วันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2553

ประโยชน์ของกุยช่าย


ทราบหรือไม่ว่าผักกุยช่ายมีประโยชน์อะไรบ้าง วันนี้เรามี เรื่องนี้มาบอก

๑. แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม และแก้ท้องผูก โดยใช้ใบสดตำให้ละเอียดคั้นเอาแต่น้ำดื่ม หรือนำไปผัดรับประทาน เพราะกุยช่าย มีใยอาหารมาก จึงช่วยกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวได้ดี

๒. แก้อาการฟกช้ำ โดยใช้ใบสดตำละเอียด แล้วพอกบริเวณที่มีอาการ เพื่อบรรเทาปวดและแก้อาการห้อเลือดได้

๓. แก้อาการปัสสาวะกะปริบกะปรอย โดยใช้เมล็ดแห้งต้มรับประทาน หรือจะทำเป็นยาเม็ดรับประทานก็ได้

๔. รักษาโรคหูน้ำหนวก โดยใช้น้ำที่คั้นได้จากใบสดทาในรูหู

๕. บำรุงน้ำนม คนไทยโบราณเชื่อว่า แม่ลูกอ่อนกินแกงเลียงใส่ผักกุยช่าย จะช่วยบำรุงน้ำนมได้ดี

โดย.........อาริยา ยิ้มแก้ว นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ
วันกับเดือนที่ห้ามตั้งศาล
โดย...วีรพันธ์ นันเพ็ญ (หนานนันท์)
เดือน ๑ (อ้าย) ห้ามตั้งศาล วันพฤหัสบดี และ วันเสาร์
เดือน ๒ (ยี่) ห้ามตั้งศาล วันพุธ และวันศุกร์
เดือน ๓ ห้ามตั้งศาล วันอังคาร
เดือน ๔ ห้ามตั้งศาล วันจันทร์
เดือน ๕ ห้ามตั้งศาล วันพฤหัสบดี และ วันเสาร์
เดือน ๖ ห้ามตั้งศาล วันพุธ และวันศุกร์
เดือน ๗ ห้ามตั้งศาล วันอังคาร
เดือน ๘ ห้ามตั้งศาล วันจันทร์
เดือน ๙ ห้ามตั้งศาล วันพฤหัสบดี และ วันเสาร์
เดือน ๑๐ ห้ามตั้งศาล วันพุธ และวันศุกร์
เดือน ๑๑ ห้ามตั้งศาล วันอังคาร
เดือน ๑๒ ห้ามตั้งศาล วันจันทร์

สำหรับในวันอาทิตย์นั้น ไม่มีการห้ามแต่ประการใด จะตั้งหรือจัดทำได้ตลอดทุกเดือนหรือตลอดทั้งปี แต่ก็ต้องตรวจดูให้ดีเสียก่อน ถ้าหากว่าในปีใด วันอาทิตย์ตรงกับวันอุบาทว์ หรือวันโลกาวินาศ ก็จงงดไว้ก่อน
แต่บางคนก็ยังเข้าใจกันว่า วันอาทิตย์นั้นเป็นวันที่ร้อนแรงมากที่สุด กลัวว่าเมื่อตั้งหรือจัดทำลงไปแล้ว จะมีแต่เรื่องเดือดร้อนอยู่เป็นนิจ จึงไม่นิยมที่จะทำกันในวันนี้ แต่ผู้ที่ทำงานตามภารกิจหน้าที่ อาจมีเวลาว่างเพียงวันอาทิตย์ เพียงวันเดียวก็ทำหรือตั้งได้ แต่หมอผู้ตั้งจะต้องทำพิธีแก้ไข สิ่งที่มีความร้อนแรงนี้ให้กลายเป็นเย็นสบาย ด้วยเวทมนตร์ คาถาอาคม แก้เคล็ดให้ถูกวิธี ก็จะสมบรูณ์พูนผลร่ม เย็นสบาย และ มั่งมีศรีสุขขึ้นตามลำดับ

วันที่เป็นมงคลในการตั้งศาล
จะเป็นข้างขึ้นหรือข้างแรมของทุกเดือนก็แล้วแต่ต้องคำนวณออกฤกษ์ให้ตรงกับวันที่ต้องห้าม แล้วจงนำเข้ามาผสมประสานกับวันที่เป็นมหามงคลที่ได้เลือกสรร และ คำนวณไว้แล้ว ว่าเป็นวันที่ดีที่สุดตลอดปี
ข้างขึ้น ๒ ค่ำ ๔ ค่ำ ๖ ค่ำ ๙ ค่ำ และ ๑๑ ค่ำ เป็นวันมงคล
ข้างแรม ๒ ค่ำ ๔ ค่ำ ๖ ค่ำ ๙ ค่ำ และ ๑๑ ค่ำ เป็นวันมงคล เช่นกัน

สมุนไพรไทยน่ารู้ขมิ้นชัน

""""""""ชื่อท้องถิ่น ขมิ้น (ทั่วไป) ขมิ้นแกง, ขมิ้นหยวก, ขมิ้นหัว (เชียงใหม่),หมิ้น (ภาคใต้) ลักษณะ พืชล้มลุกมีเหง้าอยู่ใต้ดินเนื้อในของเหง้า ขมิ้นชันสีเหลืองเข้มจนสีแสดจัด มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ใบรูปเรียวยาว ปลายแหลมคล้ายใบพุทธรักษา ดอกออกเป็นช่อ มีก้านช่อแทงจากเหง้าโดยตรง ออกตรงกลางระหว่างใบคู่ในสุด ดอกสีขาว มีแถบสีเหลืองคาด มีกลีบประดับสีขาวหรือเขียวการปลูก ขมิ้นชันชอบอากาศค่อนข้างร้อน และมีความชุ่มชื้นในเวลากลางคืนชอบดินร่วนซุยที่ระบายน้ำได้ดี วิธีปลูกใช้เหง้าแก่ ที่อายุ 11-12 เดือน เป็นท่อนพันธุ์ เก็บใช้ในช่วงอายุ 9-10 เดือน ส่วนที่ใช้เป็นยา เหง้าสดและแห้ง
สรรพคุณยาไทย เหง้าของขมิ้นชันมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อ แบคทีเรีย เชื้อรา ลดการ อักเสบและ มีฤทธิ์ในการ ขับน้ำดี น้ำมันหอมระเหยในขมิ้นชัน มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดท้อง ท้องอืด แน่นจุดเสียด วิธีใช้ อาการแพ้อักเสบ แผล ฝีพุพอง แมลงสัตว์กัดต่อยภายนอก ใช้เหง้ายาวประมาณ 2 นิ้ว ฝนกับน้ำต้มสุกทาบริเวณที่เป็น วันละ 3 ครั้ง หรือใช้ผงขมิ้นโรยทาบริเวณที่มีอาการ ผื่นคันจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้ อาการ ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่น จุกเสียดและอาหารไม่ย่อย ใช้เหง้าขมิ้น ไม่ต้องปอกเปลือกหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ ตากแดดจัด ๆ สัก 1-2 วัน บดให้ละเอียด ผสมกับน้ำผึ้งปั้นเป็นเม็ดขนาดปลายนิ้วก้อย รับประทานครั้งละ 2-3 เม็ด วันละ 3-4 ครั้งหลังอาหารและก่อนนอนถ้ามีอาการท้องเสียให้หยุดยาทันที
ข้อมูล ทางวิทยาศาสตร์ กองวิจัยและพัฒนาสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กระทรวงสาธารณสุข ได้ศึกษาว่า ขมิ้นชันไม่มีพิษที่รุนแรง ทั้งในการใช้ระยะสั้นและระยะยาว นอกจากนี้ ยังวิเคราะห์พบว่า น้ำมันหอมระเหย เป็นสาระสำคัญ ในการออกฤทธิ์รักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ โดยได้ทำการศึกษา ทดลองในโรงพยาบาลชุมชน 5 แห่ง และโรงพยาบาลทั่วไป 1 แห่ง ในผู้ป่วยที่มีอาการต่าง ๆได้แก่ ปวดแสบท้องเวลาหิว จุกแน่นบริเวณลิ้นปี่ เนื่องจากมีลมในกระเพาะอาหารจุกเสียดท้อง เนื่องจากมีลมในกระเพาะอาหารและ ลำไส้ ผลจากการศึกษาเป็นที่น่าพอใจ ผู้ป่วยที่ได้รับขมิ้นชันมีอาการดีขึ้น และไม่พบ ผลแทรกซ้อนในการใช้จากการศึกษานี้พอสรุปได้ว่า ขมิ้นชันมีประสิทธิภาพดีในการใช้ จึงสมควรที่จะเผยแพร่และพัฒนาเป็นยาต่อไป
โดย....... หัทยา ตันป่าเหียง นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

พระพุทธรูปพระเจ้าทันใจ วัดดอนไฟ

ประวัติความเป็นมา
""""""""วัดดอนไฟเริ่มสร้างมาตั้งแต่ พ.ศ. ๑๖๗๔ มีอายุ ประมาณ ๘๐๐ กว่าปี มีพระสุตตะสมเป็นผู้เริ่มสร้าง ซึ่งเดิมย้ายมาจากวัดม่อนเขากวาง หรือวัดกลางในปัจจุบันมีเจ้าอาวาส ทั้งหมดมาจนถึงปัจจุบันมีเจ้าอาวาส ทั้งหมดมาจนถึงปัจจุบัน ๔๐ รูป เจ้าอาวาสปัจจุบัน คือ พระอธิการมาตร จิรวฒโน เป็นรูปที่ ๔๐ วัดดอนมีโบสถ์ ๑ หลัง เดิมเรียกวิหารแต่ได้รับการผูกพัทธสีมา แล้วจึงเรียกว่าโบสถ์ ศาลาการเปรียญ ๑ หลัง ด้านนอกยังมีต้นโพธ์ที่ใหญ่ขนาด ๑๐ คนโอบ ที่บ่งบอกถึงความเก่าแก่ของวัดอีก ๒ ต้น และยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือ เป็นอย่างมาก คือพระพุทธรูปพระเจ้าทันใจ ๒ พี่น้อง ที่ประดิษฐ์ฐานอยู่ที่วัดดอนไฟ
ประวัติพระเจ้าทันใจ
""""""""ในปัจจุบันมีพระพุทธรูปพระเจ้าทันใจประดิษฐานอยู่ที่วัดดอนไฟ หมู่ที่ ๗ ตำบลดอนไฟ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง ตามตำนานได้กล่าวไว้ว่ามี ลัวะ (อ่านว่า หลัวะ) ๓ พี่น้องได้อพยพครอบครัว มาจากทิศเหนือมาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่ที่ดอนขวางดอนกลาง และดอนเปียน ลัวะ ๓ คนนี้มีความขยันหมั่นเพียรในทางกสิกรรม ทำไร่ ทำนา ทำสวน ต่อมาไม่นานก็ร่ำรวยได้เป็นเศรษฐีทั้ง ๓ คน ในวันต่อมาท่านเศรษฐีทั้งสามมีจิตใจเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จึงอยากจะสร้างพระพุทธรูปคนละองค์ เพื่อสืบอายุและทะนุบำรุงศาสนาให้รางเรืองโดยปั้นในวันพฤหัสบดี ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๘ เหนือ ได้ฤกษ์งามยามดี นายช่างทองได้ทำการหล่อพระพุทธรูปทั้งสามองค์นั้น ในวันนั้นได้ปรากฏการณ์ธรรมชาติ คือมีห่าฝนโบกขรพรรษได้ตกลงมาอย่างหนักตลอดวัน นายช่างทองก็ทำการหล่อพระพุทธรูปทั้ง สามองค์จนหมดทองที่ท่านเศรษฐีทั้งสามีอยู่แต่ยังไม่เสร็จยังเหลือจิกโมลี ดังนั้นท่านเศรษฐีทั้งสามจึงประกาศให้ท่านสรัทธาสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมบริจาค ข่าวนี้ได้ยินเข้าไปถึงหูแม่หม้ายคนหนึ่งชื่อว่า ยาเทก อยู่ที่ตำบลหัวเสือ ซึ่งเป็นคนยากจนเมื่อได้ทราบข่าวบุญจึงมีความปิติอยากทำบุญแต่ยากจนเหลือเกินนางคิดแล้วน้อยใจ หนีออกจากบ้านไปขอทองจากพี่น้องชาวบ้าน ในที่สุดก็หมดหวัง ขอไม่ได้สักแห่ง นางจึงตั้งสัจจะอธิฐานขอเทพบุตรและเทพยดา ทั้งหลายจงมาดลบันดาลโปรดเมตตา บัดนั้นด้วยแรงสัจจะอธิฐาน แท่นหินบัณฑุกรรมศิลาอาสน์ของพระอินทร์ซึ่งเคยนุ่นนิ่มก็มาแข็งกระด้าง พระอินทร์ก็ประหลาดใจจึงส่องเนตรลงมาดูจึงรู้ว่านางแม่หม้ายผู้ยากไร้เข็ญใจ อยากได้ทองเพื่อนำมาร่วมกับท่านเศรษฐีหล่อจิกโมลีพระพุทธรูปเจ้าทั้งสามองค์นั้น พอนางยาเทก ได้ทองตามใจหวังก็รีบนำทองไปให้เศรษฐีทั้งสาม สมตามความมุ่งมาดปรารถนาทันใจทุกประการ ท่านเศรษฐีจึงนำทองแท่งนั้นมาให้แก่ช่างทองหล่อทำเป็นจิกโมลีของพระพุทธรูปทั้งสามองค์นั้น เมื่อหล่อเสร็จแล้วนายช่างทองก็มาแกะแบบพิมพ์ปรากฏว่าจิกโมลีของพระพุทธรูปเจ้าทั้งสามองค์นั้นคตเอียงไปคนละทิศทางไม่ตรงเสมอกัน เมื่อหมดสมัยของท่านเศรษฐีทั้งสามก็มีบ้านเล็ก เมืองน้อยเกิดขึ้นมาอพยพขยายแผ่กว้าง วัดดอนขวางก็ขาดผู้อุปถัมป์บำรุง เมื่อปีใดบ้านเมืองเกิดแห้งแล้งฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล เจ้าหลวงผู้คุ้มครองนครลำปาง มักจะใช้ให้คนมาหามเอาพระพุทธรูปทั้งสามองค์ ไปไว้ในเมืองโดยอาราธนาอัญเชิญแต่อย่างใดบ่อยครั้งเข้าพระพุทธรูปองค์พี่ใหญ่จึงแสดงปาฏิหาริย์ เหมือนกับว่ามีรอยช้างเหยียบให้แบนไปทั้งองค์ต่อมาอีกหลายปีมีโจรผู้ร้ายชุกชุมทางเจ้าคณะตำบลดอนไฟเชื่อว่า ท่านครูบาวงศ์ท่านได้นำเอาพระพุทธรูปสองพี่น้องมาเก็บรักษาไว้ที่วัดดอนไฟ
สิ่งที่น่าสนใจศึกษาและเรียนรู้
๑. พระพุทธรูปพระเจ้าทันใจ / โบสถ์และวิหารเก่าแก่
๒. ต้นโพธิ์ใหญ่ประมาณ ๑๐ คน โอบ และโดยเฉพาะวัดดอนไฟเป็นวัดเก่าแก่ที่สุดในอำเภอแม่ทะ
สถานที่ตั้ง หมู่ที่ ๗ ตำบลดอนไฟ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง ๕๒๑๕๐
ภูมิปัญญา
พระอธิการ มาตร จิรวฒโน
เวลาเปิดให้บริการ
ทุกวันเวลา ๐๖.๐๐ – ๑๘.๐๐ น.
การเดินทาง
ห่างจากอำเภอแม่ทะ ๒๐ กิโลเมตร โดยรถยนต์สาวนตัวหรือรถโดยสารรับจ้าง
โดย....สุนันทา เจียมเงิน นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

ดื่มน้ำตอนไหนดีที่สุด



ทราบหรือไม่ครับว่าการดื่มน้ำก็ต้องมีเวลาที่ดื่มแล้วให้ประโยชน์สูงสุดเหมือนกัน วันนี้ผมมีเรื่องนี้มาฝาก...ทุกคนครับ



  • ตื่นนอนตอนเช้า 1 แก้ว (400 ซี.ซี.) เพราะเป็นช่วงที่มีความเข้มข้นของเลือดสูง เลือดจะมีลักษณะขาดน้ำ

  • ตอนสาย ๆ 2 แก้ว (เวลาประมาณ 9 โมงถึง 10 โมงเช้า) ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีของเสียเกิดขึ้น เพราะร่างกายได้ทำงานไประยะหนึ่งแล้ว ฉะนั้น จึงควรดื่มน้ำเพื่อมาชำระของเสียเหล่านั้นออกไป

  • ตอนบ่าย ๆ 3 แก้ว (เวลาประมาณบ่ายโมงถึงบ่ายสอง)

  • ตอนเย็น 3 แก้ว (เวลาประมาณ 1 ทุ่มถึง 2 ทุ่ม)

  • ก่อนนอนให้ดื่มน้ำอีก 1 แก้ว เพื่อให้น้ำที่ดื่มไหลเวียนชะล้างสิ่งตกค้างในลำไส้และกระเพาะอาหาร ยิ่งถ้าเป็นน้ำอุ่นด้วยแล้วจะยิ่งช่วยให้หลับสบายยิ่งขึ้น

การดื่มน้ำเป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกาย และก็ควรดื่มให้ได้อย่างน้อย วันละ 8 - 10 แก้ว เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณนะครับ

โดย.....อุดม อนุพันธิกุล นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

ตานก๋วยสลากมีความเป็นมาอย่างไร....ใครรู้บ้าง...


"""""""""""ในสมัยพุทธกาล ขณะที่พระพุทธเจ้าประทับ ณ พระเชตะวันมหาวิหารนั้น วันหนึ่งนางกุมารีผู้หนึ่งได้อุ้มลูกชายวิ่งหนีนางยักขินีผู้มีเวรต่อกันหลายชาติแล้ว ติดตามมาจะทำร้ายลูกของนาง นางเห็นจวนตัวจะวิ่งหนีไปที่อื่นไม่ได้ จึงพาลูกวิ่งเข้าไปในพระเชตวัน เข้าไปในพระวิหารขณะที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอยู่ นางเอาลูกน้อยวางแทบพระบาทแล้วกราบทูลว่า “ ข้าแด่พระองค์ผู้เจริญ ขอทรงโปรดเป็นที่พึ่งแก่ลูกชายของหม่อมฉันเถิดพระเจ้าข้า ” พระพุทธเจ้าหยุดพฤติกรรมที่จองเวรของนางกุมาริกา และนางยักษ์ขินีด้วยการตรัสคำสอนว่า “ เวรย่อมไม่ระงับด้วยเวร เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร ธรรมนี้เป็นของโบราณ ” แล้วทรงให้นางทั้งสองเห็นผิดชอบชั่วดี นางยักษ์ขินีรับศีล ๕ แล้วนางก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น กราบทูลพระพุทธเจ้าว่านางไม่รู้จะไปทำมาหากินอย่างไรเพราะรักษาศีลเสียแล้ว

"""""""""""นางกุมาริกาจึงรับอาสาจะพานางไปอยู่ด้วย นางได้รับอุปการะจากนางกุมาริกาหลายประการ นึกถึงอุปการะอยากจะตอบแทนบุญคุณ จึงเป็นผู้พยากรณ์บอกกล่าวเรื่อง อุตุนิยมวิทยา คือ บอกให้นางกุมาริกาทำนาในที่ดอนในปีฝนมาก ทำนาในที่ลุ่มในเวลาฝนแล้ง นางกุมาริกาได้ปฏิบัติตามทำให้ฐานะร่ำรวยขึ้นยิ่งกว่าคนอื่น ๆ ในระแวกนั้น คนทั้งหลายมีความสงสัยจึงมาถามหานางกุมาริกาว่าเป็นอย่างไร ได้รับคำตอบว่า นางยักษ์ขินีเป็นผู้บอกกล่าวให้ คนทั้งหลายจึงพากันไปหานางขอบอกให้อย่างเดียวกับนางกุมาริกา คนทั้งหลายได้รับอุปการะจากนางยักษ์ขินีจนมีฐานะร่ำรวยไปตาม ๆ กัน
"""""""""""ด้วยความสำนึกในบุญคุณ จึงพากันนำเอาเครื่องอุปโภคบริโภคอาหารการกินเครื่องใช้สังเวยอยู่เป็นอันมาก ข้าวของที่สำนักนางยักษ์ขินีจึงมีมากเหลือกินเหลือใช้ นางจึงนำมาทำเป็นสลากภัตร โดยให้พระสงฆ์กระทำการจับตามเบอร์ด้วยหลักของอุปโลกนกรรม คือ ของที่ถวายมีทั้งของมีราคามาก ราคาน้อย พระสงฆ์องค์ใดได้ของมีค่าน้อยก็อย่าเสียใจ ให้ถือว่าเป็นโชคของตนดีหรือไม่ดี การถวายแบบจับสลากของนางยักษ์ขินีนี้นับเป็นครั้งแรกแห่งประเพณีทำบุญสลากภัตร หรือทานสลากในพระพุทธศาสนา….ดังนี้แล...........
ที่มา : ประเพณีตานก๋วยสลากวัดปงยางคก อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง

โดย...ทินกร สุริกัน นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ

สุดยอดอาหารล้างพิษ 20 ชนิด บท ๒

6. บีตรูต ผักสีแดงที่นิยมใส่ในสลัดนี้นับเป็นผักมหัศจรรย์ซึ่งเประกอบไปด้วยไฟโรเคมีคอล
( Phytochemical ) วิตามินและเกลือแร่หลายชนิด ซึ่งทำให้บีตรูตมีคุณสมบัติต่อต้านชื้อโรค ทำความสะอาดเลือด ทำความสะอาดตับและระบบน้ำเหลือง อีกทั้งมีคุณสมบัติพิเศษที่เสริมให้ร่างกายรับออกซิเจนได้มากขึ้น จึงช่วยกำจัดของเสียได้ง่ายและเร็วขึ้น และบีตรูตช่วยปรับระดับกรด-ด่าง ในเลือดให้สมดุลด้วย
7. กะหล่ำ เต็มไปด้วยสารต่อต้านมะเร็งและอนุมูลอิสระ(Antioxidant ) และช่วยตับขับฮอร์โมนที่มากเกินไป ซึ่งอาจเป็นฮอร์โมนความเครียดที่มีผลเสียต่อร่างกาย ทั้งยังช่วยทำความสะอาดระบบย่อยอาหาร รักษาและปกป้องกระเพราะอาหารจากแบคทีเรียและไวรัสต่างๆ พืชตระกูลกะหล่ำ ได้แก่ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บรอกโคลี และกะหล่ำปม ผักเหล่านี้ช่วยทำความสะอาดร่างกายและช่วยกำจัดของเสียจากสิ่งแวดล้อม เช่น ของเสียจากควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสีย และช่วยให้ตับผลิตเอนไซม์ออกมาให้เพียงพอในการกำจัดของเสีย
8. บลูเบอร์รี่ เป็นผลไม้ที่มีค่าแอนติออกซิแดนต์สูงมากชนิดหนึ่งและถือเป็นหนึ่งในสุดยอดอาหารรักษาโรค เนื่องจากในบลูเบอร์รี่มีสารแอสไพรินตามธรรมชาติ ซึ่งช่วยลดการระคายเคือง สารที่มีในบลูเบอร์รี่สามารถเข้าไปขัดขวางแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะ ส่งผลให้ลดการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ
9. กระเทียม จากหลายการศึกษาให้ผลตรงกันถึงคุณสมบัติของกระเทียมในการทำความสะอาดร่างกาย นั่นคือ การกินกระเทียมเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ขับและฆ่าพยาธิในทางเดินอาหาร และฆ่าเชื้อไวรัส โดย
เฉพาะทำความสะอาดเลือดและระบบลำไส้ ทำให้เส้นเลือดมีความยืดหยุ่นและลดแรงดันโลหิต นอกจากนี้ยังต่อต้านการเกิดมะเร็งและทำให้ระบบทางเดินหายใจดีขึ้น แต่ก็ควรระวังเรื่องการกินกระเทียมมากเกินไป ซึ่งก่อให้เกิดลมหายใจที่มีกลิ่นกระเทียมไปด้วย
10. ส้มโอ หรือเกรปฟรุต เป็นผลไม้รสชาติดีที่ได้รับความนิยมในอาหารมื้อเช้าของชาวตะวันตก สารเพกติน ซึ่งเป็นไฟเบอร์ประเภทหนึ่งในเกรปฟรุต สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ก่อนที่จะจับตัวเป็นก้อนและขวางทางเดินในหลอดเลือด นอกจากนี้เพกตินยังสามารถช่วยป้องกันไม่ให้โลหะหนักเหล่านี้ทำอันตรายต่อร่างกาย ส่วนเกรปฟรุตช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งกระเพราะอาหารและมะเร็งตับอ่อน สารต้านอนุมูลอิสระในเกรปฟรุตช่วยปกป้องสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
11. มะเขือพวง คนไทยนิยมใส่มะเขือพวงในอาหารประเภทผัดเผ็ด แกงป่า แกงกะทิ และน้ำพริก สมัยก่อนใส่ไก่น้อยเน้นการกินมะเขือเป็นหลัก แต่ปัจจุบันแกงไก่มักใส่ไก่มากกว่ามะเขือ และคนก็เลือกกินแต่ไก่ จึงเป็นเหตุให้คนมีรูปร่างอ้วนกว่าคนสมัยก่อน มะเขือพวงเป็นผักที่เต็มไปด้วยไฟเบอร์ช่วยดูดซึมไขมันในอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วยจับไขมันอิ่มตัว(ไขมันอันตราย) ขับถ่ายออกจากร่างกาย ทั้งยังมีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงช่วยกำจัดของเสียออกจากระบบทางเดินอาหารได้เร็วขึ้นและลดการสะสมของเสีย
12. แครอต เต็มไปด้วยสารอัลฟาและเบตาแคโรทีน ( Alpha and Beta-carotene ) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ วิตามินเอ และถือว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยม ช่วยปกป้องร่างกายจากสารพิษในสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะช่วยระบบทางเดินประสาท สายตา ผิวหนัง ที่ต้องสัมผัสแสงแดเป็นประจำ และจากการวิจัยพบว่าสารในแครอทช่วยลดการเกิดมะเร็ง ช่วยให้ระบบทางเดินหายใจ และหัวใจแข็งแรงขึ้น ที่มา www.iqraforum.com
โดย.......วนิดาพร ธิวงศ์ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ