งวิญญาณร้ายลงนรก ชาวจีนทั้งหลายรู้สึกสงสารวิญญาณร้าย จึงทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ นรก..จึงเปิดประตู เพื่อให้วิญญาณร้ายออกมารับกุศลผลบุญได้ ในวัน สารทจีน นั่นเอง
การไหว้ในเทศกาล สารทจีน ต่างจากการไหว้ในเทศกาลอื่นๆ ตรงที่แบ่งการไหว้ สารทจีน ออกเป็น 3 ชุด ดังนี้ ของไหว้ สารทจีน ชุดแรก สำหรับไหว้เจ้าที่ จะไหว้ในตอนเช้า มีอาหารคาวหวาน ขนมไหว้ สารทจีน ก็ใช้ ถ้วยฟู กุ้ยไช่ ซึ่งต้องมีสีแดงแต้มเป็นจุดเอาไว้ ส่วนขนมไหว้พิเศษที่ต้องมีซึ่งเป็นประเพณีของ สารทจีน คือ ขนมเข่ง ขนมเทียน นอกจากนั้นก็มีผลไม้ น้ำชา หรือเหล้าจีน และกระดาษเงิน กระดาษทอง
ของไหว้ สารทจีน ชุดที่สอง สำหรับไหว้บรรพบุรุษ คล้ายของไหว้เจ้าที่ พร้อมด้วยกับข้าวที่บรรพบุรุษชอบ ตามธรรมเนียม สารทจีน ต้องมีน้ำแกง หรือขนมน้ำใสๆ วางข้างชามข้าวสวย และน้ำชา จัดชุดตามจำนวนของบรรพบุรุษ และที่ขาดไม่ได้ในเทศกาล สารทจีน ก็คือ ขนมเข่ง ขนมเทียน ผลไม้ และกระดาษเงินกระดาษทอง
ของไหว้ สารทจีน ชุดที่สาม สำหรับไหว้วิญญาณพเนจร ซึ่งไม่มีลูกหลานกราบไหว้ เรียกว่า ไป๊ฮ๊อเฮียตี๋ จะต้องไหว้นอกบ้าน ของไหว้ สารทจีน มีทั้งของคาวหวานกับผลไม้ตามต้องการ และที่พิเศษคือ มีข้าวหอมแบบจีนโบราณ คอปึ่ง เผือกนึ่งผ่าซีกเป็นเสี้ยวใส่ถาด เส้นหมี่ห่อใหญ่ เหล้า น้ำชา และกระดาษเงินกระดาษทองจัดทุกอย่างวางอยู่ด้วยกันสำหรับเซ่นไหว้ ในวัน สารทจีน
ข้อความข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพระเจ้าใกล้ตัว ที่หลายท่านคุ้นเพราะเคยได้ยิน ได้ฟังเรื่องราวจากผู้เฒ่าผู้แก่มาตั้งแต่เด็ก ในเชิงของตำนานพื้นบ้านที่มีอภินิหารผสมอยู่ด้วย เล่าสู่กันฟังเพื่อความสนุก จึงอยากเชิญให้ท่านลองทำความรู้จักกับพระเจ้าองค์เดิมที่นับถือมานาน รวมถึงพระเจ้าองค์อื่นๆ ที่เหลือในแง่มุมที่มีหลักฐานอ้างอิงได้ ตลอดจนสถานะของเทพแห่งโชคลาภ เผื่อการไหว้พระไหว้เจ้าใน สารทจีน จะมีคุณค่า และความหมายยิ่งขึ้น ที่สำคัญ สารทจีน สะท้อนให้คนเราเห็นว่า เมื่อมีชีวิตอยู่ควรกระทำตัวให้เป็นบรรพบุรุษที่ดี ให้ลูกหลานเคารพ และกราบไหว้บูชาแม้ยามจากไป ยังดีกว่าจะรอให้คนทั่วไปมาเซ่นไหว้ไหว้ตามข้างทาง ขึ้นอยู่ที่ว่า..คุณจะเลือกเป็นบรรพบุรุษแบบไหน
ที่มา : hilight.kapook.com/view/14824
โดย......จิราภรณ์ กาญจนา นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

ปฐมเหตุ ของประเพณีการทอดกฐินเกิดขึ้นในสมัยพุทธกาล


"""""""สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น พระภิกษุชาวปาไฐยรัฐจำนวน ๓๐ รูป ล้วนถืออารัญญิกธุดงค์ บิณฑปาติกธุดงค์ และเตจีวริกธุดงค์เดินทางไปพระนครสาวัตถีเพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจวนถึงวันเข้าพรรษา แต่ไม่สามารถที่จะเดินทางให้ทันวันเข้าพรรษาในพระนครสาวัตถีได้ จึงจำพรรษา ณ.เมืองสาเกต ครั้นล่วงไตรมาส ภิกษุเหล่านั้นออกพรรษาทำปวารณาเสร็จแล้วจึงออกเดินทางต่อเพื่อไปเฝ้าพระบรมศาสดา ณ พระเชตวัน เขตพระนครสาวัตถี เมื่อฝนยังตกชุกพื้นภูมิภาคเต็มไปด้วยน้ำจึงเป็นหล่มเลน พระภิกษุเหล่านั้นมีจีวรที่เก่าคร่ำคร่าเปียกชื้นด้วยน้ำฝนและเปื้อนโคลน เดินทางไปจนถึงพระนครสาวัตถีด้วยความลำบาก พระพุทธเจ้าจึงทรงถือเอาเหตุการณ์นี้เป็นมูลเหตุ ทรงมีพุทธานุญาตให้พระภิกษุที่จำพรรษาครบสามเดือนกรานกฐินได้ และให้ได้รับอานิสงส์ ๕ ประการ คือ
๑. เที่ยวไปได้โดยไม่ต้องบอกลา

๒. จาริกไปโดยไม่ต้องเอาผ้าไตรจีวรไปครบสำรับ

๓. ฉันอาหารเป็นหมู่คณะได้

๔. เก็บอดิเรกจีวรไว้ได้ตามปรารถนา

๕. จีวรอันเกิดในกฐินกาลเป็นของเธออานิสงส์นี้อยู่ในช่วงเวลา ๑ เดือน โดยนับตั้งแต่วันออกพรรษาแล้วเท่านั้น

""""""""ในปัจจุบันนี้ พิธีทอดกฐินส่วนใหญ่เป็นการหาเงินเข้าวัด โดยมีผ้าไตรสำรับหนึ่งเป็นหลักเพื่อใช้ในพิธีการ ส่วนเงินที่ได้ก็จะนำไปใช้ทะนุบำรุงในกิจการพระพุทธศาสนา เช่น สร้างโบสถ์ วิหาร ฯลฯ. ซึ่งก็เป็นอานิสงส์เป็นบุญกุศลแก่ผู้มาร่วมงาน แต่พิธีกฐินนี้ พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติให้ใช้ในกิจของสงฆ์เท่านั้น จะใช้ในกิจภายนอกพระพุทธศาสนา เช่น กฐินช่วยเด็กยากจน กฐินสร้างโรงเรียน กฐินใช้หนี้ครู กฐินช่วยใช้หนี้ชาวไร่ชาวนา หรือกฐินช่วยชาติไม่ได้ เนื่องจากผิดวัตถุประสงค์ เพราะทายกทายิกามีความประสงค์ที่จะถวาย แก่สงฆ์ผู้ทรงศีลในพระพุทธศาสนาเท่านั้น

โดย...... สุพัชรีย์ เป็งอินตา นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

นุ่งผ้าใหม่วันไหนดี


สมัยก่อนโบราณเค้าจะถือเรื่องฤกษ์ยามวันเวลามาก นุ่งผ้าใหม่ ก็ต้องมีวันที่ใช้นุ่งครั้งแรก มีดังนี้ นะคะ

  • วันอาทิตย์ ชนะศัตรู
  • วันจันทร์ เป็นที่รักของคนทั้งหลาย
  • วันอังคาร มีทุกข์ เกิดศัตรู โดนทำร้าย เสียเลือด เสียเนื้อ
  • วันพุธ มีความสุขมาก
  • วันพฤหัส เป็นสวัสดิ์มงคล
  • วันศุกร์ มีลาภ มีทรัพย์มาก
  • วันเสาร์ มีทุกข์ มีโศก เกิดโรค ภัยต่างๆ

วันที่ตัดผม

  • วันอาทิตย์ อายุยืน
  • วันจันทร์ มีลาภ
  • วันอังคาร เกิดศัตรู โดนทำร้าย เสียเลือด เสียเนื้อ
  • วันพุธ มีปากเสียง เกิดการทะเลาะวิวาท ผิดสัญญา
  • วันพฤหัส เทวดารักษา
  • วันศุกร์ มีลาภ
  • วันเสาร์ สรรพประสิทธิ์ ดีแล
    โดย.......น้ำทิพย์ มณฑาทอง นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

ประโยชน์ของกุยช่าย


ทราบหรือไม่ว่าผักกุยช่ายมีประโยชน์อะไรบ้าง วันนี้เรามี เรื่องนี้มาบอก

๑. แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม และแก้ท้องผูก โดยใช้ใบสดตำให้ละเอียดคั้นเอาแต่น้ำดื่ม หรือนำไปผัดรับประทาน เพราะกุยช่าย มีใยอาหารมาก จึงช่วยกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวได้ดี

๒. แก้อาการฟกช้ำ โดยใช้ใบสดตำละเอียด แล้วพอกบริเวณที่มีอาการ เพื่อบรรเทาปวดและแก้อาการห้อเลือดได้

๓. แก้อาการปัสสาวะกะปริบกะปรอย โดยใช้เมล็ดแห้งต้มรับประทาน หรือจะทำเป็นยาเม็ดรับประทานก็ได้

๔. รักษาโรคหูน้ำหนวก โดยใช้น้ำที่คั้นได้จากใบสดทาในรูหู

๕. บำรุงน้ำนม คนไทยโบราณเชื่อว่า แม่ลูกอ่อนกินแกงเลียงใส่ผักกุยช่าย จะช่วยบำรุงน้ำนมได้ดี

โดย.........อาริยา ยิ้มแก้ว นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ
วันกับเดือนที่ห้ามตั้งศาล
โดย...วีรพันธ์ นันเพ็ญ (หนานนันท์)
เดือน ๑ (อ้าย) ห้ามตั้งศาล วันพฤหัสบดี และ วันเสาร์
เดือน ๒ (ยี่) ห้ามตั้งศาล วันพุธ และวันศุกร์
เดือน ๓ ห้ามตั้งศาล วันอังคาร
เดือน ๔ ห้ามตั้งศาล วันจันทร์
เดือน ๕ ห้ามตั้งศาล วันพฤหัสบดี และ วันเสาร์
เดือน ๖ ห้ามตั้งศาล วันพุธ และวันศุกร์
เดือน ๗ ห้ามตั้งศาล วันอังคาร
เดือน ๘ ห้ามตั้งศาล วันจันทร์
เดือน ๙ ห้ามตั้งศาล วันพฤหัสบดี และ วันเสาร์
เดือน ๑๐ ห้ามตั้งศาล วันพุธ และวันศุกร์
เดือน ๑๑ ห้ามตั้งศาล วันอังคาร
เดือน ๑๒ ห้ามตั้งศาล วันจันทร์

สำหรับในวันอาทิตย์นั้น ไม่มีการห้ามแต่ประการใด จะตั้งหรือจัดทำได้ตลอดทุกเดือนหรือตลอดทั้งปี แต่ก็ต้องตรวจดูให้ดีเสียก่อน ถ้าหากว่าในปีใด วันอาทิตย์ตรงกับวันอุบาทว์ หรือวันโลกาวินาศ ก็จงงดไว้ก่อน
แต่บางคนก็ยังเข้าใจกันว่า วันอาทิตย์นั้นเป็นวันที่ร้อนแรงมากที่สุด กลัวว่าเมื่อตั้งหรือจัดทำลงไปแล้ว จะมีแต่เรื่องเดือดร้อนอยู่เป็นนิจ จึงไม่นิยมที่จะทำกันในวันนี้ แต่ผู้ที่ทำงานตามภารกิจหน้าที่ อาจมีเวลาว่างเพียงวันอาทิตย์ เพียงวันเดียวก็ทำหรือตั้งได้ แต่หมอผู้ตั้งจะต้องทำพิธีแก้ไข สิ่งที่มีความร้อนแรงนี้ให้กลายเป็นเย็นสบาย ด้วยเวทมนตร์ คาถาอาคม แก้เคล็ดให้ถูกวิธี ก็จะสมบรูณ์พูนผลร่ม เย็นสบาย และ มั่งมีศรีสุขขึ้นตามลำดับ

วันที่เป็นมงคลในการตั้งศาล
จะเป็นข้างขึ้นหรือข้างแรมของทุกเดือนก็แล้วแต่ต้องคำนวณออกฤกษ์ให้ตรงกับวันที่ต้องห้าม แล้วจงนำเข้ามาผสมประสานกับวันที่เป็นมหามงคลที่ได้เลือกสรร และ คำนวณไว้แล้ว ว่าเป็นวันที่ดีที่สุดตลอดปี
ข้างขึ้น ๒ ค่ำ ๔ ค่ำ ๖ ค่ำ ๙ ค่ำ และ ๑๑ ค่ำ เป็นวันมงคล
ข้างแรม ๒ ค่ำ ๔ ค่ำ ๖ ค่ำ ๙ ค่ำ และ ๑๑ ค่ำ เป็นวันมงคล เช่นกัน