วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

อร่อยๆกับอาหารล้านนา ๕


เข้าหน้าฝนแล้วฝนเริ่มตกสิ่งที่มากับสายฝนคือชีวิตต่างๆที่เริ่มขึ้นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่มากับที่มากับฝนตกจนน้ำเริ่มท่วมขังเป็นครึ่งบกครึ่งน้ำที่มีเสียงดังมากจนทำให้ชาวบนต้องออกมาไล่จับก็คือ กบ เขียด หรือปาด มันออกมาหลังฝนตกส่งเสียร้องหาคู่ เมื่อจับคู่ผสมพันธุ์เรียบร้อย ก็วางไข่ไว้ตามแหล่งน้ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งตามท้องนาที่ชาวบ้านมีการเริ่มไถ่นาเตรียมนาขังนำไว้หรือแม่แต่เริ่มปักดำนากัน หลังจากนั้นไข่จำนวนมากก็เริ่มเป็นลูกอ๊อดหรือทางเหนือเรียกอีชื่อว่าลูกอ๊อดหรือทางเหนือเรียกว่า อี่ฮวก ถ้าเป็นลูก อ๊อดกบ เรียก อี่ฮวกกบ ถ้าเป็นลูกอ๊อดเขียด เรียก อี่ฮวกเขียด เป็นที่นิยมของชาวเหนือในการนำมารับประทานเป็นอาหารกัน โดยอี่ฮวกกบชอบมากกว่าอี่ฮวกเขียด นำมาปรุงเป็น แอ็บ และน้ำพริก เป็นส่วนผสมในแกงหน่อไม้ดอง แอ็บอี่ฮวก มีวิธีการปรุงเช่นเดียวกับแอ็บอ่องออ แอ็บกุ้ง แอ็บหมู ทำให้สุกโดยปิ้งหรือย่าง ด้วยไฟอ่อนๆ จนข้างในสุก เรามาดูส่วนผสมและวิธีการทำกันครับ

ส่วนผสม

.ลูกอ๊อด ๒๐๐ กรัม
.ใบขิง ๑/๒ ถ้วย

เครื่องปรุง

.พริกขี้หนู ๒๐ เม็ด
.หอมแดง ๑๐
หัว
.กระเทียม ๒๐ กลีบ
.ตะไคร้ซอย ช้อนโต๊ะ
.ข่าหั่น ช้อนโต๊ะ
.ขมิ้นหั่น ช้อนโต๊ะ
.กะปิ ๑/๒
ช้อนโต๊ะ
.เกลือ ๑/๒ ช้อนชา

วิธีทำ

๑. โขลกเครื่องแกงรวมกันให้ละเอียด
. ล้างลูกอ๊อดให้สะอาด ใส่ภาชนะ ใส่เครื่องแกงลงคลุกเคล้าให้เข้ากัน
. ใส่ใบขิงซอย คลุกเคล้าให้เข้ากัน
. เตรียมใบตอง กว้าง 8 นิ้ว วางซ้อนกันสองชั้นสลับหัวท้าย ตักส่วนผสมใส่ลงตรงกลางใบตอง
. ห่อเป็นรูปสี่เหลี่ยม ใช้ไม้กลัด กลัดใบตองให้ติดกัน
. นำไปย่างไฟอ่อนๆ
. ย่างจนกระทั่งใบตองเหลืองเกรียม คอยกลับด้าน ใช้เวลาประมาณ ๓๐-๔๕ นาที

เคล็ดไม่ลับ

การเอาของเสียออกจากท้องลูกอ๊อด ให้ใช้ขี้เถ้าโดยการเอามือแตะขี้เถ้าก่อนเพื่อบีบของเสียออกได้ง่าย

อ้างอิงจาก

รัตนา พรหมพิชัย. (๒๕๔๒). แอ็บ. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ (เล่ม ๑๕, หน้า ๘๑๑๑-๘๑๑๒).กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.

วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2554

อร่อยๆกับอาหารล้านนา ๔


สวัสดีครับครั้งที่แล้วผมได้กล่าวถึง คั่วจิ๊นส้ม หรือคั่วแหนม หรือผัดแหนม แต่ยังไม่พูดถึงวิธีทำจิ้นส้มแต่ก่อนจะมาดูวิธีทำจิ้นส้ม ความเป็นมาของจิ้นส้ม ก่อนนะครับ

จิ๊นส้มรือ แหนม ทำมาจากเนื้อสัตว์ครับ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อควาย เรียกชื่อตามเนื้อสัตว์ เช่น จิ๊นส้มหมู จิ๊นส้มงัว จิ๊นส้มก้าง ปัจุจุบัน นิยมใช้เนื้อหมู บางแห่งเรียก หมูส้ม สามารถนำมารับประทานเป็นกับข้าว หรือนำไปปรุงอาหารได้หลายชนิด เช่น คั่วจิ๊นส้มใส่ไข่ เจียวผักปลัง และคั่วฟักเพกาอ่อน (อุดม รุ่งเรืองศรี, 2542, หน้า 1879; เสาวภา ทาแก้ว, สัมภาษณ์, 2 กรกฎาคม 2550)

ส่วนผสม

๑.เนื้อหมูบด กิโลกรัม

๒.หนังหมู ๑๐๐ กรัม

๓.กระเทียม ๒๐ กรัม

๔.เกลือ ช้อนโต๊ะ

๕.ข้าวนึ่งหรือเรียกอีกอย่างว่าข้าวเหนียว ถ้วย

วิธีทำ

. โขลกกระเทียมและเกลือป่น และนำคลุกเคล้ากับหมูบด
. ใส่ข้าวนึ่ง คลุกเคล้าให้เข้ากัน

. ใส่หนังหมูลงคลุกเคล้าให้เข้ากัน

. เตรียมใบตอง ๘ x ๑๐ นิ้ว ซ้อนกัน ๔ แผ่น นำส่วนผสมใส่ใบตอง

. ห่อใบตองให้แน่น แล้วห่อใบตองอีกหนึ่งชั้น

. ใช้ไม้กลัด กลัดใบตอง ทิ้งไว้ ๒-๓ วัน จึงนำมารับประทานหรือนำมาปรุงอาหารได้

เคล็ดไม่ลับ

- เลือกเนื้อสันคอมาทำจิ๊นส้ม เพราะเนื้อนุ่มกว่าส่วนอื่นๆ

- ก่อนนำไปรับประทานถ้าจะให้จิ้นส้มมีความหอมอร่อยและปลอดภัยขึ้นขอแนะนำให้นำไปย่าง ไฟอ่อนให้สุขทั่วก่อนนะครับ หรือทางเหนือเรียกว่า จิ้นส้มหมก

อ้างอิงจาก

อุดม รุ่งเรืองศรี. (2542). ชิ้นส้ม. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ (เล่ม 4, หน้า 187)

กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.

ชิตพร พูลประสิทธิ์ นักจัดการงานทั่วไปชำนาณการ

วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2554

อ่รอยๆกับอาหารล้านนา ๓

อากาศร้อนแบบนี้คิดถึงอาหารที่สุกด้วยการหมักหรือใช้ความร้อนที่เกิดขึ้นในการทำให้สุกก็จะเป็นอะไรไม่ได้นอกจากแหนมชนิดต่างๆ ซึ้งจะใช้การหมักจากเชื้อจุลินทรีย์กลุ่มแล็กโตบาซิลลัส ทำให้แหนมมีรสชาติเปรี้ยวเป็นภูมิปัญญาในการถนอมอาหาร ทางเหนือเรียกแหนมว่า ชิ้นส้ม อาจทำมาจากเนื้อสัตว์ต่าง ๆ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อควาย เป็นต้น ซึ่งจะเรียกตามเนื้อสัตว์ที่นำมาทำเช่น ชิ้นส้มหมู ชิ้นส้มงัว ชิ้นส้มค่าง ( อ่าน ‘' จิ้นส้มก้าง ‘') ชิ้นส้ม เป็นอาหารดิบ จึงอาจมีพยาธิและแบคทีเรีย ดังนั้นควรปรุงให้สุกก่อนบริโภค
อาหารทางเหนือที่ใช้ชิ้นส้มเป็นส่วนประกอบก็ คือ คั่วจิ๊นส้ม หรืคั่วแหนม หรือผัดแหนม นิยมผัดใส่ไข่ไก่ และวุ้นเส้น ส่วนใหญ่ผู้สูงอายุ มักนิยมผัดใส่บ่าลิดไม้ หรือผัดแหนมใส่ฝักเพกาอ่อนย่างไฟ ซึ่งนำลอกเปลือกออก และหั่นย่อย

ส่วนผสม

.จิ๊นส้ม ๑๐๐ กรัม
.วุ้นเส้น / ถ้วย
.ไข่ไก่ ฟอง
.หอมหัวใหญ่ หัว
.ต้นหอม ต้น
.พริกชี้ฟ้าแดง เม็ด
.กระเทียมดอง หัว
.กระเทียมสับ ช้อนโต๊ะ
.น้ำมันพืช ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
. เจียวกระเทียมกับน้ำมัน จนมีกลิ่นหอม ใส่แหนม ลงผัด
. ใส่หอมหัวใหญ่ ผัดให้เข้ากัน
. ใส่วุ้นเส้น ผัดจนวุ้นเส้นสุก
. ใส่ไข่ไก่ ผัดให้เข้ากัน
. ใส่พริกชี้ฟ้า ต้นหอม มะเขือเทศ และกระเทียมดอง ผัดให้เข้ากัน พอสุก ปิดไฟ

อ้างอิงจาก
รัตนา พรหมพิชัย. (๒๕๔๒). แอ็บ. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ (เล่ม ๑๕, หน้า ๘๑๑๑-๘๑๑๒).กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.

ชิตพร พูลประสิทธิ์ นักจัดงานงานทั่วไปชำนาญการ

วันอังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

อร่อยๆกับอาหารล้านนา ๒ ข้าวกั้นจิ้น

wwwwwwwสวัสดีครับพบกันอีกครั้งในหลังจากนำเสนอขนมเส้นน้ำเงี้ยวไปแล้ว ของอีกอยากที่จะแนะนำเป็นสิ่งที่ทานกับขนมเส้นน้ำเงี้ยวซึ่งจะขาดไม่ได้เด็ดขาด นั้นคือ ข้าวกั้นจิ้น สมัยเด็กผมจำได้ว่า ครั้งแรกที่เห็นผมคิดในใจว่าข้าวอะไรนะดำๆ คิดว่าเป็นข้าวเหนียวดำ แต่พอทานคำแรกไม่ใช่แต่รสชาติอร่อยดีเค็มๆมันๆ พอถามน้าๆเขาบอกว่า สิ่งนี้เรียกว่า ข้าวเงี้ยว ท่านบางคนอาจจะเคยทานกันบางนะครับ มาทำความรู้จักอาหารนี้กัน
wwwwwwwข้าวกั้นจิ้น เป็นอาหารเหนือ คำว่า กั๊น เป็นคำเมืองแปลว่า นวด บีบหรือคั้น ส่วนคำว่า จิ้น ก็คือเนื้อหมูแต่ สำหรับบางคนมักเรียกว่า" ข้าวเงี้ยว " หรือ “ข้าวส้มเงี้ยว” อันเป็นคำที่คนไทยในอดีตใช้เรียกชาวไทยใหญ่ว่า "เงี้ยว" ข้าวกั้นจิ้นนิยมบริโภคแพร่หลายในภาคเหนือ ถือเป็นหนึ่งในอาหารอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวไทยใหญ่และเป็นอาหารล้านนาข้าวกั้นจิ้น มีวิธีทำที่ไม่ยาก
ส่วนประกอบ

วิธีทำ
๑. คั้นเลือดกับใบตะไคร้ เพื่อดับคาวเลือด พักไว้
๒. หุงข้าว สุกแล้วตักข้าวผึ่งไว้พออุ่น ใส่เกลือ น้ำตาลทราย และน้ำมันกระเทียมเจียว
๓. ใส่หมูสับ ตามด้วยเลือดหมู
๔. คลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน
๕. เตรียมใบตองฉีกกว้างขนาด 10 นิ้ว วางซ้อนกัน 4 ชั้น ใส่ส่วนผสมลงตรงกลางห่อ
๖. จับปลายใบตองชิดกัน ม้วนพับใบตองลงให้แน่น พับหัวพับท้าย
๗. มัดด้วยตอกให้แน่น (ตอก คือไม้ไผ่ที่จักบางๆ เพื่อใช้ใช้ในการสานเครื่องใช้หรือผูกสิ่งของต่างๆ)
๘. นึ่งในลังถึง ประมาณ 30 นาที

หมายเหตุ
- บางแห่งไม่มีการใส่เลือดแต่ใช้เฉพาะหมูบด ข้าวจะออกมาสีขาว
-ข้าวกันจี้นนี้จะมีเครื่องเคียง คือพริกขี้หนูแห้งทอด หอมหัวใหญ่ กระเทียมเจียว หรือแตงกวา

อ้างจาก
http://library.cmu.ac.th
http://www.lannashoppingmall.com

สวัสดีครับ
เขียนโดย นายชิตพร พูลประสิทธิ์ นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำปาง



วันเสาร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2554

อร่อยๆกับอาหารล้านนา ๑ (เข้าหนมเส้นน้ำเงี้ยว)


""""""""สวัสดีครับพบกันอีกครั้งในปีใหม่ จากที่ผมเขียนเรื่องขนมล้านนาต่างๆมาหนึ่งปี คงได้รับรู้จักกันไปไม่มากก็น้อยด้วย ปี ๒๕๕๔ ทั้งปีผมจะหาอาหารนานชนิดของทางล้านนามานำเสนอ เริ่มด้วยอาหารชนิดแรกที่พอกล่าวถึงก็จะรู้ทันที่ว่าเป็นอาหารทางเหนือ นั้นคือ “ขนมจีนน้ำเงี้ยว” หรือชื่อเมืองว่า “เข้าหนมเส้นน้ำเงี้ยว” พูดถึงน้ำเงี้ยวก็จะมีสูตรมากมายหลายหลากไปที่แบ่งเห็นชัดคือ น้ำเงี้ยวที่เป็นแบบน้ำสีแดง และน้ำใส ผมได้ทานน้ำเงี้ยวครั้งแรกเป็นประเภทน้ำใสครับ เป็นน้ำต้มกระดูกหมู่ใส่เลือกและก็หมูสับ ผมจำได้ผมทานไปประมาสิบกว่าห่อในวันนั้นโดยไม่ทานข้าวอื่นเลย มันอร่อยดีครับ แต่พอมาหลังก็จะได้ทานน้ำเงี้ยวที่ใสเครื่องแกงที่มีการผัดมากว่ามีพริกใสทำให้น้ำสีออกแดงๆ ที่จะนำเสนอสูตรแรก กับอร่อยๆกับอาหารล้านนา ๑ โดยสูตรเครื่องปรุงจะแบ่งเป็น ส่วนเครื่องแกง และส่วนของตัวแกงครับ
ส่วนประกอบ
๑. ซี่โครงหมูชิ้นเล็ก
๒. เนื้อหมูสับละเอียด
๓. เลือดหมูต้มสุกหั่น
๔. ถั่วเน่าปิ้ง
๕. พริกขี้หนูแห้งทอด
๖. กระเทียมเจียว
๗. ขนมจีน
๘. ผักกาดดองหั่นฝอย
๙. ผักชี
๑๐. มะเขือเทศลูกเล็ก
๑๑. ถั่วงอก
๑๒. ต้นหอม
๑๓. ดอกงิ้วคั่ว
๑๔. แคปหมู
๑๕. เกลือ น้ำมันพืช
เครื่องน้ำพริก
๑. พริกแห้งเม็ดใหญ่ผ่าเมล็ดออก 7 เม็ด
๒. ข่า 1 แว่น
๓. หอมแดง 5 หัว
๔. กระเทียม 10 กลีบ
๕. รากผักชี 1 ช้อนชา
๖. กะปิ 1 ช้อนชา
วิธีทำ
๑. ต้มซี่โครงหมูเป็นน้ำซุปหรือใช้น้ำซุปก้อน เติมเกลือนิดหน่อย
๒. โขลกเครื่องน้ำพริกให้ละเอียด โขลกถั่วเน่าปิ้งพอหยาบๆ
๓. ผัดน้ำพริกแกงให้หอม ใส่เนื้อหมูสับ มะเขือเทศ ดอกงิ้ว ผัดให้เข้ากันตักใส่ในหม้อต้มซี่โครงหมู
๔. ปรุงรสด้วยน้ำปลา พอเดือดยกลง
๕. จัดขนมจีน ผักกาดดอง ถั่วงอก พริกขี้หนูแห้งไว้ในจาน เสิร์ฟคู่กับน้ำปรุงและตกแต่ง
๖. ปรุงรสเพิ่มเติมด้วยมะนาว กระเทียมเจียว ผักชี ต้นหอม

อ้างจาก http://www.hilunch.com/
สวัสดีครับ
เขียนโดย นายชิตพร พูลประสิทธิ์ นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำปาง

วันอังคารที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2553

อร่อยๆกับขนมล้านนา ๙

>>>>>>>>>สวัสดีครับนี้ก็เลย เดือนธันวาคมเดือนสุดท้ายของปี ๒๕๕๓ ก็จะเป็นเรื่องสุดท้ายของขนมล้านนา เรื่องสุดท้ายลองมารู้จักขนมจะว่าขนมก็ไม่ใช้เป็นอาหารว่างเสียมากว่าแต่ชื่อมีว่าขนมอยู่ด้วยของทานเล่นชนิดนี้เรียกว่า “ผัดหมี่ขนมจีน”หรือ “ข้าวหมี่” หรือ “คั่วหมี่”นำมาคั่วหรือผัดกับน้ำมันพืช ใส่เครื่องปรุงหลัก ได้แก่ น้ำอ้อย ซีอิ้วดำ นิยมรับประทานกับผักกาดดองและแคบหมู ผมได้เห็นและทดลองทานครั้งแรกก็เมื่อประมาณ ๑๘ ปีก่อนที่งานฤดูหนาวและงานกาชาดจังหวัดเชียงใหม่ มองครั้งแรกนึกว่าเส้นหมี่ผัดแต่งสงสัยทำไมเส้นมันใหญ่จังครั้งนั้นผมทดลองซื้อมา ทานขายกระทงละ ๕ บาท ทดลองทานรสชาติมันๆเส้นนุ่มเลยถามคนขายว่าทำจาดเส้นอะไรเขาบอกว่าทำจาก ขนมเส้น หรือขนมจีน ผมถึงได้รู้จักกับ ผัดหมี่ขนมจีน ตั้งแต่นั้นเป้นของทานที่หาทานได้ทั่วไปโดยเฉพาะตามงานเทศกาลต่างทางภาคเหนือจะเห็นทุกที่ แล้ววิธีทำและส่วนผสมละมีอะไรบางเรามารู้จักกันนะครับ
ส่วนผสม
>>>>>>>>>๑. ขนมจีน ๑ กิโลกรัม
>>>>>>>>>๒. น้ำอ้อยป่น ๓ ช้อนโต๊ะ
>>>>>>>>>๓. ซีอิ้วดำ ๒ ช้อนโต๊ะ
>>>>>>>>>๔. เกลือ ๑ ช้อนโต๊ะ
>>>>>>>>>๕. กระเทียมสับ ๑ ช้อนโต๊ะ
>>>>>>>>>๖. น้ำมันพืช ๑/๒ ถ้วย
>>>>>>>>>๗. ผักชี ๑ ช้อนโต๊ะ
>>>>>>>>๘. ต้นหอม ๑ ช้อนโต๊ะ
>>>>>>>>>๙. กระเทียมเจียว ๒ ช้อนโต๊ะ
>>>>>>>>>๑๐.พริกชี้ฟ้า ๑ เม็ด

วิธีทำ
>>>>>>>>>๑. ละลายน้ำอ้อยป่นกับน้ำเล็กน้อย ลงผสมกับขนมจีน (ถ้าไม่มีน้ำอ้อย ใส่น้ำตาลทรายหรือน้ำตาลปีบ)

>>>>>>>>>๒. ใส่ซีอิ๊วดำ และเกลือ

>>>>>>>>>๓. คลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน

>>>>>>>>>๔. เจียวกระเทียมพอเหลือง ใส่ขนมจีนลงผัด

>>>>>>>>>๕. ผัดให้เข้ากัน จนร้อนทั่ว ปิดไฟ
เคล็ดไม่ลับ
>>>>>>>>>- การผัดหมี่ขนมจีน ต้องคลุกเคล้าเครื่องปรุงทั้งหมดให้เข้ากันก่อน จึงจะนำมาผัด
>>>>>>>> - เลือกขนมจีนเส้นใหญ่ และเหนียว จะทำให้เส้นขนมจีนน่ารับประทา
อ้างอิงจาก
รัตนา พรหมพิชัย. (๒54๒). เข้าหนมเกลือ. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ (เล่ม ๒, หน้า 6๒๑). กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.
สวัสดีครับ เขียนโดย นายชิตพร พูลประสิทธิ์ นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำปาง

วันอังคารที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

อร่อยๆกับขนมล้านนา ๘


สวัสดีครับนี้ก็เลย เดือนตุลาคมเข้าสู่เดือน พฤศจิกายน ก็เข้าสู่ฤดูหนาวแล้วอากาศมีการเปลี่ยนแปลงกลางวันร้อนกลางคืนเย็น เย็นๆแบบนี้จะหาขนมที่ออกจากเตาร้อนมาทานแก้หนาวก็จะขอแนะนำขนมชนิดหนึ่งครับทำง่ายๆไม่มีส่วนผสมอะไรมากมายเลย แต่ก็ไม่คอยจะมีขายในท้องตลาดเท่าไรก็เพราะจากมันง่ายและพื้นๆไปนั้นเอง ขนมชนิดนี้เรียกว่า ขนมเกลือ หรือเข้าหนมเกลือ (อ่านว่า เข้าหนมเกื๋อ) บ้างเรียกว่า ขนมขาว เป็นขนมชนิดหนึ่งที่ทำจากแป้งข้าวเจ้า ส่วนผสมหลักมีแป้งและเกลือ ถ้าชอบหวาน ให้ใส่น้ำตาล ถ้าชอบกะทิ ก็ใส่ไปด้วยก็ได้ หรืออาจโรยงาดำลงไปด้วย ในอดีตมีคำพูดว่า เข้าหนมเกลือ เบื่อบ่าว เป็นคำพูดเชิงสัพยอกว่า หากไม่ชอบหนุ่มคนใด ถ้าเขามาพูดเกี้ยว ก็ให้สาวนั้นเอาเข้าหนมเกลือให้บ่าวหรือชายหนุ่มผู้นั้นกิน เพราะขนมเกลือมีแต่แป้ง กินมากจะแน่นท้อง จนอาจจะพูดอะไรไม่ออก และอาจกลับบ้านไปเลย
""""""""""ตอนผมเป็นเด็กจำได้ว่าพวกน้าๆป้าๆ จะชอบทำให้ผมกินตอนผมว่าเที่ยวที่บ้านยายที่จังหวัดแพร่ ผมชอบแอบเอาน้ำตาลมาโรยอีกเพิ่มความหวานให้กับขนม แต่บางบ้านเห็นเป็นสีออกน้ำตาลผมนึกว่าขนมคนละอย่างแต่กับเป็นขนมเกลือเหมือนกันแค่เอาน้ำตาลปีบผสม แบบนี้หวานอร่อยกว่าแบบสีขาวๆครับ มาดูส่วนผสมและวิธีทำกันเผื่อทานผู้อ่านจะทำทานกันในช่วงปีใหม่ ช่วยกันทานขนมไทยประหยัดด้วยและเป็นการทำกิจกรรมของครอบครัวที่ดี
ส่วนผสม
๑. แป้งข้าวเจ้า """"""""๑ ๑/๒""""""""" ถ้วย
๒. แป้งมัน """"""""""""""""""""""ถ้วย
๓. น้ำตาลทราย """""""""""""""""""ช้อนโต๊ะ
๔. เกลือป่น """""""""๑/๒ """"""""""ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
๑. ผสมแป้งข้าวเจ้า แป้งมัน น้ำตาล เกลือ และน้ำประมาณ ๑ ถ้วยตวง นวดให้เข้ากัน
๒. นำไปตั้งไฟอ่อน ๆ คนไปเรื่อยๆ
๓. คนจนแป้งข้นและหนืด ยกลง และพักไว้
๔. ฉีกใบตองกว้าง ๕ นิ้ว ตักแป้งใส่บนใบตองประมาณ ๒ ช้อนโต๊ะ แล้วกดให้แป้งแบน
๕. พับใบตองซ้ายขวา พับหัวท้าย เป็นรูปสี่เหลี่ยม
๖. นำใส่ลังถึงนึ่งด้วยไฟแรงประมาณ ๒๐ นาที
๗. พอนึ่งได้ที่ ขนมสุก ปิดไฟ

เคล็ดไม่ลับ
ใส่ใบเตยลงในน้ำนึ่งขนม เพื่อให้ขนมมีกลิ่นหอม หรือใช้น้ำตาลปีบผสม จะทำให้ขนมมีรสหวานและเป็นสีน้ำตาลอ่อน

อ้างอิงจาก
รัตนา พรหมพิชัย. (2542). เข้าหนมเกลือ. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ (เล่ม 2, หน้า 621). กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.
เขียนโดย นายชิตพร พูลประสิทธิ์ นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำปาง