วันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

วิธีสร้างสุขและทำชีวิตให้ยืนยาว

หัวเราะ เมื่อยามเราหัวเราะความเครียดก็ถูกทำลาย อีกทั้งร่างกายยังหลั่งสารเอนเตอร์ฟินออกมา สารนี้คือสารแห่งความสุข
๒. นอนหลับให้สนิท การนอนหลับอย่างเต็มอิ่ม วันละ ๗-๘ ชั่วโมง จะส่งผลให้ระบบคุ้มกันของร่างกายแข็งแกร่ง สมองสดใน เซลล์ต่าง ๆ สร้างตัวได้ดี แถมช่วยให้น้ำหนักลดลงได้ด้วย
๓. ทานอาหารเช้าทุกวัน เพราะช่วยกระตุ้นอัตราเมตาบอลิซึมให้เผาผลาญแคลอรี่อย่างขยันขันแข็งตลอดวัน นอกจากนี้ยังช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่อีกด้วย
๔. ทานผักผลไม้ เพราะอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและช่วยให้ห่างไกลโรคมะเร็ง
๕. ทานเมนูปลาเป็นอาหารจานโปรด แต่ต้องเจาะจงปลาที่มีไขมัน แต่ก็ไม่ต้องกลัวอ้วน ทานปลาซัก ๓ มื้อต่อสัปดาห์ หรือทานน้ำมันตับปลาเป็นอาหารเสริมก็สะดวกดีและมีคุณค่าด้วยกรดไขมันโอเมก้า ๓ จากน้ำมันตับปลาจะช่วยลดคอเลสเตอรอลและดูแลหัวใจ
๖. ดื่มชา ลดความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งในระบบทางเดินอาหารและโรคหัวใจ
๗. ดื่มไวน์แดงวันละ ๑ แก้ว เพื่อกระตุ้นหัวใจให้เลือดลมเดินได้สะดวก
๘. แปรงฟันและขัดฟันทุกวัน เป็นการลดแบคทีเรียในช่องปาก ซึ่งจะส่งผลให้มีสุขภาพดีขึ้น
๙. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ประโยชน์ของการออกกำลังกายมีอยู่มากมายเป็นที่ทราบกันอยู่แล้ว
๑๐. ทำสมาธิ ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเครียด ลดความดันเลือดในขณะที่เรากำหนดลมหายใจเข้าลึกๆ นั้นจะช่วยให้ออกซิเจนเข้าสู่ปอดได้อย่างเต็มที่
โดย นงนุช ป่าเขียว นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

พิธีสืบชะตา

พิธีสืบชะตาเป็นประเพณีที่สำคัญอย่างหนึ่งของชาวล้านนาที่เชื่อกันว่าเป็นการต่ออายุหรือต่อชีวิตของบ้านเมืองหรือของคนให้ยืนยาว มีความสุข ความเจริญ ตลอดจนเป็นการขจัดภัยอันตรายต่างๆที่จะบังเกิดขึ้นให้แคล้วคลาดปลอดภัย พิธีสืบชะตาของจังหวัดน่านได้ยึดถือและปฏิบัติสืบต่อกันมาช้านาน ชาวบ้านในทุกหมู่บ้านต่างรู้จักและยึดมั่นปฏิบัติกันอยู่ เพราะเชื่อว่าทุกข์ภัยทั้งหลายที่จะเกิดกับตนอง และญาติพี่น้องจะหมดหายไปชีวิตจะยืนยาวยิ่งขึ้น อีกทั้งเชื่อว่าก่อให้เกิดขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่การงานพร้อมที่จะสู้กับชะตาชีวิตต่อไป
พิธีสืบชะตานี้แบ่งเป็น ๓ ประเภท คือ
๑. สืบชะตาคน นิยมทำเมื่อขึ้นบ้านใหม่ ย้ายที่อยู่ใหม่ ได้รับยศหรือตำแหน่งสูงขึ้น
วันเกิดที่ครบรอบเช่น ๒๔ ปี ๓๖ ปี ๔๘ ปี ๖๐ ปี ๗๒ ปี เป็นต้น หรือฟื้นจากป่วยหนัก หรือมีผู้ทักทายว่าชะตาไม่ดีจำเป็นต้องสะเดาะเคราะห์และสืบชะตา เป็นต้น
๒. สืบชะตาบ้าน นิยมทำเมื่อคนในหมู่บ้าน ประสบความเดือดร้อนหรือเจ็บไข้ได้ป่วยกันทั่วไปในหมู่บ้าน หรือตายติดต่อกันเกิด ๓ คน ขึ้นไป ถือเป็นเสนียดของหมู่บ้าน คนในหมู่บ้านอาจพร้อมใจกันจัดในวันปากปี ปากเดือน หรือปากวัน คือวันที่หนึ่ง สอง หรือสามวันหลังวันเถลิงศก เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคล
๓. สืบชะตาเมือง จัดขึ้นเมื่อบ้านเมืองเกิดความเดือดร้อนจากอิทธิพลของดาวพระเคราะห์ตามความเชื่อทางโหราศาสตร์ เพราะทำให้บ้านเมืองปั่นป่วนวุ่นวาย เพราะการจลาจลการศึก
หรือเกิดโรคภัยแก่ประชาชนในเมืองเจ้านาท้าวพระยาบ้านเมืองจึงจัดพิธีสืบชะตาเมือง เพื่อให้อายุของเมืองได้ดำเนินต่อเนื่องสืบไป
โดย สุภาภรณ์ เรือนหล้า นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

การจักสานจากหวายและไม้ไผ่

เนื่องจากตำบล สันดอนแก้วมีภูมิประเทศที่เป็นป่าเขาจึงทำให้มีป่าไม้ไผ่และต้นหวายจำนวนมากจึงทำให้ชาวบ้านได้นำไผ่และต้นหวายที่มีมากมาใช้ประโยชน์ ซึ่งภูมิปัญญาการจักสานจากหวายและไม้ไผ่ได้รับการส่งต่อสืบทอดมาจนถึง นายทา ศรีธิ ซึ่งปัจจุบันมีอายุ ๗๘ ปี ได้สืบทอดภูมิปัญญาการจักสานจากหวายและไม้ไผ่มาตั้งแต่อายุได้ ๘-๙ ปี โดยมีพ่อเป็นผู้ฝึกสอนและถ่ายทอดมาให้
ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากหวายและไม้ไผ่ที่น่าสนใจคือ หวดไม้ไผ่ ที่ใช้สำหรับรองรับข้าวเหนียวก่อนจะนำไปล้าง เพื่อทำการนึ่งต่อไป ซึ่งคนทางเหนือต้องมีติดครัวไว้ทุกบ้าน นอกจากนี้ยังมีตะกร้าที่ทำจากหวายเพื่อใช้ใส่สิ่งของสารพัดประโยชน์หรือทำเป็นกระเช้าของขวัญก็ได้ หรือจะเป็นพานรองใส่ดอกไม้ธูปเทียนเพื่อถวายวัด ล้วนได้มาจากหวายและไม้ไผ่ทั้งสิ้น
เพื่อให้คนรุ่นหลังเห็นความสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่นที่บรรพบุรุษได้ถ่ายทอดจึงเห็นว่าเครื่องจักสานจากหวายและไม้ไผ่สมควรเป็นแหล่งเรียนรู้ ของศูนย์การเรียนรู้ชุมชนสันดอนแก้ว เพื่อผู้ที่สนใจได้ศึกษาหาข้อมูลต่อไป
งานจักสาน
๑. ภูมิปัญญาการจักสานหวายและไม้ไผ่
๒. การสืบสานภูมิปัญญาการจักสานหวายและไม้ไผ่
๓. สามารถนำไปประกอบอาชีพและสร้างรายได้

โดย สุนันทา เจียมเงิน นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

ที่มา : นายทา ศรีธิ บ้านเลขที่ ๕๑/๒ หมู่ที่ ๑ บ้านสันดอนแก้ว ตำบลสันดอนแก้ว อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง

ตำรายา ภูมิปัญญาชาวบ้าน……ประโยชน์ดอกกระเจี๊ยบ




กระเจี๊ยบเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงราว 3 – 6 ศอก ลำต้นและกิ่งก้านมีสีม่วงแดง ใบมีหลายแบบ ขอบใบเรียบ บางครั้งมีหยักเว้า 3 หยัก ดอกสีชมพู ตรงกลางมีสีเข้มกว่าส่วนนอกของกลีบ เมื่อกลีบดอกร่วงโรยไปกลีบรองดอก และกลีบเลี้ยงจะเจริญขึ้น มีสีม่วงแดงเข้มหุ้มเมล็ดไว้ภายใน การปลูก ใช้เมล็ดปลูก เริ่มปลูกในช่วงปลายฤดูฝน ปลูกโดยการไถพรวนดินก่อน ขุดหลุมและปลูกหลุมละ 2 - 3 เมล็ด ระยะห่าง 0.5 - 1 เมตร เมื่อต้นอ่อนงอกแล้วให้ถอนออกเหลือหลุมละ 1 - 2 ต้น สนใจดูแลน้ำและกำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะ 1 เดือนแรกของการปลูก กระเจี๊ยบแดงเป็นพืชเศรษฐกิจตัวหนึ่งที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ส่งเสริมให้ประชาชนปลูก มีตลาดทั้งในประเทศและนอกประเทศ เช่นประเทศเยอรมัน สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ส่วนที่ใช้เป็นยา กลีบเลี้ยงและกลีบรองดอก ช่วงเวลาที่เก็บเป็นยา ตั้งแต่เริ่มปลูกถึงเวลาที่เก็บเกี่ยวใช้เวลา 4 เดือน
รสและสรรพคุณยาไทย
กลีบรองดอก กลีบเลี้ยงและใบ มีรสเปรี้ยว ใช้เป็นยากัดเสมหะ ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ กลีบรองดอกและกลีบเลี้ยงมีสารชื่อ แอนโธไซยานิน ( Anthocyanin ) จึงทำให้มีสีม่วง และ ประกอบด้วยกรดอินทรีย์หลายชนิด ในปี พ.ศ. 2522 - 2524 นพ. วีรสิงห์ เมืองมั่นและคณะ คณะแพทย์รามาธิบดีมหาวิทยาลัยมหิดลได้ศึกษาสรรพคุณของกระเจี๊ยบแดง โดยการใช้ผงกระเจี๊ยบที่ทำมาจากกลีบรองดอก และกลีบเลี้ยงตากแห้งบดเป็นผงขนาด 3 กรัมชงในน้ำเดือด 1 ถ้วยแก้ว ( 300 ซีซี ) ดื่มวันละ 3 ครั้งนาน 7 วันถึง 1 ปีรักษาผู้ป่วยโรคนิ่ว และการอักเสบของทางเดินปัสสาวะ 73 คน พบว่าทำให้ปัสสาวะเป็นกรด ใสและถ่ายสะดวกขึ้นมาก และยังช่วยลดการอักเสบหลังผ่าตัดนิ่วด้วย เห็นได้ว่ากระเจี๊ยบแดงมีฤทธิ์เป็นยาขับปัสสาวะได้ดี
วิธีใช้
ใช้เป็นยารักษาอาการขัดเบา โดยนำเอากลีบเลี้ยงและกลีบรองดอกสีม่วงแดง ตากแดดและบดเป็นผงใช้ครั้งละ 1 ช้อนชา ( 3 กรัม ) ชงกับน้ำเดือด 1 ถ้วย 250 ซีซี ดื่มเฉพาะน้ำสีแดงใส ดื่มวันละ 3 ครั้ง ติดต่อกันทุกวันจนกว่าอาการขัดเบาจะหาย คุณค่าด้านอาหาร กลีบรองดอกและกลีบเลี้ยงของกระเจี๊ยบแดง รสเปรี้ยว นำมาต้มกับน้ำเติมน้ำตาล ดื่มแก้ร้อนใน กระหายน้ำ และช่วยป้องกันการจับตัวของไขมันในเส้นเลือดได้ และยังนำมาทำขนมเยลลี่ แยม หรือใช้เป็นสารแต่งสี ใบอ่อนของกระเจี๊ยบแดงใช้เป็นผักได้ หรือใช้แกงส้มได้รสเปรี้ยวกำลังดี กระเจี๊ยบเปรี้ยวมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า " ส้มพอเหมาะ " ในใบมีวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา ส่วนกลีบเลี้ยงและกลีบดอก มีสารแคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง

โดยอาริยา ยิ้มแก้ว นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

ยาสมุนไพร “รักษาโรคมะเร็ง”

เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่า ปัจจุบันนี้ สมุนไพรไทย มีบทบาทและเป็นที่รู้จักในวงการแพทย์ทุก
แขนง ไม่ว่าจะเป็นแผนไทย แผนโบราณ ล่าสุด ได้เป็นที่ยอมรับจากผลการวิจัยของผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขอนุญาตให้นำมารักษาผู้ป่วยได้แล้ว เช่นฟ้าทลายโจร ไพล เสลดพังพอน ฯลฯ
โรคมะเร็งก็เป็นโรคชนิดหนึ่งที่มีสถิติคนไทยไปมักเสียชีวิตด้วยโรคนี้สูงมากซึ่งแต่เดิมเชื่อกันว่าเป็นโรคที่รักษาไม่หาย แต่ปัจจุบันนี้ หากผู้ป่วยรู้ว่าเป็นในระยะเริ่มแรกก็อาจมีโอกาสหายหรือระงับการแพร่กระจายของโรคได้แล้วด้วยการใช้สมุนไพรไทยนั่นเอง
ปราชญ์ชาวบ้านหรือภูมิปัญญาท้องถิ่น ถือว่าเป็นบุคคลอันดับแรกที่ได้ค้นพบหรือสืบค้น สืบทอดด้านการทำยาสมุนไพรในครอบครัวมานานตั้งแต่บรรพบุรุษ ปู่ย่า ตา ยาย และสืบทอดลูกหลานให้มาจน ทุกวันนี้ จึงทำให้คนที่อาศัยอยู่ทางชนบทมักจะมีสุขภาพแข็งแรง ไม่ค่อยเจ็บป่วย และอายุยืนยาวกว่าคนในเมืองเพราะมีสมุนไพรอยู่ใกล้ตัวนั่นเอง
ยาสมุนไพรที่จะแนะ คือ ยาแก้โรคมะเร็ง
ตัวยาประกอบด้วย
๑. ต้นทองพันช่างยาวประมาณ ๑ คืบ ๒ มัด
๒. ข้าวจ้าวเปลือก ๑ หยิบมือ
๓. น้ำผึ้งเดือนห้า ๑ ขวด
วิธีปรุง
๑. นำทองพันช่างล้างน้ำแล้วต้มน้ำกับข้าวจ้าว ๓ ส่วน เหลือ ๒ ส่วน
๒. นำน้ำที่ต้มได้มาใส่ไว้ในขวดขาวให้ได้ ๒ ขวด
วิธีรับประทาน
ดื่มน้ำที่ได้ทั้ง ๒ ขวดในวันเดียว โดยให้ดื่มพร้อมกันกับน้ำผึ้งประมาณครึ่งช้อนโต๊ะ
ดื่มกินประมาณ ๑ – ๒ เดือน จะเห็นผลอาการป่วยจะดีขึ้นและหายในที่สุด

โดย สุพัชรีย์ เป็งอินตา นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

ผู้ให้ข้อมูล พระครูวิมลธรรมาภิรม (หลวงพ่อตา) วัดแม่ลืน ตำบลร่องเคาะ อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง
ผู้สัมภาษณ์ นางสุพัชรีย์ เป็งอินตา นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ ปฏิบัติงานประจำอำเภอวังเหนือ
สำนักงานวัฒนธรรมอำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง

เรื่องไข่....ไข่



ต้มไข่ที่ร้าวไม่ให้แตก


ไข่เป็นอาหารที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ เรียกได้ว่ากินไข่ฟองเดียวได้สารอาหารครบ ๕ หมู่ ทุกครัวเรือนจึงต้องมีไข่ติดบ้านไว้ ไข่มีวิธีปรุงที่ง่ายแสนง่าย และยังปรุงได้ทั้งอาหารคาว และหวาน ไม่ว่าไข่ไก่หรือไข่เป็ดหากไม่ระมัดระวังในการถือ ไข่อาจจะกระทบกันทำให้เกิดรอยร้าว เมื่อเรานำไปต้มไข่ก็จะทะลักออกตามรอยร้าว ดังนั้นก่อนที่เราจะนำไข่ที่มีรอยร้าวไปต้มให้ใส่เกลือป่น ๑ ช้อนโต๊ะ ในน้ำที่จะใช้ต้ม ความเค็มของเกลือจะช่วยปิดรอยร้าวของไข่ไม่ให้เนื้อไข่ไหลออกมา ในการต้มไข่ หากต้องการให้ไข่แดงสุกสวยน่ากินควรใช้เวลาต้มประมาณ ๑๐ นาที

โดย เครือวัลย์ ยอดดี นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

มาสร้างบุญบารมีด้วยการทำความดีกันเถอะ

บุญบารมีใครจะทำแทนกันไม่ได้ ดังนั้น เราควรทำบุญด้วยตัวของเราเองเพื่อความสุขทางใจเพื่อทำประโยชน์แก่สังคม ซึ่งสิ่งที่เราทำนั้นมันก็ไม่ได้ไปไหน แต่มันกลับทำให้ชีวิตของเรามีแต่ความสุขและยังทำให้ผู้อื่นได้รับความสุขร่วมกับเราไปด้วย บุญบารมีที่เราจะทำนั้นมีหลายอย่าง เช่น
๑. การนั่งสมาธิ อย่างน้อยวันละ ๑๕ นาที อานิสงส์... เพื่อสติปัญญาที่เฉลียวฉลาด ขึ้น
ทั้งภพนี้ และภพหน้า เพื่อจิตใจที่สว่าง ผ่อนปรนจากกิเลส ปล่อยวางได้งาย จิตจะรูวิธีแก้ไขปัญหาชีวิต
โดยอัตโนมัติ ชีวิตจะรุ่งเรือง ไมมีวันอับจน ผิวพรรณผ่องใส สุขภาพกายจิตแข็งแรง
๒. สวดมนต์ด้วยพระคาถาต่าง ๆ อย่างน้อยวันละครั้งก่อนนอน อานิสงส์... เพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง ชีวิตเจริญก้าวหน้า แคล้วคลาดจากอุปสรรคทั้งปวง จิตจะเป็นสมาธิได้เร็ว เมื่อสวดเสร็จแล้วต้องแผ่เมตตาทุกครั้ง
๓. การทำบุญตักบาตรทุกเช้า อานิสงส์... ได้ช่วยเหลือศาสนาต่อไปทั้งภพนี้และภพหน้าไม่ขาดแคลนอาหารตายไปไม่หิวโหยอยู่ในภพนี้
ไม่ขาดแคลนข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์
๔. ถวายยารักษาโรคให้วัด อานิสงส์... ก่อให้เกิดสุขภาพร่มเย็นทั้งครอบครัว โรคที่ไม่หายจะทุเลา สุขภาพกายจิตแข็งแรง อายุยืนทั้งภพนี้และภพหน้า ถ้าป่วยก็จะไม่ขาดแคลนการรักษา
๕. การทำหนังสือหรือสื่อต่าง ๆ เกี่ยวกับธรรมะแจกฟรีแก่ผู้คนเป็นธรรมทาน อานิสงส์...
เพราะธรรมทานชนะการให้ทานทั้งปวงผู้ให้ธรรมจึงสร้างไปด้วยลาภยศ สรรเสริญ ปัญญา และบุญบารมี
อย่างท่วมท้น เจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรมให้ ชีวิตเจริญรุ่งเรือง
๖. ให้เงินขอทาน ให้เงินคนที่เดือดร้อน (ไม่ใช่การให้ยืม) อานิสงส์... ทำให้เกิดลาภ ไม่ขาดสาย ไม่ตกทุกข์ได้ยาก
การสร้างบุญมีวิธีทำอีกมากมาย แต่ที่นำมากล่าวในที่นี้ เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนเท่านั้นหากต้องการทราบวิธีการทำบุญเพื่อสร้างบุญบารมีนั้นก็สามารถที่จะศึกษาหาความรู้ได้ในหนังสือธรรมะ
ที่มีให้เราศึกษาค้นคว้าได้อีกวิธีหนึ่งด้วย ลองทำดูบุญบารมีที่ทำจะนำท่านสู่ความสุข ความเจริญ นะคะ

โดย จิราพร มณฑาทอง นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ