วันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2553

อร่อยๆกับขนมล้านนา ๕

................สวัสดีครับพบกันเป็นครั้งที่ ๕ เรื่องเกี่ยวกับขนมล้านนา วันนี้ผมจะนำเสนอที่ทางเหนือเรียกกันว่า “ ขนมลิ้นหมา” หรือ “เข้าหนมเปี่ยง” หรือ “เข้าเปี่ยง” แต่ที่รู้จักดีก็ในชื่อ.ใใ.“ ขนมลิ้นหมา” เมื่อก่อนตอนผมเป็นเด็กผมได้ไปบ้านยายที่จังหวัดแพร่ การจะทำ “ ขนมลิ้นหมา” นั้น มีการนำข้าวเหนียวดำ หรือที่เหนือเรียกกว่า ข้าวกล่ำ ที่จะทำขนมมาตำด้วยครกกระเดื่องให้ได้แป้งละเอียด แล้วทำการล่อนแป้งนำแป้งที่ได้เติมน้ำแล้วนำมาตำในครกกระเดื่อง อีกครั้ง ซึ้งในขั้นต้อนนี้เป็นการนวดแป้งให้เข้ากัน ผมชอบช่วยตอนนี้ละครับเด็กๆช่วยกันเยียบครกกระเดื่อง ให้ผู้ใหญ่กลับแป้งตำไปเลื่อยๆจนเข้ากันหนืดได้ที่ ก็นำไปใส่ใบตอง นึ่งพอส่งออกมาร้อนๆ เอามากินกันอร่อยมากๆ บางคนก็เอามะพร้าวขูดใส่ แต่ปัจจุบันมีแป้งสำเร็จรูปไม่ต้องมานั่งตำ ทำให้ไม่มีการรวมญาติร่วมกันทำงานทำให้ความสัมพันธ์ในหมู่ญาติลดลง แต่ก็ยังดีนะครับว่าพอให้ “ ขนมลิ้นหมา” ทานได้ตามท้องตลาด ที่นี้เรามาเข้าขั้นตอนการทำว่าเข้าทำยังไงกัน มีส่วนประสมอะไรบางเผื่อผู้อ่านจะได้นำไปทำทานเองหรือทำไปทำบุญในช่วงเข้าพรรษานี้ก็ได้ครับ
..............ส่วนผสม
..............๑. แป้งข้าวเหนียวดำ ๓ ถ้วย
..............๒. แป้งข้าวเหนียวขาว ๑ ถ้วย
..............๓. น้ำตาลทราย ๒ ช้อนโต๊ะ
..............๔. เกลือป่น ๑ ช้อนชา
..............๕. มะพร้าวมะพร้าวขูด ๑ ถ้วย
..............ขั้นตอนการทำ
..............๑. ผสมแป้งข้าวเหนียวดำและขาว ใส่น้ำ นวดให้เข้ากัน
..............๒. ฉีกใบตองขนาด ๖ นิ้ว ทาน้ำมันบนใบตองให้ทั่ว
..............๓. วางแป้งลงบนใบตอง กดให้แบนและยาว
..............๔. พับใบตองซ้ายขวา พับหัวท้าย เป็นรูปสี่เหลี่ยม
..............๕. ใส่ขนมลงในลังถึงนึ่งประมาณ ๒๐ นาที
..............๖. นำขนมไปนึ่งให้สุก แกะใบตองออก นำมาคลุกกับมะพร้าวขูด โรยด้วยน้ำตาลทราย
เคล็ดไม่ลับ
...............- การนวดแป้งให้เหนียวจนหนืด ต้องค่อยๆ เติมน้ำ และนวดไปเรื่อยๆ ควรระวังไม่ให้แป้งเละจนเกินไป จะทำให้เสียรสชาติ
...............- การนึ่งโดยการตะแคงห้ช่อขนมจะทำให้สุกง่าย

ข้อมูลจาก
“อาหารพื้นบ้านล้านนา” บนเว็บไซต์ของศูนย์สนเทศภาคเหนือ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
http://library.cmu.ac.th/ntic/lannafood

สวัสดีครับ
เขียนโดย นายชิตพร พูลประสิทธิ์ นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำปาง

วันอังคารที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

องค์ความรู้เรื่องการสานชะลอม

"""""""""ชะลอม จัดเป็นเครื่องจักสานอีกประเภทหนึ่งถือเป็นงานหัตถกรรม ที่แสดงให้เห็นถึง
ภูมิปัญญาอันเฉลียวฉลาดของคนในท้องถิ่นในชนบทที่สามารถนำอุปกรณ์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติมาประยุกต์เป็นวัตถุดิบ เพื่อประดิษฐ์เครื่องใช้ในการดำรงชีวิตประจำวัน โดยเน้นประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก ชะลอมเป็นภาชนะสานโปร่งด้วยลายเฉลว ก้นเป็นรูป 6 เหลี่ยม ตัวกลม ที่ปากจะเหลือตอกไว้ สำหรับมัดปิดของที่อยู่ภายใน และใช้เป็นที่หิ้วไปด้วย ชะลอมจะมีความสูงโดยประมาณ 25 - 30 ซ.ม. ชะลอมใช้ใส่ข้าวของสำหรับเดินทางซึ่งได้แก่ พวก ผลไม้ และของแห้งต่าง ๆ
วัสดุอุปกรณ์
๑) ตอกที่จักสำเร็จกว้าง 1 ซ.ม. ยาว 180 ซ.ม. 12 เส้น ๒)หวายเทียมยาวประมาณ 2 เมตร 1 เส้น
๓) ตัวหนีบขนาดกลาง 6 ตัว


ขั้นตอนการสานชะลอม
ขั้นที่ 1 นำตอกมาวางซ้อนกันเป็นรูปกากบาทโดยให้เส้นที่ 1 ด้านบนทแยงไปทางซ้ายมือ
ตอกเส้นที่ 2 ด้านบนทแยงไปทางขวามือ
ขั้นที่ 2 นำตอกมาสอดสลับทั้ง 2 ด้านให้ตอกแนวขวางเส้นที่ 1 ด้านบนทับเส้นขวามือและสอดใต้เส้นซ้ายมือ
ขั้นที่ 3 นำตอกมาทับเส้นแนวขวางเส้นล่างแล้วสอดเส้นแนวขวางด้านบนจากนั้นนำมาทับเส้นแนว ทแยง
ขั้นที่ 4 นำตอกเส้นที่ 5 มาสอดเส้นแนวขวางด้านล่าง ทับเส้นแนวขวางด้านบนจากนั้นสอดเส้นแนวทแยง
ขั้นที่ 5 นำตอกเส้นที่ 6 มาทับเส้นแนวทแยงขวาง แล้วสอดเส้นแนวขวางด้านล่างทับเส้นแนวทแยง เส้นที่ 2 สอดเส้นแนวขวางด้านบน
ขั้นที่ 6 ยกตอกเส้นแนวทแยงขวางเส้นที่ 2 ทับเส้นแนวขวางด้านล่าง
ขั้นที่ 7 นำตอกเส้นที่ 7 มาสอดใต้เส้นทแยงทางขวามือด้านล่าง ทับเส้นที่ 2 สอดเส้นแนวขวางด้านล่าง ทับเส้นแนวขวางด้านบน
ขั้นที่ 8 นำตอกเส้นที่ 8 มาสอดเส้นแนวตั้งเส้นที่ 1 ทับเส้นแนวตั้งเส้นที่ 2 สอดเส้นแนวทแยงทับ เส้นแนวตั้งเส้นที่ 3 สอดเส้นแนวทแยงเส้นที่ 2 ยกเส้นแนวตั้งเส้นที่ 3 ทับเส้นแนวทแยง เส้นที่ 1
ขั้นที่ 9 นำตอกเส้นที่ 9 สอดเส้นแนวขวางด้านบนทับเส้นที่ 2 สอดใต้เส้นแนวตั้งเส้นที่ 1 ทับเส้น แนวขวางด้านล่าง สอดใต้เส้นแนวตั้งเส้นกลางทับเส้นแนวตั้งยกเส้นแนวขวางด้านล่างทับ เส้นแนวตั้งเส้นแรก
ขั้นที่ 10 นำตอกเส้นที่ 10 สอดใต้เส้นแนวตั้งเส้นแรกทับเส้นที่ 2 สอดเส้นแนวทแยงด้านล่างทับ เส้นแนวตั้งเส้นที่ 3 สอดเส้นแนวทแยงเส้นกลางเส้นที่ 2 ทับ เส้นแนวทแยงเส้นที่ 3 ยกเส้นแนวตั้งเส้นที่ 1 ด้านขวามือทับเส้นแนวทแยงด้านล่าง
ขั้นที่ 11 นำตอกเส้นที่ 11 มาสอดใต้เส้นแนวทแยงด้านล่าง (เส้นที่ 1) ทับเส้นแนวทแยงด้านล่าง (เส้นที่ 1) ทับเส้นแนวทแยงเส้นที่ 2 สอดเส้นแนวขวางด้านล่างทับเส้นแนวทแยงด้านบน สอดเส้นแนวขวางเส้นที่ 2 ด้านล่าง ทับเส้นที่ 2 ด้านบน สอดเส้นแนวขวางด้านบนเส้นที่ 1
ยกเส้นแนวทแยงด้านบนทับเส้นแนวขวางด้านล่าง
ขั้นที่ 12 นำตอกเส้นที่ 12 สอดเส้นแนวขวางด้านล่างเส้นที่ 1 ทับเส้นที่ 2 สอดเส้นแนวตั้งด้านขวามือ ทับเส้นแนวขวาง ด้านบนเส้นที่ 2 สอดเส้นแนวตั้งเส้นที่ 2 ด้านขวามือ ทับเส้นแนวขวาง เส้นแรกด้านบนสอดเส้นแนวตั้งเส้นที่ 2 ด้านซ้ายมือทับเส้นแนวตั้งทางขวามือ ยกเส้นแนว ขวางด้านบน เส้นที่ 2 ทับเส้นแนวตั้งทางขวามือเส้นแรก
ขั้นที่ 13 ยกเส้นข้างริมแนวขวางทั้ง 2 เส้นทับเส้นแนวทแยงด้านบน สอดเส้นแนวขวาง เส้นที่ 2 ด้านล่าง
ขั้นที่ 14 ยกเส้นริมอีกเส้นทับเส้นแนวขวางเส้นที่ 2 นำเส้นริมทั้ง 2 มุม แนวขวางมาไขว้กัน เป็นรูปกากบาท ยกเส้นที่ 2 แนวขวางด้านบน ทับส้นริมด้านล่าง (แนวขวาง)
ขั้นที่ 15 ยกเส้นริมด้านบนทับเส้นแนวขวางเส้นที่ 2 ด้านล่าง
ขั้นที่ 16 ทำเหมือนกันทุกด้าน
ขั้นที่ 17 จับสองเส้นคู่กากบาทที่เหลือไขว้กันถักต่อขึ้นไปเรื่อย ๆ เหมือนกันทุกด้าน
ขั้นที่ 18 เมื่อสานชะลอมเสร็จแล้ว รวบทำหูหิ้วชะลอมโดยรวบตอกที่สานข้างละ 6 เส้นแล้วใช้หวายเทียมพันให้สวยงาม
ขั้นที่ 19 รวบทำหูหิ้วชะลอมโดยรวบตอกที่สานข้างละ 6 เส้น
ขั้นที่ 20 จากนั้นใช้หวายเทียมพันให้สวยงาม

โดย รัตนา

วันจันทร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

สนสะพายควาย


การสนสะพายควาย เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้าน ซึ่งใช้บังคับกระบือที่มีกำลังมหาศาล ให้เชื่อฟังและเชื่อง เกษตรกรได้เรียนรู้จากประสบการณ์การเลี้ยงกระบือพบว่า จุดอ่อนของกระบืออยู่ตรงกลางเนื้อจมูก ระหว่างรูจมูก ๒ ข้าง เมื่อเจาะทะลุรูจมูก ๒ ข้าง สนสะพายด้วยเชือก จะสามารถบังคับกระบือไปในทิศทางที่ต้องการได้ และบังคับการปฏิบัติงานได้สะดวก สนสะพายหมายถึง การใช้เชือกร้อยผ่านระหว่างรู จมูกของควาย อ้อมผ่านใต้ใบหูควาย และผูกบริเวณด้านหลังท้ายทอยด้วยเงื่อนตายในความตรึง หรือหย่อนของเชือกที่เหมาะสม ส่วนเชือกผูกรอบคอนั้นจะเป็นอุปกรณ์ในการบังคับไม่ให้เชือกสน สะพายหลุดไปด้านหน้าของใบหู ซึ่งจะทำให้เชือกสนสะพายนั้นหย่อน ทำให้การบังคับควายยาก และอาจเป็นอันตรายกับควายได้หากควายเหยียบเข้าไปในเชือกสนสะพาย ขั้นตอนการทำสนสะพายมีดังนี้
การเจาะจมูกควาย เมื่อมีอายุและขนาดที่เหมาะสมใช้งานต้องนำควายมาเจาะจมูกเพื่อร้อยเชือกสนสะพาย โดยใช้อุปกรณ์การเจาะ เช่น ไม้ไผ่แหลมขนาดปากกา เหล็กแหลม ซึ่งสะดวกและสามารถสอดเชือกผ่านได้ง่าย ก่อน ใช้อุปกรณ์ดังกล่าวควรลนไฟเพื่อป้องกันการติดเชื้อซึ่งจะทำให้แผลที่เจาะไม่อักเสบ บริเวณที่จะเจาะจมูกคือหนังจมูกที่กั้นกลางระหว่างรูจมูกทั้ง ๒ ข้าง จุดที่บางที่สุด บริเวณนี้เมื่อเจาะเสร็จแล้วจะ มีเลือดออกบ้างเล็กน้อยและแผลไม่อักเสบ การบังคับควายง่าย แต่ในทางกลับกันถ้าหากเจาะไม่ ตรงจุด เช่น เจาะลึกเข้าไปด้านในอาจโดนกระดูกอ่อนภายในจมูก จะทำให้เกิดการอักเสบและ เจ็บปวด การบังคับควายก็จะยาก เพราะควายจะมีความรู้สึกเจ็บอย่างเดียว หรือถ้าเจาะออก ทางด้านหน้ามากเกินไปจะทำให้ควายบังคับยาก ดึงไม่หยุด ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “จมูกแข็ง หรือ ดื้อเชือก” นั่นเอง
การร้อยเชือกสนสะพาย เชือกที่จะใช้ทำสนสะพายจะต้องมีขนาดที่เหมาะสมกับขนาดของควาย ถ้าหากควายมีขนาดอายุ ๒-๓ ปี ควรใช้ขนาดเล็กกว่าดินสอหรือขนาดของดินสอ เชือก ควรจะมีความยืดหยุ่นเล็กน้อย เช่น เชือกไนลอน เป็นต้น ถ้าหากเชือกไม่มีความยืดหยุ่นเลย เชือกจะ ไม่คืนตัวเมื่อเราดึง และจะบาดจมูกควายมากขึ้น ส่วนขนาดของความยาวนั้นขึ้นอยู่กับขนาดของ ควาย การสอดเชือกผ่านรูที่เจาะไว้นั้นจะใช้ปลายเชือกเผาไฟแล้วบีบทำให้เหลมเพื่อสอดผ่านได้ ง่าย หรือใช้ลวดร้อยนำ การผูกเชือกสนสะพายจะต้องไม่ตึงหรือหย่อนเกินไป โดยจะผูกเป็นเงื่อนตายไว้บริเวณหลังท้ายทอย ระวังอย่าให้ปมเชือกที่ผูกเลื่อนลงไป อุดรูจมูกเพราะจะทำให้หายใจไม่สะดวก และเกิดการหมักหมมของน้ำมูก ซึ่งจะทำ ให้เกิดกลิ่นเหม็น และควรมีการ เลื่อนขยับเชือกสนสะพายทุกวัน เพื่อไม่ให้ เกิดการหมักขมมของน้ำมูก

ที่มา : www.kwaithai.com

โดย หัทยา ตันป่าเหียง นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

โรคลมแดด หรือ “ช็อคแดด”

............โรคลมแดด หรือที่การแพทย์เรียกว่า ฮีต สโตรก (Heat stroke) เป็นภาวะวิกฤตของร่างกายที่ไม่สามารถควบคุมความร้อนได้ โรคลมแดดเกิดจากการได้รับความร้อนมากเกิน ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลัง หรือเล่นกีฬาในภาวะอากาศร้อนจัดเป็นเวลานาน อาจเกิดขึ้นได้แม้ผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง เป็นความผิดปกติที่รุนแรงมากที่สุด ทำให้สมองไม่ทำงาน ไม่สามารถควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ เช่น ระบบประสาทส่วนกลาง การทำงานของตับและไตรวมทั้งสูญเสียวามสามารถ ในการควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย ทำให้อุณหภูมิของร่างกายเพิ่มสูงขึ้นผิดปกติเกิน ๔๐ องศาเซลเซียส ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องให้การรักษาอย่างรีบด่วน เนื่องจากมีโอกาสเสียชีวิต ๑๗ - ๗๐ เปอร์เซ็นต์ อาการสำคัญ ได้แก่ ตัวร้อนจัด เพ้อ หรือหมดสติ ชีพจรเต้นเร็ว ความดันเลือดลดลง ช็อก ผิวหนังแห้งและร้อน ระดับความรู้สึกตัวลดลง การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ล้มเหลว กระสับกระส่าย เอะอะ ก้าวร้าว หมดสติ เกร็ง ชัก โดยกลไก
การทำงานของร่างกายหลังจากที่ได้รับความร้อน จะมีการปรับตัวโดยส่งน้ำหรือเลือดไปเลี้ยงอวัยวะภายใน เช่น สมอง ตับ และกล้ามเนื้อ เป็นต้น ทำให้ผิวหนังขาดเลือดและน้ำไปหล่อเลี้ยง จึงไม่สามารถระบายความร้อนออกจากร่างกายได้ ทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น ตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อยๆ
..............สัญญาณสำคัญของโรคนี้ คือ ไม่มีเหงื่อออก ตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ที่เป็นจะกระหายน้ำมาก ปวดศีรษะ มึนงง วิงเวียน คลื่นไส้ หายใจเร็ว อาเจียน ต่างจากการเพลียแดด หรือเป็น ลมแดดทั่วไป ที่จะพบมีเหงื่อออกด้วยเมื่อเกิดอาการดังกล่าวจะต้องหยุดพักทันที ถ้าไม่ได้รับการดูแลรักษาทันท่วงที จะทำให้เสียชีวิตได้
..............ในการช่วยเหลือผู้ที่มีอาการเป็นลมแดด ให้นำผู้ที่มีอาการเข้าร่ม นอนราบ ยกเท้าสูง เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ถอดเสื้อผ้าออก ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบตามซอกตัว คอ รักแร้ เชิงกราน ศีรษะ ร่วมกับการใช้พัดลมช่วยเป่าระบายความร้อน หรือเทน้ำเย็นราดลงบนตัวเพื่อลดอุณหภูมิของร่างกายให้ต่ำลงโดยเร็วที่สุด และรีบนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาโดยเร็วที่สุด ในรายที่อาการยังไม่มากควรให้ดื่มน้ำ เปล่าธรรมดามาก ๆ

.... ขอขอบคุณข้อมูลดีมีประโยชน์จาก Arunsawat.com…..
โดย รัตนา เกิดเวียงใหม่ หัวหน้าฝ่ายบริหารทั่วไป

วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553



.................วัดถ้ำน้ำผ่าผางาม ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ ๒ ตำบลพระบาทวังตวง อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง เป็นถ้ำธรรมชาติที่กว้างขวาง มีความยาว ๓๐๒ เมตร มีทางวกไปวนมาและมีความลึกมาก ภายในถ้ำ มีน้ำไหลผ่านและมีหินงอกหินย้อยที่สวยงามตระการตาอาการปลอดโปร่ง ถ่ายเทดี มีจุดชมธรรมชาติ และหินงอก หินย้อยรูปร่าง แปลกๆสวยงามที่สุดแห่งหนึ่ง หินงอกสีขาวรูปคล้ายเจ้าแม่กวนอิม ที่นักทัศนาจรชอบไปขอโชคลาค ซึ่งปัจจุบันได้มีการส่งเสริม ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของ อำเภอแม่พริก ระยะทางห่างจากถนนสายเอเซีย ๒ ถนน ๔ เลน ประมาณ ๑๐๐ เมตร ขณะนี้ได้รับการ ปรับปรุงทางเข้าเป็นถนนคอนกรีตทางขึ้นเยี่ยมชมภายในถ้ำมีบันไดปูนทอดยาวถึงปากถ้ำ บรรยากาศภายในตัวถ้ำ สวยงาม ตาม ธรรมชาติ อากาศเย็นสบาย โดยจะมีวัดอยู่บริเวณทางขึ้น มีไฟฉายให้บริการ ชมหินงอกสีขาวรูปคล้ายเจ้าแม่กวนอิม ที่นักทัศนาจรชอบไปขอโชคลาภ สำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไป จังหวัดลำปาง จังหวัดเชียงใหม่จะแวะเยี่ยมชมก็สะดวกมาก เพราะ เป็นทางผ่านอยู่แล้ว


แหล่งข้อมูล : http://www.prabatwangtuang.ob.tc/


โดย อนุวัต ปราชญ์เวทย์ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

เล่าขานตำนานบ้านโป่งขวาก ตำบลแม่สัน อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง

"""""""""อำเภอห้างฉัตร มีชุมชนหลากหลายเชื้อชาติ ที่รวมตัวกันอยู่ในพื้นที่อำเภอห้างฉัตร ในวันนี้
จะเล่าถึงชนเผาลั้ว ที่มาอาศัยอยู่ตำบลแม่สัน อำเภอห้างฉัตร พอประมาณ ดังนี้
ชาวบ้านโป่งขวากในปัจจุบัน สืบเชื้อสายมาจากชนเผ่าลั๊วะ ซึ่งเดิมที่อาศัยอยู่ในแคว้นสิบสองปันนา
ในประเทศพม่า ซึ่งต่อมาถูกพม่าตีแตกพ่าย จึงพากันอพยพมาอาศัยอยู่ที่ห้วยน้ำอุ่น อยู่ในเขตตำบลเสริมขวา อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปางในปัจจุบัน ชนเผ่าลั๊วะดั้งเดิม เป็นชนเผ่าที่ไม่อยากพบปะผู้คนแปลกหน้า ไม่ชอบสุงสิงกับใคร รักสงบ สันโดษ จะอยู่อาศัยรวมแต่พวกของตนเองเท่านั้น ต่อมามีกลุ่มคนไทย (ลื้อ) ชอบบังคับขู่เข็ญ ให้เข้าร่วมประชุม หรืออบรมตลอดจนบังคับให้เอาเด็กหญิงที่มีอายุ 14 – 15 ปี
ไปเป็นภรรยาจึงเกิดความไม่พอใจ ไม่ยอมทำตาม จึงพากันอพยพหนีมาอยู่ริมน้ำห้วยแม่คราว ( บ้านแม่ยามเหนือ
ในปัจจุบัน ) อยู่ได้ระยะหนึ่ง พวกคนไต ( คนไทย ) ก็ตามมารังควานอีก จึงได้พากันอพยพมาอาศัยอยู่ที่สบแม่สัน
( บริเวณลำห้วยแม่สันและลำห้วยแม่ยาวไหลมาบรรจบกัน ) ต่อมาเจ้าเมืองลำพูน ได้ทราบข่าวว่าพวกลั๊วะ ได้อพยพมาอยู่ที่นี่ จึงได้ประกาศออกคำสั่งกับพวกคนไต ( คนไทย) ห้ามไปยุ่งกับพวกลั๊วะอีก ให้เขาอยู่ที่นั่นแหละ หลังจากนั้นเจ้าเมืองลำพูน ได้ออกคำสั่งให้ผู้เฒ่าผู้แก่ของพวกล๊วะไปเข้าเฝ้าท่านเจ้าเมืองลำพูน ให้เข้าพบปะพูดจากันและนำของป่าไปถวายท่าน ด้วยความที่เจ้าเมืองลำพูนเป็นผู้ที่มีอัธยาศัยไมตรีดี เป็นคนขี้เล่น คุยสนุกสนาน เป็นที่ถูกอกถูกใจซึ่งกันและกัน ชาวล๊วะจึงมีความรู้สึกที่ดีต่อคนไทยชนอื่นๆ และได้เข้าร่วมประชุมร่วมกับชนอื่นๆด้วย ถึงแม้จะถูกดูหมิ่น ล้อเลียนบ้างก็ตาม ดังนั้นชนเผ่าลั๊วะหรือชาวบ้านโป่งขวาก จึงได้อยู่อาศัยและตั้งถิ่นฐาน อยู่ที่นี่จนถึงปัจจุบัน
"""""""""ที่มาของชื่อหมู่บ้าน “ โป่งขวาก ”
ตามเรื่องที่เล่าสืบต่อกันมาว่า ... พระยาแก้ว เจ้าผู้เป็นหัวหน้าเมืองชื่อเมืองยาว เป็นผู้มีความ
เก่งกล้าในการต่อสู้และมีเวทมนต์คาถา แต่เป็นผู้ที่มีหูเดียว (หูวิ่น) ได้ไปพบลูกสาวเจ้าพระยาลำปางหลวง ก็เป็นที่พึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง อยากได้มาเป็นภรรยา จึงยกขันหมากไปสู่ขอ แต่พระยาลำปางหลวงไม่ยอมยกลูกสาวให้ เพราะเห็นว่าเป็นผู้ไม่สมประกอบ แม้ว่าพระยาแก้วจะบอกว่าจะดูแลลูกสาวอย่างดี พระยาลำปางหลวงก็ไม่ยอมยกลูกสาวให้ จึงเกิดการสู้รบกันขึ้น พระยาแก้วสู้พลางถอยพลางเพื่อล่อให้พระยาลำปางหลวงไล่ตามมา และให้ลูกน้องปักขวากหนามไว้ที่หนองน้ำของแพะโป่ง (ป่าโป่ง) จนทัพของพระยาลำปางหลวงไล่มาถึงนาโป่งหาร ทุ่งโป่งก๋อน และแพะโป่งที่มีขวากหนามปักอยู่ ทำให้ทหารของพระยาลำปางหลวง ถูกขวากหนามทิ่มแทงเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก แต่พระยาลำปางหลวง ก็ไม่ยอมแพ้ ไล่มาจนถึงนาปู้ (แมลงภู่) พระยาแก้ว เสกคาถาแมลงภู่ ไล่ต่อยทหาร เสกคาถามอดให้ไปกินด้ามหอก ดาบ อาวุธ จนหักหมด จนทหารของพระยาลำปางหลวง หนีถอยกลับหมด เหลือแต่พระยาลำปางหลวง พระยาแก้วจึงให้ทหารจับตัวพระยาลำปางหลวง ไปฝังทั้งเป็นที่ดอยกู่แก้วบ้านทุ่งหลวง ซึ่งก่อนที่พระยาลำปางหลวง จะเสียชีวิต ได้สั่งเสียไว้ว่า ให้หันหน้าตัวเองไปทางวัดพระธาตุลำปางหลวงและสาปแช่งลูกน้องที่ปล่อยให้สู้อยู่ตามลำพังว่า ถ้ามาที่ถิ่นเมืองยาว ขอให้เจ็บท้อง เจ็บไส้กันหมดเพราะเจ็บใจจริงๆ ดังนั้นชื่อป่าแพะโป่ง และขวาก จึงเป็นที่มาของบ้านโป่งขวาก
โดย ดวงสมร ขอบคำ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

วันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ร้านเกมสีขาวในโลกที่ไร้เสียง

............ข่าวสารที่ได้รับผ่านสื่อต่าง ๆ จะเห็นได้ว่า ร้านเกมอินเตอร์เนตเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดคดีอาชญากรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการขโมยเงินผู้ปกครองมาเล่นเกม หรือเป็นสถานที่นัดพบปะเพื่อมั่วสุม อีกทั้งมีโปรแกรมผ่าน website หลายโปรแกรมที่จัดเป็นสื่อทางเพศที่ไม่สร้างสรรค์ มีการใช้ website HI5 หรือ Blog เพื่อนำรูปภาพ ข้อความ เสียง ตลอดจนภาพเคลื่อนไหวที่เป็นไปในลักษณะของความล่อแหลมต่อการมีพฤติกรรมทางเพศที่ผิดเพี้ยนส่งต่อกัน ทำให้ร้านเกมถูกมองไปในแง่ลบมาโดยตลอดช่วง 1 – 2 ปี ที่ผ่านมา แต่ทราบหรือไม่ว่า ยังมีร้านเกมที่เรียกว่า ร้านเกมสีขาว ที่ยังเป็นสถานที่ที่มีความปลอดภัย และมีพื้นที่สำหรับสร้างสรรค์สิ่งที่มีประโยชน์แก่เด็กและเยาวชน โดยเฉพาะเด็กพิการทางการได้ยินที่อยู่ในโลกไร้เสียง โดยผ่านโปรแกรม แคมฟรอก (Camfrog)
............ร้านเกมสีขาว หมายถึง ร้านเกมที่ผ่านการประเมินและได้รับใบประกาศนียบัตรพร้อมตราสัญลักษณ์รับรองจากกระทรวงวัฒนธรรมแล้วว่าเป็นร้านที่ดี มีคุณภาพ มีความปลอดภัยเพียงพอสำหรับเด็กและเยาวชน ซึ่งผู้ปกครองสามารถวางใจได้ว่าร้านดังกล่าวจะมีส่วนช่วยดูแลเด็กและเยาวชนที่เข้าไปใช้บริการให้เป็นไปในทางที่เหมาะสม ตลอดจนไม่ปล่อยให้ร้านเกมกลายเป็นแหล่งมั่วสุมหรือมีสิ่งเสพติดจำหน่าย
แคมฟรอก (Camfrog) เป็นซอฟต์แวร์ของบริษัทแคมแชร์ (Camshare) ให้ผู้ใช้สามารถแลกเปลี่ยนภาพจากเว็บแคมและเสียงผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยโปรแกรมนี้สามารถใช้ให้มีการประชุมออนไลน์ได้หลายคนพร้อมกัน แคมฟรอกแตกต่างจากโปรแกรมทั่วไปโดยผู้ใช้สามารถใช้โปรแกรมบนเซิร์ฟเวอร์ของตัวเองได้ ในปัจจุบัน แคมฟรอกมีการพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิด และการแสดงวีดีโอ หลายอย่างรวมถึงเรื่อง การท่องเที่ยว กีฬา ภาษา วัฒนธรรม เล่นเกมตอบปัญหาออนไลน์ แม้แต่เรื่องทางเพศ หรือการร่วมเพศออนไลน์ ในแคมฟรอก
เว็บแคม ( Webcam ) หรือ ชื่อเรียกเต็มๆว่า Web Camera แต่ในบางครั้งก็มีคนเรียกว่า Video Camera หรือ Video Conference ก็แล้วแค่ความเข้าใจแต่ละคน เว็บแคมเป็นอุปกรณ์อินพุตที่สามารถจับภาพเคลื่อนไหวของเราไปปรากฏในหน้าจอมอนิเตอร์ และสามารถส่งภาพเคลื่อนไหวนี้ผ่านระบบเครือข่ายเพื่อให้คนอีกฟากหนึ่งสามารถเห็นตัวเราเคลื่อนไหว ได้เหมือนอยู่ต่อหน้า ถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่มีประโยชน์อีกตัวหนึ่ง และเริ่มมีความจำเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ การใช้งาน เว็บแคม อย่างสร้างสรรค์ประกอบด้วย
1. การสนทนาทั่วไปรวมถึงการแพร่ภาพผ่านทางอินเทอร์เน็ต
2. ในทางธุรกิจเว็บแคมได้มีใช้ในการประชุมออนไลน์ โดยที่ผู้เข้าร่วมประชุมสามารถประชุมร่วมกัน โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางมาอยู่ในสถานที่เดียวกัน
3. ในการก่อสร้าง เว็บแคมได้มีการใช้ติดตั้งในสถานก่อสร้างเพื่อวัดประสิทธิภาพการทำงาน โดยเปรียบเทียบภาพการทำงานของวันก่อนหน้า และวันปัจจุบัน และนอกจากนี้มีการใช้งานสำหรับความปลอดภัยในสถานก่อสร้าง
จากที่กล่าวถึงที่มาที่ไปของ ร้านเกมสีขาว เว็ปแคม และ แคมฟรอก เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจเบื้องต้นแล้ว
จะเห็นว่าทุกอย่างอยู่ที่การใช้งาน ซึ่งร้านเกมสีขาวเหล่านี้ได้พยายามที่จะสร้างความเชื่อถือให้กับผู้ปกครองได้รับทราบถึง ประโยชน์ ความจำเป็น ตลอดจนการให้คำแนะนำสำหรับเด็ก เยาวชนที่มาใช้บริการ โดยเฉพาะเด็กที่พิการทางการได้ยิน ไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับผู้คนได้มากนัก ร้านเกมสีขาวจะเปิดให้บริการโปรแกรมแคมฟรอก และการใช้เครื่องเว็ปแคมในการติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอก ซึ่งเป็นการเปิดโอกาส ไม่ปิดกั้นเด็กเหล่านี้ โดยจะเป็นผู้ที่คอยช่วยให้คำแนะนำให้เขาสามารถติดต่อกับผู้คนผ่านเว็ปแคม สามารถเห็นหน้าตาของคู่สนทนา และเป็นการติดต่ออย่างเปิดเผย เป็นการช่วยให้โลกใบแคบ ๆ ของเขาเหล่านั้นสว่างไสวไปด้วยมุมมองที่กว้างไกล
และถ้าท่านผ่านไปผ่านมาแถบจังหวัดลำปาง ลองมาแวะเยี่ยมชมร้านเกมสีขาวของเราดูนะคะ จะเห็นโลกที่สดใส สวยงามของเด็กเหล่านี้ ด้วยแววตาใสซื่อ มีความหวัง และมองเห็นโลกได้กว้างไกลขึ้น
โดย ผ.อ. กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำปาง