วันอังคารที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2553

อร่อยๆกับขนมล้านนา

สวัสดีครับพบกันอีกครั้งแต่ครั้งนี้เรามาอร่อยกับการขนมทางล้านนาที่มีแยะมากมายแต่ละชนิดก็มีความแตกต่างกันวันนี้ผมขอแนะนำขนมขบเคี้ยว ที่นิยมทานกันในช่วงเทศกาลปีใหม่เมือง งานบวชลูกแก้ว งานปอยหลวง ก็ คือ “ข้าวแคบ” ครับมีลักษณ์คล้ายกับข้าวเกรียบว่าว แต่แผ่นเล็กกว่าและมีรสเค็มเล็กน้อย แต่ถ้าจะเป็นข้าวเกรียบว่าวทางเหนือเรียกกว่า “ข้าวควบ” แต่เรายังไม่คุยกันในครั้งนี้
“ข้าวแคบ” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ได้ให้ความหมายไว้ว่า คือ "ข้าวเกรียบที่มีรสเค็ม ๆ อย่างข้าวเกรียบกุ้ง" เป็นภาษาท้องถิ่นภาคเหนือ "ข้าวแคบ"เป็นของกินชนิดหนึ่งที่ทำด้วยแป้งข้าวเจ้า หรือข้าวเหนียว เป็นแผ่นตากให้แห้ง
“ข้าวแคบ มีอยู่ ๒ ชนิด ชนิดหนึ่งทำจากแป้งข้าวเจ้า จะเป็นแผ่นบางๆ รสจืด มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๖ นิ้ว อีกชนิดหนึ่งทำจากแป้งข้าวเหนียวเป็นแผ่นหนากว่ามีรสเค็มและมีขนาดเล็กกว่า มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๓ นิ้ว ปัจจุบันผู้ทำข้าวแคบบางคนอาจปรุงรส เผ็ด เค็ม เปรี้ยว หรือ หวานเล็กน้อย ลงไปก่อนที่จะทำให้สุกเป็นแผ่น


วิธีทำข้าวแคบข้าวเหนียว
๑. ล้างข้าวสารเหนียวให้สะอาด แช่ไว้ 1 คืน๒. ล้างข้าวสารเหนียวที่แช่แล้วอีกครั้งหนึ่ง และนำมาโม่ด้วยโม่หิน จะได้แป้งสำหรับทำข้าวแคบ
๓. ผสมงาดำและเกลือลงในน้ำแป้ง คนให้เกลือละลาย
๔. การเตรียมเตาและหม้อ(ถ้าเป็นหม้อดินจะดีกว่า) ตั้งเตา(เตาถ่ายจะดีมาก)ตั้งหม้อใส่น้ำ วางหม้อ เติมน้ำ ปากหม้อขึงผ้าขาวบางให้ตึง ตั้งไฟจนน้ำเดือดให้มีไอน้ำผ่านขึ้นมา เจาะรูผ้าขาวบางปากหม้อประมาณ ๒ นิ้ว เพื่อให้ไอน้ำผ่าน
๕. ละเลงแป้งลงบนผ้าเป็นแผ่นวงกลมตามที่ต้องการ พอแป้งสุก ใช้ไม้พายช้อนขึ้น
๖. วางแป้งลงบนแผ่นหญ้าคา ทำต่อเรื่อยๆ จนเต็ม ตากแดดให้แห้ง ประมาณ 2 วัน
การทานข้าวแคบ มีวิธีการที่ง่าย ๆ ด้วยการนำข้าวแคบที่ทำเสร็จแล้ว มาย่างไฟอ่อน ๆ จนเหลืองพองาม กินเป็นอาหารว่างหรือรองท้องก่อนถึงเวลาอาหารมื้อหลัก บางแห่งเข้าอาจจะไม่ย่างแต่นำไปทอดก็ได้แล้วแต่สะดวกนะครับ
เคล็ดไม่ลับในการปรุง ๑. การใช้แผ่นหญ้าคา วางข้าวแคบที่ละเลงสุกใหม่ ทำให้แป้งข้าวแคบแกะออกได้ง่าย๒. ข้าวเหนียวที่ใช้เป็นข้าวเม็ดหัก หรือเรียกว่า “ข้าวต่อน” จะทำให้โม่ละเอียดง่าย
เกร็ดความรู้ภูมิปัญญา
สำหรับผู้หญิงที่กำลังอยู่ในช่วงอยู่ไฟจะนิยมกินข้าวแคบเป็นอาหาร หลักด้วยมีความเชื่อว่า ข้าวแคบเมื่อทานแล้วจะไม่เกิดผลข้างเคียงในขณะอยู่ไฟ
ครับทั้งหมดก็เป็นเรื่องราวของ“ข้าวแคบ”ขนมอาหารว่างที่ของล้านนาครับ ครั้งต่อไปจะเป็นอะไรโปรดติดตามกันต่อนะครับ
สวัสดีครับ
เขียนโดย นายชิตพร พูลประสิทธิ์ นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ
แหล่องอ้างอิง
รัตนา พรหมพิชัย. (2542). ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ
เว็บไซต์ สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เว็บไซต์ของศูนย์สนเทศภาคเหนือ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

โรคลำไส้แปรปรวน

เคยรู้สึกไหมว่ามีลมในกระเพาะมาก และเป็นคนเครียดจัดหรือไม่ ระวังจะเป็นโรคลำไส้แปรปรวนเคยรู้สึก เหมือนมีลมอยู่ในท้อง ต้องเรอหรือผายลมบ่อย ๆ มีอาการท้องเสียสลับท้องผูกกันบ้างหรือเปล่าครับ อาการมากมายจนสับสนไปหมดไม่รู้ว่าเป็นอะไรกันแน่ มาหาคำตอบเพื่อไขข้อข้องใจ กับอาการเหล่านี้ดีกว่าครับ
โรคลำไส้แปรปรวน คืออะไร
นพ.ณัฏฐากร วิริยานุภาพ แพทย์อายุรกรรมโรคระบบทางเดินอาหารและตับ ได้ให้ความรู้ว่า โรคลำไส้แปรปรวน (IBS) คือ โรคของลำไส้ที่บีบตัวผิดปกติ โดยตรวจไม่พบก้อนเนื้องอกด้วยการส่องกล้องตรวจลำไส้ จึงลงความเห็นว่าเป็นโรคลำไส้แปรปรวน ซึ่งเป็นโรคที่พบบ่อยในระบบทางเดินอาหาร และพบมากในคนวัยทำงานที่มีอายุ ๓๐ – ๕๐ ปี ซึ่งในปัจจุบันขยายผลไปยังกลุ่มวัยรุ่นเพิ่มขึ้น การสังเกตความผิดปกติในเรื่องระบบขับถ่ายของตัวเราเอง เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้รู้ว่าระบบภายในร่างกายมีความผิดปกติหรือ เปล่า โรคลำไส้แปรปรวน จะมีสัญญาณเตือนออกมาในรูปแบบของระบบการขับถ่ายที่ผิดปกติ และมักมีอาการเด่นชัด ดังนี้ครับ
๑. มีอาการปวดท้อง โดยอาจจะปวดบริเวณกลางท้อง หรือปวดบริเวณท้องน้อย แต่โดยทั่วไปจะปวดท้องน้อยด้านซ้าย ลักษณะอาการปวดมักจะปวดแบบเกร็ง มีอาการแน่นท้อง ท้องอืด มีอาการท้องโตขึ้น เหมือนมีลมอยู่ในท้อง อาจมีอาการเรอหรือผายลมบ่อย
๒. มีอาการถ่ายผิดปกติ เช่น ท้องผูก ท้องเสีย หรืออาจมีท้องผูกสลับท้องเสีย บางรายอาจมีความรู้สึกเหมือนถ่ายไม่สุด
๓. การขับถ่ายอุจจาระมีลักษณะเหลว หรือเป็นมูกร่วมด้วย แต่จะไม่มีเลือด อาการมักจะเป็นๆ หายๆ มากน้อยสลับกันและมีอาการเกิน ๓ เดือน
ความเครียด ตัวอันตรายทำให้เกิดโรคลำไส้แปรปรวน
ความเครียดเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลทำให้โรคลำไส้แปรปรวนแสดงอาการรุนแรงมาก ขึ้น เพราะเมื่อเครียดสมองจะมีการหลั่งสารบางอย่างออกมา ส่งผลให้ลำไส้แปรปรวน ยิ่งในยุคปัจจุบัน ทั้งสภาพเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมยังเป็นตัวกระตุ้นให้ คนเกิดความเครียดมาก ขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีชีวิตประจำวันที่เครียด ทำงานดึก พักผ่อนน้อย วันหนึ่งนอนไม่กี่ชั่วโมง และใช้สมองในการคิดการทำงานค่อนข้างมาก ยิ่งถ้าเป็นคนที่มีบุคลิกค่อนข้างขี้โกรธ หงุดหงิดง่าย และไม่ได้ออกกำลังกายจะเกิดโรคลำไส้แปรปรวนได้ง่ายมากขึ้น นอกจากนี้จากสถิติแล้วคนที่มีอาการเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ รักษาไม่หายสักที มักพบว่าต้นเหตุลำดับต้นๆ ที่ทำให้เกิดโรคของเขามาจากความเครียดด้วยกันทั้งนั้ น ยิ่งรักษาไม่หายก็ยิ่งเพิ่มความกังวลกลัวว่าจะเป็นอย่างอื่นร้ายแรง เช่น โรคมะเร็ง ซึ่งต้องบอกไว้เลยว่าโดยธรรมชาติของโรคนี้ไม่เปลี่ยน ไปเป็นมะเร็ง ดังนั้นหากพบอาการของโรคเกิดขึ้นกับตนเองแนะนำว่าควร จะมาพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจและรักษาให้เหมาะสมต่อไปครับ ........................ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ มีประโยชน์ จาก...... หนังสือสุขภาพดี......ครับ
อุดม อนุพันธิกุล นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

วันจันทร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2553

กาลามสูตร ๑๐ ประการ

กาลามสูตร เป็นพระสูตรสำคัญสูตรหนึ่งในพระพุทธศาสนา ได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ จากนักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบัน แท้ที่จริง ในพระไตรปิฎก ชื่อกาลามสูตร ไม่ได้มีปรากฏอยู่ หากมีแต่ชื่อว่า เกสปุตตสูตร ทั้งนี้ก็เพราะว่าพระพุทธเจ้าทรงแสดงพระสูตรนี้แก่ชาวกาลามะ ซึ่งอยู่ในเกสปุตตนิคม เพราะฉะนั้นจึงตั้งชื่อพระสูตรนี้ ตามชื่อของนิคมนี้ว่า เกสปุตตสูตรแต่คนที่อยู่ในนิคม หรือ ตำบลนี้เป็นเชื้อสาย หรือมีสกุลเดียวกัน คือ สกุลกาลามะ เขาจึงเรียกประชาชนเหล่านี้ว่ากาลามชน ซึ่งมีโคตรอันเดียวกัน สกุลเดียวกัน คือ กาลามโคตรเพราะฉะนั้นเขาจึงเรียกพระสูตรนี้ว่า เกสปุตตสูตร แต่ชาวโลกทั่วไป มักจะเรียกพระสูตรนี้ว่า กาลามสูตร เพราะรู้สึกว่าจะเรียกได้ง่ายกว่า พระสูตรนี้เป็นพระสูตรที่ไม่ยาว แต่มีใจความลึกซึ้งน่าคิดประกอบด้วยเหตุผล ซึ่งผู้นับถือ พระพุทธศาสนาหรือผู้ศึกษาพระพุทธศาสนาควรจะได้ศึกษาเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการใช้เหตุผลตามหลัก วิทยาศาสตร์ สอดคล้องกับกฎทางวิทยาศาสตร์ พระสูตรนี้มีความเป็นมาโดยย่อว่าในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าได้เสด็จไปยังเกสปุตตนิคม อันเป็นที่ อยู่ของพวกชาวกาลามโคตรหรือกาลามชน ชาวกาลามชนในเกสปุตตนิคม ทราบข่าวมาก่อนแล้วว่า พระพุทธเจ้ามีชื่อเสียงโด่งดังอย่างไรก่อนที่พระองค์จะได้เสด็จ มายังหมู่บ้านของพวกเขา จึงต่างก็พากันไปเฝ้าเป็น จำนวนมาก เพราะชื่อเสียงของพระพุทธเจ้าดังก้องไปว่า อิติปิ โส ภควา อรหัง สัมมาสัมพุทธโธ" เป็นต้น ดังที่เราสวดสรรเสริญกันในบทสวดมนต์ ซึ่งปรากฏมากในพระสูตรต่าง ๆว่า "แม้เพราะเหตุนี้ พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็น พระอรหันต์, เป็นผู้ตรัสรู้ เองโดยชอบ, เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ, เสด็จไปดีแล้ว เป็นผู้รู้แจ้งโลก เป็นผู้ฝึกคนที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นผู้รู้ เป็นผู้ เบิกบานเป็นผู้จำแนกธรรม เป็นต้น" เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปประทับที่ เกสปุตตนิคมนั้น มีประชาชนมาเฝ้ากันมากคนอินเดียมีเรื่อง แปลกอยู่อย่างหนึ่งคือไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นนักบวชนับถือลัทธินิกายใด หรือว่าพวกเขาจะไม่นับถือศาสนาใดเลยก็ตามแต่พวกเขา ก็อยากจะฟังความรู้ความเข้าใจ และต้องการปัญญา ดังนั้น พวกที่ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าในครั้งนี้ เป็นพวกที่ไม่เชื่อบุญไม่เชื่อบาปก็มี พวกที่ไม่นับถือ พุทธศาสนาก็มีพวก ที่สงสัยอยู่ก็มี พวกที่นับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่งอยู่แล้วก็มี พระพุทธเจ้า จึงตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงฟัง สิ่งที่ไม่ควรเชื่อ ๑๐ ประการ

  • มา อนุสฺสวเนน อย่าเพิ่งเชื่อโดยฟังตามกันมา
  • มา ปรมฺปราย อย่าเพิ่งเชื่อโดยถือว่าเป็นของเก่าเล่าสืบๆ กันมา
  • มา อิติกิราย อย่าเพิ่งเชื่อเพราะข่าวเล่าลือ
  • มา ปิฏกสมฺปทาเนน อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างคัมภีร์หรือตำรา
  • มา ตกฺกเหตุ อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดเดาเอาเอง
  • มา นยเหตุ อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดคาดคะเนอนุมานเอา
  • มา อาการปริวิตกฺเกน อย่าเพิ่งเชื่อโดยตรึกเอาตามอาการที่ปรากฏ
  • มา ทิฎฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา อย่าเพิ่งเชื่อเพราะเห็นว่าต้องกับความเห็นของตน
  • มา ภพฺพรูปตา อย่าเพิ่งเชื่อว่าผู้พูดควรเชื่อได้
  • มา สมโณ โน ครูติ อย่าเพิ่งเชื่อว่าผู้พูดนั้นเป็นครูของเรา

สรุปแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่าอย่าเพิ่งเชื่อ เพราะเหตุ ๑๐ ประการนี้
ที่มา :หนังสือความดีเด่นของกาลามสูตร และ คำสดุดีพระพุทธศาสนาของนักปราชญ์ ชาวตะวันตก โดย พระธรรมวิสุทธิกวี วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพมหานคร
จิราภรณ์ กาญจนา นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

รักษาผิวให้ผ่องใสอยู่เสมอ

ในหมู่คนรักสวยรักงาม เป็นที่ทราบกันแบบอวดอ้างกล่าวขานต่อๆ กันมาว่า "กลูต้าไธโอน" เป็นสารที่ทำให้ผิวขาวผ่องและเป็นที่นิยมกันมาก แม้สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยจะเตือนผู้บริโภคว่าไม่ควรหลงเชื่อโฆษณาที่อ้างว่าสามารถช่วยให้ผิวขาวขึ้น เพราะไม่มีผลิตภัณฑ์ใดที่จะทำให้ผิวขาวขึ้นได้อย่างถาวร ผลิตภัณฑ์หรือยาอาจช่วยให้ผิวขาวได้ชั่วคราว แต่เมื่อหมดฤทธิ์ร่างกายก็ผลิตเม็ดสีตามปกติ วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับวิธีทำให้ผิวขาว บอกลาผิวหม่นหมองด้วยวิถีธรรมชาติๆ มาฝากทุกกคน ดังนี้
1. การขัดผิว (Exfoliating) หมายถึง การขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปจากผิวหน้า รากศัพท์ของมันมาจากคำว่า "foliage" ซึ่งแปลว่าใบพืช เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า อิพิเดอร์มิส (Epidermis) หรือผิวชั้นนอกเกิดขึ้น
มาโดยผ่านกระบวนการสร้างจนมาเติบโตเต็มที่อยู่ชั้นบนสุดของผิวหนัง โดยเซลล์ที่ อยู่ล่างสุดของชั้นนี้ที่เรียก
ว่า เซลล์แรกเริ่ม (Basal Cells) จะสร้างเซลล์ลูกซึ่งจะเคลื่อนตัวขึ้นไปจนกลายเป็นผิวชั้นนอก เซลล์เหล่านี้มีหน้าที่เป็นตัวกั้นระหว่างร่างกายเรากับสิ่งแวดล้อมภายนอก ทั้งยังช่วยเก็บรักษาความชุ่มชื้นภายในและป้องกันสิ่งแปลกปลอมที่จะเข้าสู่ผิว หลังจากเซลล์ใหม่ที่แข็งแรงกว่า อยู่ประจำที่บนชั้นผิวหนังแล้ว เซลล์ผิวเก่าก็จะหลุดลอกออกโดยธรรมชาติ หากยังตกค้างอยู่บนผิวก็จะทำให้ผิวดูไม่มีชีวิตชีวา และดูเป็นสะเก็ด การขัดหน้าจึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการกำจัดเซลล์เก่าที่บดบังความสดใสนั่นเอง
2. ผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับการขัดผิว ก็ได้แก่ ฟองน้ำขัดรูปแบบต่างๆ เช่น ใยบวบ หรือครีม เช่น เอเอชเอ แม้กระทั่งผ้าเช็ดตัวก็สามารถใช้ขัดผิวได้ การขัดผิวอย่างนุ่มนวลจะช่วยให้ผิวของคุณดูชุ่มชื่นและใสกระจ่าง ควรหลีกเลี่ยงการขัดผิวด้วยวิธีรุนแรง และหากขัดมากเกินไป ก็อาจรบกวนหน้าที่ในการสกัดกั้นสิ่งแปลกปลอมของผิว รวมถึงทำให้ผิวอ่อนไหวมากขึ้นจนเกิดความแห้งกร้าน ไหม้แดด หรือปัญหาอื่นๆ ได้ง่าย
3. ถ้าต้องการขัดผิวหน้า ก็ควรทำอาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง และขัดผิวกายเดือนละ 1-2 ครั้ง แต่ถ้าใครมีเซลลูไลท์ แนะนำให้ขัดผิวบริเวณส่วนนั้นทุกวัน โดยใช้ถุงมือผ้าที่ใช้สำหรับอาบน้ำนวดขัด เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และกำจัดของเสียออกทางระบบน้ำเหลือง
4. สภาพผิว ถ้าคุณมีผิวมัน ใช้มะขามเปียกหรือสับปะรดซึ่งมีความเป็นกรดช่วยขจัดความมันผสมกับเกลือ มีฤทธิ์ช่วยสมานผิว เติมโยเกิร์ตช่วยบำรุงผิวก็ได้ ถ้าคุณมีผิวแห้ง ใช้ส้มเช้งเป็นส่วนผสมหลัก...ปอกเปลือกแล้วหั่นเป็นแว่นพอจับถนัดมือ ใส่งาขาวเป็นตัวช่วยขัด เพิ่มน้ำมันมะกอกเล็กน้อยลดความระคายเคือง
ถ้าคุณมีผิวแพ้ง่าย ใช้แค่งาขาว, งาดำผสมน้ำผึ้งหรือโยเกิร์ตก็พอ
5. เริ่มต้นที่ทำผิวเปียก นำผลิตภัณฑ์ขัดผิวเทใส่ใยบวบ ฟองน้ำ หรือถุงมือ แล้วทาลงบนผิวเบาๆ นวดผลิตภัณฑ์บนผิวด้วยการวนมือเป็นลักษณะวงกลมเบาๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นระบบไหลเวียน ใช้น้ำล้างออกให้สะอาด ซับให้แห้ง แล้วทาครีมบำรุงผิวที่ให้ความชุ่มชื้นในขณะที่ผิวยังชื้น๑๔
6. การปรนนิบัติผิวให้นุ่มนวลขึ้นภายในระยะเวลาอันสั้น ควรเริ่มด้วยการใช้น้ำมันนวดผิวก่อนอาบน้ำ จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนของการขัดผิว เพื่อช่วยปรนนิบัติ ผิวสะอาดหมดจด สวยเนียนสดใสไปอีกนานๆ
:::::::::::::::::::::::::::
โดย วนิดาพร

มหัศจรรย์น้ำมันมะพร้าว

มนุษย์ใช้น้ำมันมะพร้าวเป็นอาหาร เป็นยาและเป็นเครื่องสำอาง มานับพัน ๆ ปี ชาวเอเซียและแปซิฟิกที่ใช้น้ำมันมะพร้าวประกอบอาหาร ต่างก็มีสุขภาพดีถ้วนทั่ว โดยไม่ค่อยเป็นโรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคต่อมลูกหมากโต โรคไขข้อ โรคปวดเมื่อย โรคชราภาพก่อนวัย
โรคผิวหนัง ฯลฯ
การนำน้ำมันมะพร้าวมาใช้รักษาโรค ทั้งโดยแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนปัจจุบัน
ในตำราแพทย์แผนไทย มีการนำน้ำมันมะพร้าวมาใช้ประโยชน์ทางยา เช่น
รักษาแผลเรื้อรัง โดยการเอากะลามะพร้าวมาถูตะไบจนได้ผงละเอียด แล้วผสมกับน้ำมันมะพร้าว แทรกพิมเสนเล็กน้อย ทาแผลเรื้อรัง เช้า กลางวัน เย็น ทาบ่อย ๆ
รักษาเกลื้อน โดยเอากะลามะพร้าวแก่จัด ที่มีรู ที่ขูดแล้ว มาใส่ถ่านไฟแดง ๆ จะทำให้เกิดน้ำมันมะพร้าวไหลออกมา เอาน้ำมันนี้มาทาเกลื้อน ทาแล้วทิ้งไว้เจ็ดวันล้างออกยากจะติดแน่นอยู่เกลื้อนจะค่อย ๆ หายไปเอง
แก้ปวดฟัน โดยการเอากะลามะพร้าวแก่จัด ที่มีรู ขูดเอาเนื้อออกใหม่ ๆ ใส่ถ่านไฟแดงลงไป รองน้ำมันมะพร้าวที่ไหลออกมา เก็บใส่ขวดปิดแน่นไว้ ใช้สำลีพันปลายไม้ชุบน้ำมันมะพร้าวอุดรูฟันที่ปวด อย่าให้สัมผัสเหงือก หรือเนื้อเยื่ออื่น ๆ จะเกิดความชาได้
รักษาเล็บแตก โดยเอาน้ำมันมะพร้าวที่ได้จากการเผากะลามะพร้าวใส่แผลที่เกิดกับเล็บ เล็บแตก เล็กหลุด แผลที่ซอกเล็บ
รักษาแผลเป็น โดยการใช้น้ำมันมะพร้าวที่ได้จากการเผากะลามะพร้าว เผาไฟถ่าน ทาที่แผล ๆจะหายไปไม่กี่วัน เมื่อแผลหายจะไม่เป็นแผลเป็น
รักษารังแค ใช้น้ำมันมะพร้าวที่ได้จากการเคี่ยวน้ำกะทิแก่จัด เคี่ยวได้น้ำมันมะพร้าวใหม่ ๆ ปล่อยให้เย็นลง ทาศีรษะ ๓๐ นาที แล้วสระออกด้วยแชมพู ใช้เพียงสัปดาห์ละ ๒ ครั้ง ก็เพียงพอแล้ว
รักษาฝ่ามือแห้งแตกและเล็บขบ โดยการใช้น้ำมันมะพร้าวที่เคี่ยวใหม่ ๆหรือใช้น้ำมันมะพร้าวที่ได้จากการเผากะลามีรูจากถ่านไฟก็ได้ ทาเช้า กลางวัน เย็น หรือหยอดเล็บขบ จะหายเร็วและไม้ปวด

ผู้ให้ข้อมูล นายบุญเรือง แก้วกันทา หมู่ ๔ ตำบลวังเหนือ อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง
๕๒๑๔๐
ผู้สัมภาษณ์ นางสุพัชรีย์ เป็งอินตา นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ ปฏิบัติงานประจำอำเภอวังเหนือ
สำนักงานวัฒนธรรมอำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง

มหัศจรรย์ของย่านาง

ย่านาง ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า แม่ย่านางที่ปกป้องรักษาเรือพาหนะสำหรับใช้ในการเดินทางทางแม่น้ำ แต่หมายถึงพืชชนิดหนึ่งที่เราอาจจะใช้เป็นอาหาร หรือ ใช้เป็นยาสมุนไพรรักษาโรค ย่านางมีคุณสมบัติมหัศจรรย์ ประโยชน์ของใบย่านางมีมากมาย เช่น ช่วยปรับภาวะไม่สมดุลของร่างกายลดน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต โรคเก๊าท์ ใช้บำบัดหรือบรรเทาอาการอันเกิดจากภาวะไม่สมดุลแบบร้อนเกินไป หรือเป็นผดผื่นคัน ประจำเดือนมาไม่ปกติ ฯลฯ แต่ในที่นี้ จะขอพูดถึงประโยชน์ ของย่านางในการรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ด้วยน้ำใบย่านาง เพื่อช่วยในการเคลือบแผลในกระเพาะอาการและลำไส้ ปรับสมดุลของกระในกระเพาะอาหาร โดยการดื่มน้ำใบย่านางเป็นประจำทุก
วิธีการทำน้ำใบย่านาง เราจะใช้วิธีปั่นในเครื่องปั่น หรือวิธีตำในครกก็ได้ ใช้ใบย่านาง ๓-๑๐ ใบต่อน้ำแก้ว โดยนำเอาใบย่านางไปล้างให้สะอาด แล้วนำมาตำกับครก ก่อนที่เราจะโขลกใบย่านาง
จะต้องทำความสะอาดครกให้สะอาดเสียก่อน เพื่อจะไม่ทำให้น้ำใบย่านางมีรสเผ็ด หรือรสขม และมีกลิ่น
ของอาหารที่เราใช้ครกตำน้ำพริกหรือตำอย่างอื่นไปก่อนหน้านั้น ดังนั้นทางที่ดีเราควรจะต้องทำความสะอาดครกที่จะใช้ตำให้สะอาด เสร็จแล้วก็นำเอาใบย่านางที่ล้างไว้เรียบร้อยแล้ว มาโขลกให้ละเอียด เสร็จแล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง เราก็จะได้ใบย่านางเพื่อรับประทาน หากว่าเราต้องการทานน้ำใบย่านางแบบเย็น ๆ เราก็สามารถที่จะนำไป เก็บไว้ในตู้เย็นก็ได้ หากระยะเวลาที่เราเก็บน้ำใบย่านางเกิน ๒ – ๓ วัน ไปแล้ว ก่อนที่จะดื่มระวังอย่างให้น้ำใบย่านางบูดเพราะน้ำใบย่านาง จะมีรสเปรียวอาจจะทำให้ท้องเสียได้ ถ้าต้องการทราบประโยชน์ของใบย่านางมากกว่านี้ ก็สามารถที่จะหาดูได้จากหนังสือเกี่ยวกับพืชสมุนไพรไทย หรือทาง Internet
------------------------
โดย นางสาวจิราพร มณฑาทอง นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

วันเสาร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2553

ประโยชน์ของชาและโทษของชา

เครื่องดื่มชามีมานานกว่า 4,700 ปี นอกจากดื่มแก้กระหาย แก้ง่วง ยังช่วยต้านโรคที่เกิดจากอนุมูลอิสระ เราจะดื่มอย่างไรให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพ คอลัมน์ “สวยอย่างฉลาด” นิตยสาร “ฉลาดซื้อ” ฉบับล่าสุด มีคำแนะนำ
1. ชาร้อนๆ จะทำให้สารที่เป็นประโยชน์ คือ “คาเทคชินส์” ถูกความร้อนทำลายไปเกือบหมด คงเหลือแต่ความหอมและรสชาติ ถ้าต้องการให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพและยังนิยมชาร้อนๆ ควรดื่มน้ำชาที่เข้มข้น

2. ชาเขียวหรือสารสกัดจากใบชาสด หากนำมาเตรียมเป็นเครื่องดื่มแช่เย็น ความเย็นจะช่วยรักษาคุณค่าของสาระสำคัญในใบชาไว้ได้ดี แต่หากผ่านการทำให้ร้อนปริมาณสำคัญในน้ำชาก็จะถูกทำลายเช่นกัน

3. ชาร้อน หรือชาเย็น ไม่ควรแต่งรสด้วยนมทุกชนิด เพราะโปรตีนในนมจะไปจับกับสาระสำคัญในชา และทำลายประสิทธิภาพของสารออกฤทธิ์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

4. ผู้รับประทานวิตามินเสริม เช่น ธาตุเหล็ก เกลือแร่ หรือยาที่คล้ายคลึงกัน ควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำชาร่วมไปด้วยเพราะสาระสำคัญจากใบชาจะไปตกตะกอนธาตุเหล็กหรือเกลือแร่ไม่ให้ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย

5. โทษของการดื่มชาต่อร่างกายก็มีเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารสำคัญคือ “แทนนิน” จะไปตกตะกอนโปรตีนและแร่ธาตุต่างๆ จากอาหารที่รับประทาน ทำให้ลดการดูดซึมของสารอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกาย จึงมีคำแนะนำไม่ให้เด็กดื่มน้ำชาไม่ว่าจะเป็นชาเขียวแช่เย็นหรือชาร้อน เพราะจะทำให้ขาดสารอาหาร

6. ใบชายังมีองค์ประกอบที่ให้โทษต่อร่างกายที่ยังไม่ค่อยมีคนกล่าวถึง คือ มีฟลูออไรด์ในปริมาณค่อนข้างสูงทำให้เกิดการสะสม มีผลให้ไตวาย เกิดมะเร็งลำไส้ โรคกระดูกพรุน โรคข้อ และอื่นๆ ที่เกี่ยวกับกระดูก แต่ถ้าดื่มไม่มากก็ไม่ต้องกังวล

7. ใบชามีสารที่ชื่อว่า “ออกซาเลท” แม้จะมีอยู่น้อย แต่หากดื่มชามากๆ และดื่มบ่อยๆ เป็นประจำ สารนี้จะสะสมในร่างกาย เป็นอันตรายต่อไต

8. ใบชามีสารกาเฟอีนสูง อาจสูงกว่ากาแฟด้วยซ้ำ เพียงแต่การดื่มน้ำชา สารแทนนินจากชาจะป้องกันหรือลดการดูดซึมของกาเฟอีนเข้าสู่ร่างกาย ทำให้ฤทธิ์การกระตุ้นหัวใจและสมองน้อยกว่ากาแฟมากเพราะฉะนั้น เราจึงควรดื่มชาในปริมาณพอดีๆ

โดย นางสาวเสาวภาคย์ คงแสง นักวิชาการเงินและบัญชีปฏิบัติการ
ที่มา :เว็บไซต์ http://www.vcharkarn.com