ภาษาไทย ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่มีอรรถรส ไพเราะ มีเสียงสูง - ต่ำ และมีการอนุรักษ์ภาษาถิ่นให้แก่เยาวชนเพื่อเป็นการสืบสานวรรณกรรมด้านภาษาถิ่นไว้ นอกจากนั้นได้เปรียบเทียบ ภาษาถิ่น ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แต่ไม่ได้หมวดหมู่
ตารางเปรียบเทียบการอ่านภาษาถิ่น ตัวเมือง และภาษาไทยกลาง
ภาษาถิ่น ภาษาไทยกลาง ภาษาอังกฤษ
อีป้อ คุณพ่อ farther
อีแม่ คุณแม่ marther
เตียว เดิน walk
กิ๋น รับประทาน eat
ซ่วยมือ ล้างมือ -
ผ่อ ดู look
เกิบ รองเท้า choe
รวบรวมโดย นางเครือวัลย์ ธรรมมายอดดี
นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ
วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
พระเจ้าทองทิพย์
โดย สุนันทา เจียมเงิน นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ
พระเจ้าทองทิพย์เป็นพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ที่วัดบ้านต๋อ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ชนิดสำริด ชาวบ้านต๋อและชาวบ้านใกล้เคียงรู้จักและเคารพนับถือ เพราะพระเจ้าทองทิพย์มีอภินิหารและศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เลื่องลือกันในหมู่ชาวบ้านใกล้เคียงจนเป็นที่รู้จักทั่วไป อีกทั้งพระทองทิพย์นั้นเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยสมัยเชียงแสน มีขนาดหน้าตักกว้าง ๘๑ ซม. มีขนาดความสูง ๑๓๓ ซม. มีความสง่างามและทั้งองค์พระมีความสมบูรณ์ทั้งสิ้น
ประวัติความเป็นมาของพระเจ้าทองทิพย์นั้น เริ่มประดิษฐานอยู่ที่อุโบสถ์ของชาวบ้านต๋อตั้งแต่สมัยใดไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดยืนยันได้ แต่ผู้เฒ่าผู้แก่ของชาวบ้านต๋อเล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่ท่านเกิดมาก็เห็นและได้ให้ข้อมูลและท่านได้เล่าให้ฟังว่า พระเจ้าทองทิพย์มาประดิษฐานอยู่ที่อุโบสถ์วัดบ้านต๋อนั้น ท่านเล่าว่าพระเจ้าทองทิพย์นั้นนำมาพร้อมกับชาวบ้าน ชาวเมืองที่หลบหนีทหารพม่าเข้ามาและได้นำเอาพระเจ้าทองทิพย์มาด้วย เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและเป็นพระพทุธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านเคารพบูชาและนับถือเข้ามาด้วย และได้นำมาไว้ที่ป่ารกทึบ ติดกับแม่น้ำจางฝั่งติดด้านถนนใหญ่ ซึ่งบริเวณนี้มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นหนาแน่น (ปัจจุบันยังคงมีร่องรอยคือต้นไม้ใหญ่ให้เห็นอยู่) ซึ่งชาวบ้านคิดว่าที่บริเวณนี้ปลอดภัยจาการติดตามของทหาร ซึ่งก็เป็นไปตามที่คาดการณ์เอาไว้ปรากฏว่าทหารพม่าไม่มาราวีอีกเลย จึงได้รวมตัวปรึกษาหารือกันว่าจะอาศัยที่บริเวณนี้อยู่และสร้างบ้านเมืองตั้งรกรากถิ่นฐานอยู่บริเวณทั้งสองของฝั่งแม่น้ำจาง และไดอันเชิญพระพุทธรูปทองทิพย์มาประดิษฐานด้วย เพื่อกราบไหว้เป็นการถาวรสืบตาม ต่อมาชาวบ้านได้ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างโบสถ์ขึ้นมาสำหรับเป็นที่ประดิษฐานของพระเจ้าทองทิพย์ และต่อมาได้ยกบริเวณแห่งนี้ให้เป็นที่ธรณีสงฆ์ของวัดบ้านต๋อในเวลาต่อมา
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ เจ้าอาวาสวัดบ้านต๋อ เพื่อความปลอดภัยในการโจรกรรมของพวกมิจฉาชีพทั้งหลาย เพราะโบสถ์แห่งนี้ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่เลย เกรงจะเป็นอันตรายแก่องค์พระเจ้าทองทิพย์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์และมีอภินิหารเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านต๋อและชาวบ้านใกล้เคียง ซึ่งมีชื่อเสียงให้คนทั่วไปได้รู้จัก และต่อมาวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๖ ทางกรมศิลปากรได้ทำการจดทะเบียนพระเจ้าทองทิพย์ให้เป็นโบราณวัตถุ (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่
๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๖ เล่มที่ ๑๑๐ ตอน ๑๙๔) เพื่อเป็นสมบัติของชาติต่อไป
--------------
ผู้ให้ข้อมูล นายศรีทูล ใจวัน ผู้ใหญ่บ้าน บ้านเลขที่ ๒๒ หมู่ที่ ๔ ตำบลน้ำโจ้
อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง
พระเจ้าทองทิพย์เป็นพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ที่วัดบ้านต๋อ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ชนิดสำริด ชาวบ้านต๋อและชาวบ้านใกล้เคียงรู้จักและเคารพนับถือ เพราะพระเจ้าทองทิพย์มีอภินิหารและศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เลื่องลือกันในหมู่ชาวบ้านใกล้เคียงจนเป็นที่รู้จักทั่วไป อีกทั้งพระทองทิพย์นั้นเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยสมัยเชียงแสน มีขนาดหน้าตักกว้าง ๘๑ ซม. มีขนาดความสูง ๑๓๓ ซม. มีความสง่างามและทั้งองค์พระมีความสมบูรณ์ทั้งสิ้น
ประวัติความเป็นมาของพระเจ้าทองทิพย์นั้น เริ่มประดิษฐานอยู่ที่อุโบสถ์ของชาวบ้านต๋อตั้งแต่สมัยใดไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดยืนยันได้ แต่ผู้เฒ่าผู้แก่ของชาวบ้านต๋อเล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่ท่านเกิดมาก็เห็นและได้ให้ข้อมูลและท่านได้เล่าให้ฟังว่า พระเจ้าทองทิพย์มาประดิษฐานอยู่ที่อุโบสถ์วัดบ้านต๋อนั้น ท่านเล่าว่าพระเจ้าทองทิพย์นั้นนำมาพร้อมกับชาวบ้าน ชาวเมืองที่หลบหนีทหารพม่าเข้ามาและได้นำเอาพระเจ้าทองทิพย์มาด้วย เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและเป็นพระพทุธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านเคารพบูชาและนับถือเข้ามาด้วย และได้นำมาไว้ที่ป่ารกทึบ ติดกับแม่น้ำจางฝั่งติดด้านถนนใหญ่ ซึ่งบริเวณนี้มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นหนาแน่น (ปัจจุบันยังคงมีร่องรอยคือต้นไม้ใหญ่ให้เห็นอยู่) ซึ่งชาวบ้านคิดว่าที่บริเวณนี้ปลอดภัยจาการติดตามของทหาร ซึ่งก็เป็นไปตามที่คาดการณ์เอาไว้ปรากฏว่าทหารพม่าไม่มาราวีอีกเลย จึงได้รวมตัวปรึกษาหารือกันว่าจะอาศัยที่บริเวณนี้อยู่และสร้างบ้านเมืองตั้งรกรากถิ่นฐานอยู่บริเวณทั้งสองของฝั่งแม่น้ำจาง และไดอันเชิญพระพุทธรูปทองทิพย์มาประดิษฐานด้วย เพื่อกราบไหว้เป็นการถาวรสืบตาม ต่อมาชาวบ้านได้ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างโบสถ์ขึ้นมาสำหรับเป็นที่ประดิษฐานของพระเจ้าทองทิพย์ และต่อมาได้ยกบริเวณแห่งนี้ให้เป็นที่ธรณีสงฆ์ของวัดบ้านต๋อในเวลาต่อมา
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ เจ้าอาวาสวัดบ้านต๋อ เพื่อความปลอดภัยในการโจรกรรมของพวกมิจฉาชีพทั้งหลาย เพราะโบสถ์แห่งนี้ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่เลย เกรงจะเป็นอันตรายแก่องค์พระเจ้าทองทิพย์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์และมีอภินิหารเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านต๋อและชาวบ้านใกล้เคียง ซึ่งมีชื่อเสียงให้คนทั่วไปได้รู้จัก และต่อมาวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๖ ทางกรมศิลปากรได้ทำการจดทะเบียนพระเจ้าทองทิพย์ให้เป็นโบราณวัตถุ (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่
๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๖ เล่มที่ ๑๑๐ ตอน ๑๙๔) เพื่อเป็นสมบัติของชาติต่อไป
--------------
ผู้ให้ข้อมูล นายศรีทูล ใจวัน ผู้ใหญ่บ้าน บ้านเลขที่ ๒๒ หมู่ที่ ๔ ตำบลน้ำโจ้
อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง
วัฒนธรรมการกินน้ำพริกของคนเมือง
โดย มันทนา กันสิทธิ์ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำปาง
โดยทั่วไปแล้ว อาหารการกินของคนเมืองเฮา จะกินอาหารที่รสอ่อน คือ ไม่เค็ม ไม่เผ็ด ไม่หวาน มาก แต่จะอยู่พอดี แต่ยังมีอาหารอีกชนิดหนึ่งที่ยังเป็นที่นิยมไม่ว่าจะเป็นคนไทย คนเมือง หรือคนลาว นั้นก็คือ น้ำพริก ซึ่งในแต่ละฤดูคนเมืองของเฮาจะมีการกินน้ำพริกที่แตกต่างกันไป ได้แก่ หน้าฝน จะเป็นฤดูที่มีอาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์ ในนาและหนองน้ำ มีสัตว์ประเภทกุ้ง หอย ปู ปลา กบ เขียด นานาชนิด เช่น อีฮวก (ลูกอ็อด) คนเมืองของเฮาจะเอามาตำเป็นน้ำพริกอีฮวกกินกับผักสด และข้าวนึ่งฮ้อนๆ จิกุ่ง เป็นแมลงประเภทจิ้งหรีด แต่ตัวใหญ่กว่า คนเมืองถือว่าเป็นอาหารชั้นยอด โดยจะเอาทอด หรือว่าเอามาทำเป็นน้ำพริก กินกับผักสด ก็ได้ ปูนา สามารถนำมาทำเป็นน้ำพริก หรือว่าจะเอามาทำน้ำปู๋ น้ำปู๋ได้มาจากการเอาปูนาตัวเล็กๆนำมาโขลกผสมตะไคร้ ข่า เกลือ ใบมะกอก แล้วกรองเอาแต่น้ำ นำไปเคี่ยวจนข้น แล้วเหนียว มีสีดำ ใช้แทนกะปิ หรือปลาร้าก็ได้ อาหารที่กินกับน้ำปู๋ ยำหน่อ จะคล้ายกับซุปหน่อไม้ของอิสาน ส้ามะโอคือยำส้มโอ หน้าฝนก็ยังมีเห็ดป่าฝน เช่น เห็ดเหลือง เห็ดแดง เห็ดถอบ(ต้นฝน) เห็ดไข่ห่าน เห็ดขมิ้น หน้าหนาว น้ำพริกในฤดูนี้จะเน้นการเพิ่มไขมันเพื่อสู้กับความหนาว น้ำพริกอ่อง จึงเป็นน้ำพริกประจำหน้าหนาว เพราะเราใช้หมูติดมันมาทำ
หน้าแล้ง หลังเก็บเกี่ยวข้าว ตากแดดให้แห้ง นวดและขนเข้ายุ้งฉางแล้วเตรียมขาย แต่เดิมจะถือว่า เป็นช่วงหมดงานหนักที่เคยตรากตรำมา แต่ก็ใช่ว่าจะนอนตีพุงสบาย ไม่ได้ทำอะไรเลย งานซ่อมแซม บ้านเรือน จอบ เสียบ ไถ คราด และงานอื่นๆยังรออยู่ น้ำพริกในฤดูนี้จะเป็นแบบแห้งที่สามารถเก็บไว้กินได้นาน หรือกินได้ตลอดปี คือ น้ำพริกดำ จะคล้ายกับน้ำพริกตาแดง แต่ส่วนประกอบต่างกัน น้ำพริกดำ บางบ้านเรียกว่าน้ำพริกแห้ง โดยเอาพริกแห้งไปย่างไฟอ่อนๆ หอม กระเทียม เอาไปเผาให้สุก แล้วแกะเปลือก เอาไปตำกับพริกแห้งจนละเอียดแล้วใส่เกลือเข้าไปด้วย จะได้น้ำพริกเก็บไว้กิน การกินน้ำพริกของคนเมืองเฮาแตกต่างกันในแต่ละฤดู ไม่น่าจะเป็นเพียงเรื่องการมีอยู่ กับไม่มีอยู่ของพืช สัตว์ ที่นำมากินในช่วงเวลานั้น ๆ เท่านั้น แต่น่าจะสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าอกเข้าใจในผลของการรับประทาน สุดท้ายของการกินที่มีต่อสุขภาพอนามัย ว่าอะไรกินแล้วดี อะไรกินแล้วไม่ดี ในช่วงฤดูกาลหรือโอกาสนั้น ๆ เป็นความรู้ที่มีอยู่จริง ซึ่งปัจจุบันไม่ได้คำนึงถึงเท่าที่ควร ดังนั้นภูมิรู้ภูมิธรรมของคนบ่าเก่า ก็ยังมีแนวคิดที่สนับสนุนการกินอย่างถูกวิธีของกระทรวงสาธารณสุขอีกด้วย แล้วเราจะไม่นำความรู้เหล่านี้มาบอกเล่าแก่คนอื่นได้อย่างไร ...
ที่มา : คำบอกเล่าของแม่อุ้ยแสน เมืองใจ บ้านป่าซางน้อย ลำพูน
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำปาง
โดยทั่วไปแล้ว อาหารการกินของคนเมืองเฮา จะกินอาหารที่รสอ่อน คือ ไม่เค็ม ไม่เผ็ด ไม่หวาน มาก แต่จะอยู่พอดี แต่ยังมีอาหารอีกชนิดหนึ่งที่ยังเป็นที่นิยมไม่ว่าจะเป็นคนไทย คนเมือง หรือคนลาว นั้นก็คือ น้ำพริก ซึ่งในแต่ละฤดูคนเมืองของเฮาจะมีการกินน้ำพริกที่แตกต่างกันไป ได้แก่ หน้าฝน จะเป็นฤดูที่มีอาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์ ในนาและหนองน้ำ มีสัตว์ประเภทกุ้ง หอย ปู ปลา กบ เขียด นานาชนิด เช่น อีฮวก (ลูกอ็อด) คนเมืองของเฮาจะเอามาตำเป็นน้ำพริกอีฮวกกินกับผักสด และข้าวนึ่งฮ้อนๆ จิกุ่ง เป็นแมลงประเภทจิ้งหรีด แต่ตัวใหญ่กว่า คนเมืองถือว่าเป็นอาหารชั้นยอด โดยจะเอาทอด หรือว่าเอามาทำเป็นน้ำพริก กินกับผักสด ก็ได้ ปูนา สามารถนำมาทำเป็นน้ำพริก หรือว่าจะเอามาทำน้ำปู๋ น้ำปู๋ได้มาจากการเอาปูนาตัวเล็กๆนำมาโขลกผสมตะไคร้ ข่า เกลือ ใบมะกอก แล้วกรองเอาแต่น้ำ นำไปเคี่ยวจนข้น แล้วเหนียว มีสีดำ ใช้แทนกะปิ หรือปลาร้าก็ได้ อาหารที่กินกับน้ำปู๋ ยำหน่อ จะคล้ายกับซุปหน่อไม้ของอิสาน ส้ามะโอคือยำส้มโอ หน้าฝนก็ยังมีเห็ดป่าฝน เช่น เห็ดเหลือง เห็ดแดง เห็ดถอบ(ต้นฝน) เห็ดไข่ห่าน เห็ดขมิ้น หน้าหนาว น้ำพริกในฤดูนี้จะเน้นการเพิ่มไขมันเพื่อสู้กับความหนาว น้ำพริกอ่อง จึงเป็นน้ำพริกประจำหน้าหนาว เพราะเราใช้หมูติดมันมาทำ
หน้าแล้ง หลังเก็บเกี่ยวข้าว ตากแดดให้แห้ง นวดและขนเข้ายุ้งฉางแล้วเตรียมขาย แต่เดิมจะถือว่า เป็นช่วงหมดงานหนักที่เคยตรากตรำมา แต่ก็ใช่ว่าจะนอนตีพุงสบาย ไม่ได้ทำอะไรเลย งานซ่อมแซม บ้านเรือน จอบ เสียบ ไถ คราด และงานอื่นๆยังรออยู่ น้ำพริกในฤดูนี้จะเป็นแบบแห้งที่สามารถเก็บไว้กินได้นาน หรือกินได้ตลอดปี คือ น้ำพริกดำ จะคล้ายกับน้ำพริกตาแดง แต่ส่วนประกอบต่างกัน น้ำพริกดำ บางบ้านเรียกว่าน้ำพริกแห้ง โดยเอาพริกแห้งไปย่างไฟอ่อนๆ หอม กระเทียม เอาไปเผาให้สุก แล้วแกะเปลือก เอาไปตำกับพริกแห้งจนละเอียดแล้วใส่เกลือเข้าไปด้วย จะได้น้ำพริกเก็บไว้กิน การกินน้ำพริกของคนเมืองเฮาแตกต่างกันในแต่ละฤดู ไม่น่าจะเป็นเพียงเรื่องการมีอยู่ กับไม่มีอยู่ของพืช สัตว์ ที่นำมากินในช่วงเวลานั้น ๆ เท่านั้น แต่น่าจะสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าอกเข้าใจในผลของการรับประทาน สุดท้ายของการกินที่มีต่อสุขภาพอนามัย ว่าอะไรกินแล้วดี อะไรกินแล้วไม่ดี ในช่วงฤดูกาลหรือโอกาสนั้น ๆ เป็นความรู้ที่มีอยู่จริง ซึ่งปัจจุบันไม่ได้คำนึงถึงเท่าที่ควร ดังนั้นภูมิรู้ภูมิธรรมของคนบ่าเก่า ก็ยังมีแนวคิดที่สนับสนุนการกินอย่างถูกวิธีของกระทรวงสาธารณสุขอีกด้วย แล้วเราจะไม่นำความรู้เหล่านี้มาบอกเล่าแก่คนอื่นได้อย่างไร ...
ที่มา : คำบอกเล่าของแม่อุ้ยแสน เมืองใจ บ้านป่าซางน้อย ลำพูน
“คารวะครูด้วยดวงใจ”
“วัฒนธรรม” หมายถึงลักษณะที่แสดงออกถึงความเจริญงอกงาม ความเป็นระเบียบ
เรียบร้อย ความกลมเกลียวก้าวหน้าของชาติ และศีลธรรมอันดีงามของประเทศ
จากความหมายของคำว่า “วัฒนธรรม” ที่มีความชัดเจนและลึกซึ้งแล้วนั้น พิจารณาดู
จะเห็นถึงคุณลักษณะของการที่คนในชาติจะร่วมมือร่วมแรงร่วมใจกันได้ต้อง เป็นคนที่มีระเบียบวินัย รับผิดชอบตนเองและผู้อื่น ไม่เห็นแก่ตัว เมื่อจะคิดหรือทำสิ่งใดแล้ว เมื่อทำผิด หรือไม่ถูกต้องจะละอายไม่กล้าสู้หน้าและคนในสังคมไม่มีใครต้องการคบค้าสมาคมด้วย หรือให้การต้อนรับ
สังคมเริ่มต้นที่บ้าน พ่อ แม่ เป็นครูคนแรกของลูก เมื่ออยู่ในครอบครัวท่านจะเลี้ยงดู
ให้ความรักความอบอุ่นดูแลเอาใจใส่ และอบรมสั่งสอน ให้การศึกษาเล่าเรียน เป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูก เมื่อลูกจบ
การศึกษามีงานทำ สร้างหลักฐานของตนเอง และแต่งงานมีครอบครัวแยกไปสร้างครอบครัวใหม่ ภาระต่าง ๆ
ของพ่อ แม่ก็สิ้นสุดลง แต่ท่านก็ยังดูแลให้คำปรึกษา หรือรับภาระการเลี้ยงดูบุตรให้เรา นับได้ว่ายังมีความเกี่ยวข้อง และเป็นครอบครัวเดียวกันที่ยังต้องดูแลเอาใจใส่เหมือนเดิม
เมื่อถึงวัยศึกษาเล่าเรียนอยู่ในโรงเรียน “ครู” เป็นผู้สอนให้เราซึ่งเป็น “ศิษย์” ให้มี
ความรู้ในหนังสือ หรือวิชาการต่าง ๆสอนให้เป็นคนดีมีระเบียบวินัย การอยู่ร่วมในสังคม เคารพเชื่อฟังพ่อ แม่
หลีกเลี่ยงอบายมุข เช่น สุรา ยาเสพติด และการคบเพื่อนที่ดี เพื่อจะได้ไม่ถูกชักจูงไปในทางที่ไม่ดี การศึกษา
ในสมัยก่อนเริ่มที่วัด หลวงพ่อ หรือพระท่านจะสอนอ่านเขียน การสวดมนต์ และสอนในเรื่องศีลธรรมควบคู่
กันไป คนในรุ่นก่อนจึงเป็นคนดีมีศีลธรรมประพฤติตนอยู่ในกรอบที่ดีงามของสังคม ศิษย์จึงดีได้เพราะครูท่านให้ความรู้ และอบรมสั่งสอน ครูจึงเป็นผู้มีพระคุณที่ยิ่งใหญ่ของศิษย์ การศึกษาเล่าเรียนในวิชาต่าง ๆได้ดี
ต้องมีการไหว้ครู เพื่อแสดงความเคารพที่ท่านเป็นผู้ให้วิชาความรู้ ในการเรียนวิชาศิลปะนาฏดุริยางคศาสตร์
ซึ่งมีหลายกลุ่มวิชา เช่น วิชาช่างสิบหมู่ วิชานาฏศิลป์ และการละคร ฟ้อนรำ วิชาดุริยางคศาสตร์ ดนตรีสาขาต่าง ๆ และการละเล่นพื้นเมือง จะมีการไหว้ครู ครอบครู เพื่อแสดงความเคารพท่านบรมครูทั้งหลาย ที่ได้อบรมสั่งสอนสรรพวิชา อนุรักษ์วิชาช่างไว้และตกทอดมาถึงเราผู้เป็นศิษย์
นักการศึกษายอมรับว่า “การศึกษาคือ กระบวนการถ่ายทอดและสร้างสรรค์วัฒนธรรมชาติ” “ครู” เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาชีวิต และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดจนการ
สืบทอดวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น และประเทศชาติ มีศาสนา และศีลธรรม จริยธรรม เป็นกรอบสำคัญที่แสดงออกให้เห็นรูปธรรม ครู ต้องรับภารกิจที่ยิ่งใหญ่ของชาติ ครูไม่ได้เป็นเรือจ้างที่ต้องส่งศิษย์ให้ถึงฝั่งเท่านั้น แต่ท่านเป็นผู้ให้ทุกอย่าง โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน และในโอกาสที่ วันที่ ๑๖ มกราคมของทุกปีเป็น
“วันครู” เราผู้เป็นศิษย์ขอคารวะครู ด้วยท่านเป็นผู้ให้แสงสว่างชี้แนวทางในชีวิต อุทิศตนเพื่อศิษย์ทุกคน
โดย นางน้ำทิพย์ มณฑาทอง นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ ปฏิบัติงานประจำอำเภอเมืองปาน
สำนักงานวัฒนธรรมอำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง
แหล่งข้อมูล นิคม มุสิกะคามะ. วัฒนธรรม:บทบาทใหม่ในยุคโลกาภิวัตน์. กรุงเทพฯ:
กรมศิลปากร, ๒๕๔๕.
เรียบร้อย ความกลมเกลียวก้าวหน้าของชาติ และศีลธรรมอันดีงามของประเทศ
จากความหมายของคำว่า “วัฒนธรรม” ที่มีความชัดเจนและลึกซึ้งแล้วนั้น พิจารณาดู
จะเห็นถึงคุณลักษณะของการที่คนในชาติจะร่วมมือร่วมแรงร่วมใจกันได้ต้อง เป็นคนที่มีระเบียบวินัย รับผิดชอบตนเองและผู้อื่น ไม่เห็นแก่ตัว เมื่อจะคิดหรือทำสิ่งใดแล้ว เมื่อทำผิด หรือไม่ถูกต้องจะละอายไม่กล้าสู้หน้าและคนในสังคมไม่มีใครต้องการคบค้าสมาคมด้วย หรือให้การต้อนรับ
สังคมเริ่มต้นที่บ้าน พ่อ แม่ เป็นครูคนแรกของลูก เมื่ออยู่ในครอบครัวท่านจะเลี้ยงดู
ให้ความรักความอบอุ่นดูแลเอาใจใส่ และอบรมสั่งสอน ให้การศึกษาเล่าเรียน เป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูก เมื่อลูกจบ
การศึกษามีงานทำ สร้างหลักฐานของตนเอง และแต่งงานมีครอบครัวแยกไปสร้างครอบครัวใหม่ ภาระต่าง ๆ
ของพ่อ แม่ก็สิ้นสุดลง แต่ท่านก็ยังดูแลให้คำปรึกษา หรือรับภาระการเลี้ยงดูบุตรให้เรา นับได้ว่ายังมีความเกี่ยวข้อง และเป็นครอบครัวเดียวกันที่ยังต้องดูแลเอาใจใส่เหมือนเดิม
เมื่อถึงวัยศึกษาเล่าเรียนอยู่ในโรงเรียน “ครู” เป็นผู้สอนให้เราซึ่งเป็น “ศิษย์” ให้มี
ความรู้ในหนังสือ หรือวิชาการต่าง ๆสอนให้เป็นคนดีมีระเบียบวินัย การอยู่ร่วมในสังคม เคารพเชื่อฟังพ่อ แม่
หลีกเลี่ยงอบายมุข เช่น สุรา ยาเสพติด และการคบเพื่อนที่ดี เพื่อจะได้ไม่ถูกชักจูงไปในทางที่ไม่ดี การศึกษา
ในสมัยก่อนเริ่มที่วัด หลวงพ่อ หรือพระท่านจะสอนอ่านเขียน การสวดมนต์ และสอนในเรื่องศีลธรรมควบคู่
กันไป คนในรุ่นก่อนจึงเป็นคนดีมีศีลธรรมประพฤติตนอยู่ในกรอบที่ดีงามของสังคม ศิษย์จึงดีได้เพราะครูท่านให้ความรู้ และอบรมสั่งสอน ครูจึงเป็นผู้มีพระคุณที่ยิ่งใหญ่ของศิษย์ การศึกษาเล่าเรียนในวิชาต่าง ๆได้ดี
ต้องมีการไหว้ครู เพื่อแสดงความเคารพที่ท่านเป็นผู้ให้วิชาความรู้ ในการเรียนวิชาศิลปะนาฏดุริยางคศาสตร์
ซึ่งมีหลายกลุ่มวิชา เช่น วิชาช่างสิบหมู่ วิชานาฏศิลป์ และการละคร ฟ้อนรำ วิชาดุริยางคศาสตร์ ดนตรีสาขาต่าง ๆ และการละเล่นพื้นเมือง จะมีการไหว้ครู ครอบครู เพื่อแสดงความเคารพท่านบรมครูทั้งหลาย ที่ได้อบรมสั่งสอนสรรพวิชา อนุรักษ์วิชาช่างไว้และตกทอดมาถึงเราผู้เป็นศิษย์
นักการศึกษายอมรับว่า “การศึกษาคือ กระบวนการถ่ายทอดและสร้างสรรค์วัฒนธรรมชาติ” “ครู” เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาชีวิต และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดจนการ
สืบทอดวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น และประเทศชาติ มีศาสนา และศีลธรรม จริยธรรม เป็นกรอบสำคัญที่แสดงออกให้เห็นรูปธรรม ครู ต้องรับภารกิจที่ยิ่งใหญ่ของชาติ ครูไม่ได้เป็นเรือจ้างที่ต้องส่งศิษย์ให้ถึงฝั่งเท่านั้น แต่ท่านเป็นผู้ให้ทุกอย่าง โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน และในโอกาสที่ วันที่ ๑๖ มกราคมของทุกปีเป็น
“วันครู” เราผู้เป็นศิษย์ขอคารวะครู ด้วยท่านเป็นผู้ให้แสงสว่างชี้แนวทางในชีวิต อุทิศตนเพื่อศิษย์ทุกคน
โดย นางน้ำทิพย์ มณฑาทอง นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ ปฏิบัติงานประจำอำเภอเมืองปาน
สำนักงานวัฒนธรรมอำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง
แหล่งข้อมูล นิคม มุสิกะคามะ. วัฒนธรรม:บทบาทใหม่ในยุคโลกาภิวัตน์. กรุงเทพฯ:
กรมศิลปากร, ๒๕๔๕.
อร่อยๆกับอาหารแมลง
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ครั้งนี้เรามาคุยกันถึงเรื่องอาหารที่ทำมาจากแมลงตามฤดูกาลกันนะครับ ถ้าท่านได้เดินตลาดช่วงเข้าเดือนกุมภาพันธ์ จะเห็นมีการขายสิ่งหนึ่ง วางเป็นกองเป็นเม็ดสีน้ำตาลเล็กๆและเม็ดขาวๆใหญ่ๆวางอยู่บน ถ้าสังเกตดีๆจะคล้ายตัวอ่อนของแมลง ใช่ครับมันเป็นตัวอ่อนของแมลงชนิดหนึ่งครับ ทางภาคเหนือเรียก เม็ดสีน้ำตาลเล็กๆ “ไข่แมงมัน” ส่วนเม็ดขาวๆใหญ่ๆที่เป็นตัวอ่อน เรียกว่า “เต้งแมงมัน” ซึ่งช่วงเข้าเหนือกุมภาพันธ์ จะเป็นช่วงเริ่มการขุดหาไข่และเต้ง กันครับ การขุดหาแบบใดไม่ขอคุย มาพูดถึงอาหารที่ทำได้ ดีกว่า อาหารที่ผมเห็นๆนิยมกันมากที่สุด ก็คือ “แมงมันจ่อม” 
วิธีทำ นำไข่แมงมัน ดองไว้ 1-2 คืนก่อน เพื่อให้ไข่แมงมันมีรสเปรี้ยว น้ำที่จะดองเป็นน้ำต้มให้สุกหรือน้ำแช่ข้าวเหนียว (น้ำข้าวมวก) เกลือ พอดองได้ที่ ก็จะเป็นการปรุง โดยการนำไข่แมงมันดองมาโรยด้วยพริกแห้งปิ้ง โขลกหยาบๆ โรยหน้า พร้อมกับต้นหอมผักชีรับประทานกับสะเดาที่ลวกแล้ว นับเป็นอาหารพิเศษที่หารับประทานได้ไม่ง่าย และอร่อยสุดๆครับ
วิธีทำ ต้มน้ำให้เดือด เอาปลาร้าใส่กรองก้างด้วยกระชอน ผักกาดจอเด็ดเป็นท่อน ๆ และต้นหอมผักชีไว้โรยหน้าตักน้ำต้มปลาร้ามาละลายพริกแกงในครกนิดหน่อย ตักพริกแกงใส่หม้อ คนให้ละลาย รอจนเดือด ขย้ำผักกาดให้ทั่ว ๆ ใส่ผักกาดลงไป คนผักกาดให้ยุบตัว พอสุกแล้วใส่ไข่แมงมัน คนให้ทั่ว ตั้งไฟต่ออีก 2-3 นาที เท่านี้ก็ได้อาหารอร่อยๆบ้านๆอีกหนึ่งชาม ลองทำดูนะครับ
หลังจากทำอาหารแล้วท่านพูดอาหารยังสงสัยว่าแล้ว ไข่และเต้งแมงมัน นี้จะมีคุณค่าทางอาหารอะไรบาง ผลการวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการพบว่าจุดเด่นของอาหารแมลงอยู่ที่ปริมาณสารอาหารกลุ่มพลังงาน โปรตีน และไขมัน สำหรับเกลือแร่ที่มีอยู่จำนวนมาก ได้แก่ ธาตุฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม ส่วนวิตามินที่พบในแมลงได้แก่ วิตามินบี 1 และวิตามินบี 2 ซึ่งมีอยู่ไม่มากนัก (สถาบันวิจัยโภชนาการ พ.ศ. 2548) ไข่แมงมันจะมี ฟอสฟอรัสต่ำกว่า 100 มก. ต่อน้ำหนัก 100 กรัม
ความเชื่อของคนทางเหนือมีความเชื่อว่า การบริโภคแมงมันจะทำให้มีพละกำลังและเพิ่มสมรรถภาพทางเพศอีกด้วย
สำหรับอร่อยๆกับอาหารแมลง ต่อนี้คงจบแค่นี้นะครับ ครั้งนห้าผมจะนำเสอนอาหารอะไรอีกก็โปรดติดตามกันต่อไปนะครับ
สวัสดีครับ
เขียนโดย นายชิตพร พูลประสิทธิ์ นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำปาง

วิธีทำ นำไข่แมงมัน ดองไว้ 1-2 คืนก่อน เพื่อให้ไข่แมงมันมีรสเปรี้ยว น้ำที่จะดองเป็นน้ำต้มให้สุกหรือน้ำแช่ข้าวเหนียว (น้ำข้าวมวก) เกลือ พอดองได้ที่ ก็จะเป็นการปรุง โดยการนำไข่แมงมันดองมาโรยด้วยพริกแห้งปิ้ง โขลกหยาบๆ โรยหน้า พร้อมกับต้นหอมผักชีรับประทานกับสะเดาที่ลวกแล้ว นับเป็นอาหารพิเศษที่หารับประทานได้ไม่ง่าย และอร่อยสุดๆครับ

วิธีทำ ต้มน้ำให้เดือด เอาปลาร้าใส่กรองก้างด้วยกระชอน ผักกาดจอเด็ดเป็นท่อน ๆ และต้นหอมผักชีไว้โรยหน้าตักน้ำต้มปลาร้ามาละลายพริกแกงในครกนิดหน่อย ตักพริกแกงใส่หม้อ คนให้ละลาย รอจนเดือด ขย้ำผักกาดให้ทั่ว ๆ ใส่ผักกาดลงไป คนผักกาดให้ยุบตัว พอสุกแล้วใส่ไข่แมงมัน คนให้ทั่ว ตั้งไฟต่ออีก 2-3 นาที เท่านี้ก็ได้อาหารอร่อยๆบ้านๆอีกหนึ่งชาม ลองทำดูนะครับ
หลังจากทำอาหารแล้วท่านพูดอาหารยังสงสัยว่าแล้ว ไข่และเต้งแมงมัน นี้จะมีคุณค่าทางอาหารอะไรบาง ผลการวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการพบว่าจุดเด่นของอาหารแมลงอยู่ที่ปริมาณสารอาหารกลุ่มพลังงาน โปรตีน และไขมัน สำหรับเกลือแร่ที่มีอยู่จำนวนมาก ได้แก่ ธาตุฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม ส่วนวิตามินที่พบในแมลงได้แก่ วิตามินบี 1 และวิตามินบี 2 ซึ่งมีอยู่ไม่มากนัก (สถาบันวิจัยโภชนาการ พ.ศ. 2548) ไข่แมงมันจะมี ฟอสฟอรัสต่ำกว่า 100 มก. ต่อน้ำหนัก 100 กรัม
ความเชื่อของคนทางเหนือมีความเชื่อว่า การบริโภคแมงมันจะทำให้มีพละกำลังและเพิ่มสมรรถภาพทางเพศอีกด้วย
สำหรับอร่อยๆกับอาหารแมลง ต่อนี้คงจบแค่นี้นะครับ ครั้งนห้าผมจะนำเสอนอาหารอะไรอีกก็โปรดติดตามกันต่อไปนะครับ
สวัสดีครับ
เขียนโดย นายชิตพร พูลประสิทธิ์ นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำปาง
วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553
ข้าวนึ่งคนเมือง : ข้าวเหนียวคนลาว
โดย มันทนา กันสิทธิ์ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำปาง
ข้าวนึ่งคนเมือง : ข้าวเหนียวคนลาว โดยความหมายแล้ว ก็คือ ข้าวเหนียวที่เรารู้จักกันนั่นเอง แต่การเรียกชื่อ ได้เรียกกันตามภาษาถิ่นของแต่ละพื้นที่ ข้าวเหนียวถือได้ว่าเป็นอาหารหลักของคนเหนือและคนอีสาน เพราะข้าวเหนียวรับประทานแล้วจะรู้สึกอิ่มท้องมากกว่าและอยู่ได้นาน ไม่หิวบ่อย แต่การรับประทานมากเกินไป จะก่อให้เกิดอาการไฟธาตุพิการได้ง่าย ผู้สูงอายุไม่ควรที่จะรับประทานข้าวเหนียวให้มากเพราะจะทำให้ติดคอได้
เคยมีคนตั้งคำถามมากมายเกี่ยวกับข้าวเหนียว จึงขอนำเสนอความรู้เพื่อประกอบ เช่น
๑. “ทำไมข้าวเหนียวจึงเหนียวกว่าข้าวเจ้า” ก็เพราะ ข้าวเหนียวและข้าวเจ้านั้นมีส่วนประกอบสำคัญคือแป้งหรือ starch คือเป็น กลูโคสโพลีเมอร์ แบบหนึ่ง แต่ แป้งข้าวเหนียวนั้นประกอบด้วยสารที่เรียกว่า อะมิโลเพกติน ทั้งหมดหรือเกือบหมด อะมิโลสนี้ทำให้ข้าวเหนียวเกาะตัวกันเป็นก้อนเมื่อเคี้ยว แตกต่างไปจากข้าวเจ้าซึ่งมีอะมิโลสน้อยกว่า
๒. “ข้าวเหนียวมีโปรตีนมากกว่าข้าวเจ้าใช่หรือไม่” คำตอบคือไม่ได้มีมากกว่า ทั้งข้าวเหนียวและข้าวเจ้านั้นมีโปรตีนอยู่ในเมล็ดข้าวด้วยในราว 6 - 8 % แต่ข้าวเหนียวบางพันธุ์อาจจะมีมากหน่อยถึง 11% แต่ก็ไม่จัดว่ามากเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตามข้าวที่มีเมล็ดสีแดงหรือน้ำตาลนั้นโดยปกติจะมีโปรตีนสูงกว่าข้าวที่มีเมล็ดสีขาว
๓. “ข้าวเหนียวมีผลร้ายต่อคนเป็นโรคเบาหวานหรือไม่” คำตอบคือคาร์โบไฮเดรตนั้นล้วนมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลในเลือดต่างกัน นักโภชนาการได้กำหนดดัชนีน้ำตาลไว้ว่า ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูงกว่า 70 สำหรับข้าวเจ้านั้นมีค่าดัชนีน้ำตาล 71 และ ข้าวเหนียว 75 จัดว่าสูงด้วยกันทั้งคู่ แต่ข้าวเหนียวสูงกว่าเล็กน้อย สำหรับข้าวกล้องของทั้งข้าวเจ้าและข้าวเหนียวมีดัชนีน้ำตาลต่ำกว่าข้าวขัดสีพันธุ์เดียวกัน ดังนั้นจึงควรรับประทานข้าวกล้องมากกว่าข้าวที่ขัดสีแล้ว
ไม่ว่าข้าวเหนียวนึ่งจะมีผลดีหรือผลร้ายต่อผู้บริโภคแค่ไหน วัฒนธรรมการกินข้าวเหนียวก็ไม่ได้ลดลงเลย ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นเพราะความคุ้นเคย หรือความอร่อย หอมนุ่มลิ้น ยิ่งถ้ามาเจอกับหมูปิ้งร้อน ๆ ด้วยแล้ว โอ้ย !! สุดยอดไปเลย ... ดังนั้นถ้าเราต้องการสร้างวัฒนธรรมการกินข้าวเหนียวสำหรับคนไทยแล้ว ควรแนะนำให้รับประทานอย่างถูกวิธี นั่นคือ รับประทานแต่พออิ่ม ไม่ควรรีบร้อนเกินไป เพราะอาจจะติดคอได้ และด้วยเหตุที่ข้าวเหนียวอิ่มทนนานกว่าข้าวเจ้า และให้พลังงานสูง(มาก) เมื่อกินแล้ว ออกแรงน้อยกว่าพลังงานที่รับเข้าไป แป้งจากข้าวเหนียวก็จะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลและไขมันสะสมฉะนั้น ควรกินแต่พออิ่ม และใช้พลังงานให้เหมาะสม บ่ต้องสะสมเหมือนสตางค์นะเจ้า...มันจะอ้วน...::)
ที่มา : เกร็ดความรู้เรื่องข้าวเหนียว ของท่านราชบัณฑิต ศาสตราจารย์ ดร. กฤษณา ชุติมา(http://www.drkanchit.com/index.html)
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำปาง
ข้าวนึ่งคนเมือง : ข้าวเหนียวคนลาว โดยความหมายแล้ว ก็คือ ข้าวเหนียวที่เรารู้จักกันนั่นเอง แต่การเรียกชื่อ ได้เรียกกันตามภาษาถิ่นของแต่ละพื้นที่ ข้าวเหนียวถือได้ว่าเป็นอาหารหลักของคนเหนือและคนอีสาน เพราะข้าวเหนียวรับประทานแล้วจะรู้สึกอิ่มท้องมากกว่าและอยู่ได้นาน ไม่หิวบ่อย แต่การรับประทานมากเกินไป จะก่อให้เกิดอาการไฟธาตุพิการได้ง่าย ผู้สูงอายุไม่ควรที่จะรับประทานข้าวเหนียวให้มากเพราะจะทำให้ติดคอได้
เคยมีคนตั้งคำถามมากมายเกี่ยวกับข้าวเหนียว จึงขอนำเสนอความรู้เพื่อประกอบ เช่น
๑. “ทำไมข้าวเหนียวจึงเหนียวกว่าข้าวเจ้า” ก็เพราะ ข้าวเหนียวและข้าวเจ้านั้นมีส่วนประกอบสำคัญคือแป้งหรือ starch คือเป็น กลูโคสโพลีเมอร์ แบบหนึ่ง แต่ แป้งข้าวเหนียวนั้นประกอบด้วยสารที่เรียกว่า อะมิโลเพกติน ทั้งหมดหรือเกือบหมด อะมิโลสนี้ทำให้ข้าวเหนียวเกาะตัวกันเป็นก้อนเมื่อเคี้ยว แตกต่างไปจากข้าวเจ้าซึ่งมีอะมิโลสน้อยกว่า
๒. “ข้าวเหนียวมีโปรตีนมากกว่าข้าวเจ้าใช่หรือไม่” คำตอบคือไม่ได้มีมากกว่า ทั้งข้าวเหนียวและข้าวเจ้านั้นมีโปรตีนอยู่ในเมล็ดข้าวด้วยในราว 6 - 8 % แต่ข้าวเหนียวบางพันธุ์อาจจะมีมากหน่อยถึง 11% แต่ก็ไม่จัดว่ามากเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตามข้าวที่มีเมล็ดสีแดงหรือน้ำตาลนั้นโดยปกติจะมีโปรตีนสูงกว่าข้าวที่มีเมล็ดสีขาว
๓. “ข้าวเหนียวมีผลร้ายต่อคนเป็นโรคเบาหวานหรือไม่” คำตอบคือคาร์โบไฮเดรตนั้นล้วนมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลในเลือดต่างกัน นักโภชนาการได้กำหนดดัชนีน้ำตาลไว้ว่า ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูงกว่า 70 สำหรับข้าวเจ้านั้นมีค่าดัชนีน้ำตาล 71 และ ข้าวเหนียว 75 จัดว่าสูงด้วยกันทั้งคู่ แต่ข้าวเหนียวสูงกว่าเล็กน้อย สำหรับข้าวกล้องของทั้งข้าวเจ้าและข้าวเหนียวมีดัชนีน้ำตาลต่ำกว่าข้าวขัดสีพันธุ์เดียวกัน ดังนั้นจึงควรรับประทานข้าวกล้องมากกว่าข้าวที่ขัดสีแล้ว
ไม่ว่าข้าวเหนียวนึ่งจะมีผลดีหรือผลร้ายต่อผู้บริโภคแค่ไหน วัฒนธรรมการกินข้าวเหนียวก็ไม่ได้ลดลงเลย ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นเพราะความคุ้นเคย หรือความอร่อย หอมนุ่มลิ้น ยิ่งถ้ามาเจอกับหมูปิ้งร้อน ๆ ด้วยแล้ว โอ้ย !! สุดยอดไปเลย ... ดังนั้นถ้าเราต้องการสร้างวัฒนธรรมการกินข้าวเหนียวสำหรับคนไทยแล้ว ควรแนะนำให้รับประทานอย่างถูกวิธี นั่นคือ รับประทานแต่พออิ่ม ไม่ควรรีบร้อนเกินไป เพราะอาจจะติดคอได้ และด้วยเหตุที่ข้าวเหนียวอิ่มทนนานกว่าข้าวเจ้า และให้พลังงานสูง(มาก) เมื่อกินแล้ว ออกแรงน้อยกว่าพลังงานที่รับเข้าไป แป้งจากข้าวเหนียวก็จะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลและไขมันสะสมฉะนั้น ควรกินแต่พออิ่ม และใช้พลังงานให้เหมาะสม บ่ต้องสะสมเหมือนสตางค์นะเจ้า...มันจะอ้วน...::)
ที่มา : เกร็ดความรู้เรื่องข้าวเหนียว ของท่านราชบัณฑิต ศาสตราจารย์ ดร. กฤษณา ชุติมา(http://www.drkanchit.com/index.html)
วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2553
มี บุคลิกภาพ อย่างไร จึงจะดึงดูดใจ...ใครสักคน
โดย......รัตนา เกิดเวียงใหม่
คน เราชอบดูกันเพียงภายนอก ผิวเผินแล้วชอบด่วนตัดสินใจว่าคนนี้ คนนั้นเป็นคนดี คนไม่ดีบุคลิกภายนอกเป็นเพียงภาพที่เห็นแต่ก็เป็นภาพที่สำคัญที่จะสร้างความประทับใจในครั้งแรกที่ได้พบ บุคลิกภาพที่ดีจะต้องสะท้อนออกมาจากจิตใจที่ดีงามเรียกว่าเป็นบุคลิกภายใน การมีจิตใจที่ดีงาม เรียกว่าเป็นบุคลิกภายในการมีจิตใจดี จึงเป็นสิ่งที่จะสะท้อนออกมาเป็นบุคลิกภาพภายนอกที่ดูแล้วน่าคบหาสมาคมน่าเป็นมิตรและจะเป็นบุคลิกภาพที่ดูงามสง่าและยั่งยืน
- บุคลิกภาพที่ดี เริ่มตั้งแต่การแต่งตัวดีเหมาะสมกับกาลเทศะ
- การวางตัวดี การวางตัวเป็นสิ่งสำคัญบางคนมีมนุษย์สัมพันธ์มากไปชอบพูดเจื้อยแจ้วไม่มีกาลเทศะถ้าทำตัวแบบนี้ก็จะไม่ค่อยมีคนเกรงใจบางครั้งก็จะดูน่ารำคาญเกินไปด้วยซ้ำ
- การพูด เวลาพูดจะต้องมีชีวิตชีวา พูดจาไพเราะ น้ำเสียงต้องมีน้ำหนัก มีเสียงต่ำเสียงสูงบ้างพอควร ใช้สายตากับคู่สนทนาและเอาใจใส่ในการพูดคุยแววตาจะต้องเป็นประกาย เมื่อพูดเรื่องน่ายินดีไม่ยักไหล่จะดูไม่สุภาพ
- การนั่ง จะต้องนั่งให้เต็มเก้าอี้ เพราะเวลานั่งหลังจะรับน้ำหนักเต็มที่ ดังนั้นเวลานั่งจะต้องนั่งตัวตรง และพิงพนักเก้าอี้ให้เต็มที่จึงจะผึ่งผายและไม่ปวดหลัง
- การเดิน จะต้องอกผายไหล่ผึ่งดูกระฉับกระเฉงว่องไว แสดงถึงความมั่นใจในตัวเอง แต่ละคนจะมีบุคลิกภาพที่แตกต่างกันออกไปลอกเลียนกันไม่ได้แต่หัดกันได้ ไม่อย่างนั้นเขาจะตั้งโรงเรียนสอนบุคลิกภาพกันทำไม การที่จะมีบุคลิกภาพอย่างไรนั้นอันที่จริงมันฝังตัว หยั่งรากลึกมาตั้งแต่วัยเด็กเช่นถ้าพ่อแม่ขี้โมโหเด็กจะมีนิสัยอารมณ์ร้อน หงุดหงิดตามพ่อแม่ไปด้วยถ้าเด็กอยู่ในครอบครัวที่มีการทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นประจำมีการตบตี ทำร้ายกัน หรือพ่อแม่เลิกกัน เด็กบางคนจะกลายเป็นคนก้าวร้าว เด็กบางคนไม่สามารถปรับตัวได้จะรู้สึกตลอดเวลาว่าตัวเองไม่ได้รับความอบอุ่น และจะเรียกร้องความสนใจด้วย พฤติกรรม ต่าง ๆ บางคนหลงผิดก็หันไปหายาเสพติดทำให้เสียอนาคต
วิธีพัฒนาบุคลิกภาพตัวเอง
แม้ว่าบุคลิกภาพ จะถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่เกิด แต่ถ้าเรามุ่งมั่นที่จะปรับปรุงพัฒนาสามารถทำได้ โดยมีขั้นตอนดังนี้
ประเมินข้อดีข้อเสียของตนเองยอมรับว่าเรามีข้อบกพร่องแม้จะยาก เพราะทุกคนย่อมคิดว่าตัวเองดีอยู่แล้ว แต่การยอมรับก็ไม่ต้องไปป่าวประกาศให้ใครทราบ เรายอมรับในใจของเราเอง แล้วค่อย ๆ ปรับปรุงตนเองไปทีละเล็กละน้อยโดยสำรวจตัวเองในด้านต่าง ๆ ดังนี้
บุคลิกภาพทางกาย เช่น รูปร่างหน้า ผิวพรรณซึ่งเป็นบุคลิกภาพภายนอก ถ้าผิวพรรณคล้ำอยากขาว ก็ใช้ครีมที่โฆษณาทำให้ผิวขาวมีมีหลากหลายยี่ห้อ ใช้บ่อย ๆ หน้าก็จะนวลเช้งผิวพรรณก็จะดีไปเองแต่ต้องเลือกดูให้เหมาะสมกับตัวเราเองด้วยไม่อย่างนั้นแทนที่จะสวยกลับยิ่งแย่ การแต่งกายต้องสะอาดเรียบร้อย แต่งให้เหมาะสมกับกาลเทศะ เช่น แต่งกายไปทำงานหรือแต่งกายไปงานกลางคืนก็จะแต่งไม่เหมือนกัน มีการเดินที่สง่างาม จังหวะการเดินสม่ำเสมอ
บุคลิกภาพทางอุปนิสัยหัดให้เป็นเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ อ่อนโยน สุภาพ มีเมตตา รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น รู้จักให้อภัย ให้ทาน ประพฤติตนให้อยู่ในศีลธรรม มีความรับผิดชอบ สิ่งเหล่านี้ทำไปเรื่อย ๆ จะเคยชินติดเป็นนิสัยและจะมีบุคลิกภาพเป็นคนใจดีน่าคบหาสมาคมไปได้เอง
บุคลิกภาพทางอารมณ์จะต้องหัดเป็นคนที่มีอารมณ์เยือกเย็น ไม่ฉุนเฉียว สุขุมรอบคอบ ไม่อ่อนไหว กับเรื่องอะไรง่าย ๆ จิตใจมั่นคง ไม่หูเบาจะทำให้เป็นคนที่รักของคนรอบข้าง
บุคลิกภาพทางสังคม จะต้องรู้จักสร้างความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง มีมนุษย์สัมพันธ์ดีไม่มองคนในแง่ร้าย รู้จักพุดคุยตามวาระและโอกาส รู้จักวางตัวจะทำให้เป็นคนบุคลิกดี เป็นที่น่านับถือ
บุคลิกภาพทางสติปัญญา ข้อนี้สำคัญมากการที่เราจะมีความสามารถได้ในหลาย ๆ ด้าน จะต้องรู้จักค้นคว้า หาความรู้ใส่ตนเอง ตามที่เราถนัดและสนใจเพื่อเป็นส่วนประกอบให้เราดูมีบุคลิกที่น่านิยมส่งเสริมให้เรามีคุณค่าในตัวเองมากขึ้น และเกิดความมั่นใจ ความรู้ความสามารถ จะสร้างเสริมความเชื่อมั่นให้กับตนเอง
พึงระลึกไว้เสมอว่าบุคลิกภาพ เป็นคุณสมบัติเฉพาะบุคคลและบุคลิกภาพที่ดีที่สุดก็ไม่มี มีแต่ว่าจะทำให้บุคลิกภาพดูดีขึ้นได้อย่างไรต่างหาก
แต่อยากกระซิบว่าเราต้องมีความมั่นใจ ที่จะพัฒนาตัวเราเองให้มีบุคลิกภาพที่ดูดีผู้พบเห็น ไม่ใช่ทำเพื่อใคร แต่ทำเพื่อตนเอง คิดแค่นี้สุขใจก็พอแล้ว
คน เราชอบดูกันเพียงภายนอก ผิวเผินแล้วชอบด่วนตัดสินใจว่าคนนี้ คนนั้นเป็นคนดี คนไม่ดีบุคลิกภายนอกเป็นเพียงภาพที่เห็นแต่ก็เป็นภาพที่สำคัญที่จะสร้างความประทับใจในครั้งแรกที่ได้พบ บุคลิกภาพที่ดีจะต้องสะท้อนออกมาจากจิตใจที่ดีงามเรียกว่าเป็นบุคลิกภายใน การมีจิตใจที่ดีงาม เรียกว่าเป็นบุคลิกภายในการมีจิตใจดี จึงเป็นสิ่งที่จะสะท้อนออกมาเป็นบุคลิกภาพภายนอกที่ดูแล้วน่าคบหาสมาคมน่าเป็นมิตรและจะเป็นบุคลิกภาพที่ดูงามสง่าและยั่งยืน
- บุคลิกภาพที่ดี เริ่มตั้งแต่การแต่งตัวดีเหมาะสมกับกาลเทศะ
- การวางตัวดี การวางตัวเป็นสิ่งสำคัญบางคนมีมนุษย์สัมพันธ์มากไปชอบพูดเจื้อยแจ้วไม่มีกาลเทศะถ้าทำตัวแบบนี้ก็จะไม่ค่อยมีคนเกรงใจบางครั้งก็จะดูน่ารำคาญเกินไปด้วยซ้ำ
- การพูด เวลาพูดจะต้องมีชีวิตชีวา พูดจาไพเราะ น้ำเสียงต้องมีน้ำหนัก มีเสียงต่ำเสียงสูงบ้างพอควร ใช้สายตากับคู่สนทนาและเอาใจใส่ในการพูดคุยแววตาจะต้องเป็นประกาย เมื่อพูดเรื่องน่ายินดีไม่ยักไหล่จะดูไม่สุภาพ
- การนั่ง จะต้องนั่งให้เต็มเก้าอี้ เพราะเวลานั่งหลังจะรับน้ำหนักเต็มที่ ดังนั้นเวลานั่งจะต้องนั่งตัวตรง และพิงพนักเก้าอี้ให้เต็มที่จึงจะผึ่งผายและไม่ปวดหลัง
- การเดิน จะต้องอกผายไหล่ผึ่งดูกระฉับกระเฉงว่องไว แสดงถึงความมั่นใจในตัวเอง แต่ละคนจะมีบุคลิกภาพที่แตกต่างกันออกไปลอกเลียนกันไม่ได้แต่หัดกันได้ ไม่อย่างนั้นเขาจะตั้งโรงเรียนสอนบุคลิกภาพกันทำไม การที่จะมีบุคลิกภาพอย่างไรนั้นอันที่จริงมันฝังตัว หยั่งรากลึกมาตั้งแต่วัยเด็กเช่นถ้าพ่อแม่ขี้โมโหเด็กจะมีนิสัยอารมณ์ร้อน หงุดหงิดตามพ่อแม่ไปด้วยถ้าเด็กอยู่ในครอบครัวที่มีการทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นประจำมีการตบตี ทำร้ายกัน หรือพ่อแม่เลิกกัน เด็กบางคนจะกลายเป็นคนก้าวร้าว เด็กบางคนไม่สามารถปรับตัวได้จะรู้สึกตลอดเวลาว่าตัวเองไม่ได้รับความอบอุ่น และจะเรียกร้องความสนใจด้วย พฤติกรรม ต่าง ๆ บางคนหลงผิดก็หันไปหายาเสพติดทำให้เสียอนาคต
วิธีพัฒนาบุคลิกภาพตัวเอง
แม้ว่าบุคลิกภาพ จะถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่เกิด แต่ถ้าเรามุ่งมั่นที่จะปรับปรุงพัฒนาสามารถทำได้ โดยมีขั้นตอนดังนี้
ประเมินข้อดีข้อเสียของตนเองยอมรับว่าเรามีข้อบกพร่องแม้จะยาก เพราะทุกคนย่อมคิดว่าตัวเองดีอยู่แล้ว แต่การยอมรับก็ไม่ต้องไปป่าวประกาศให้ใครทราบ เรายอมรับในใจของเราเอง แล้วค่อย ๆ ปรับปรุงตนเองไปทีละเล็กละน้อยโดยสำรวจตัวเองในด้านต่าง ๆ ดังนี้
บุคลิกภาพทางกาย เช่น รูปร่างหน้า ผิวพรรณซึ่งเป็นบุคลิกภาพภายนอก ถ้าผิวพรรณคล้ำอยากขาว ก็ใช้ครีมที่โฆษณาทำให้ผิวขาวมีมีหลากหลายยี่ห้อ ใช้บ่อย ๆ หน้าก็จะนวลเช้งผิวพรรณก็จะดีไปเองแต่ต้องเลือกดูให้เหมาะสมกับตัวเราเองด้วยไม่อย่างนั้นแทนที่จะสวยกลับยิ่งแย่ การแต่งกายต้องสะอาดเรียบร้อย แต่งให้เหมาะสมกับกาลเทศะ เช่น แต่งกายไปทำงานหรือแต่งกายไปงานกลางคืนก็จะแต่งไม่เหมือนกัน มีการเดินที่สง่างาม จังหวะการเดินสม่ำเสมอ
บุคลิกภาพทางอุปนิสัยหัดให้เป็นเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ อ่อนโยน สุภาพ มีเมตตา รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น รู้จักให้อภัย ให้ทาน ประพฤติตนให้อยู่ในศีลธรรม มีความรับผิดชอบ สิ่งเหล่านี้ทำไปเรื่อย ๆ จะเคยชินติดเป็นนิสัยและจะมีบุคลิกภาพเป็นคนใจดีน่าคบหาสมาคมไปได้เอง
บุคลิกภาพทางอารมณ์จะต้องหัดเป็นคนที่มีอารมณ์เยือกเย็น ไม่ฉุนเฉียว สุขุมรอบคอบ ไม่อ่อนไหว กับเรื่องอะไรง่าย ๆ จิตใจมั่นคง ไม่หูเบาจะทำให้เป็นคนที่รักของคนรอบข้าง
บุคลิกภาพทางสังคม จะต้องรู้จักสร้างความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง มีมนุษย์สัมพันธ์ดีไม่มองคนในแง่ร้าย รู้จักพุดคุยตามวาระและโอกาส รู้จักวางตัวจะทำให้เป็นคนบุคลิกดี เป็นที่น่านับถือ
บุคลิกภาพทางสติปัญญา ข้อนี้สำคัญมากการที่เราจะมีความสามารถได้ในหลาย ๆ ด้าน จะต้องรู้จักค้นคว้า หาความรู้ใส่ตนเอง ตามที่เราถนัดและสนใจเพื่อเป็นส่วนประกอบให้เราดูมีบุคลิกที่น่านิยมส่งเสริมให้เรามีคุณค่าในตัวเองมากขึ้น และเกิดความมั่นใจ ความรู้ความสามารถ จะสร้างเสริมความเชื่อมั่นให้กับตนเอง
พึงระลึกไว้เสมอว่าบุคลิกภาพ เป็นคุณสมบัติเฉพาะบุคคลและบุคลิกภาพที่ดีที่สุดก็ไม่มี มีแต่ว่าจะทำให้บุคลิกภาพดูดีขึ้นได้อย่างไรต่างหาก
แต่อยากกระซิบว่าเราต้องมีความมั่นใจ ที่จะพัฒนาตัวเราเองให้มีบุคลิกภาพที่ดูดีผู้พบเห็น ไม่ใช่ทำเพื่อใคร แต่ทำเพื่อตนเอง คิดแค่นี้สุขใจก็พอแล้ว
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)