วันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2553

ดอกไม้ประจำวันเกิด

""""""""""ฉบับที่แล้วได้พูดถึงดอกไม้ประชาติไทย ก็มีคนถามต่อว่า แล้วดอกไม้ประจำวันเกิดมีหรือไม่ ก็เลยลองไปศึกษาดู ก็พบตำนานดังนี้นะคะ
คนที่เกิดวันอาทิตย์ ดอกไม้ประจำวันเกิดเป็นดอกกุหลาบสีส้ม จะถูกโฉลกกับเธอที่เกิดวันอาทิตย์ ผู้มีนิสัยทะเยอ ทะยานและกระตือรือร้น เธอและดอกไม้มีความหมายถึงความฝันอันยิ่งใหญ่ ดอกไม้อีกชนิดสำหรับผู้เกิดวันนี้คือ ดอกทานตะวัน อันเป็นสัญลักษณ์คู่กับพระอาทิตย์เสมอ บอกถึงตัวเธอที่เชื่อมั่น หัวสูง ถือตัว และหยิ่งในศักดิ์ศรีด้วย
คนที่เกิดวันจันทร์ ดอกไม้ประจำวันเกิดคือดอกมะลิขาวสะอาด หมายถึงตัวเธอที่มีความนุ่มนวลอ่อนโยน เรียบร้อย ส่วนดอกไม้อีกชิดคือ ดอกกุหลาบขาว หมายถึงความรักที่อ่อนโยนและไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน เพราะคนวันจันทร์มักอ่อนไหวง่าย โรแมนติก และช่างฝัน
คนที่เกิดวันอังคาร ดอกไม้ประจำวันเกิดคือ ดอกกล้วยไม้ โดยเฉพาะที่ออกดอกสีชมพู เพราะมีความหมายถึงความรักที่ร้อนรุ่ม หวือหวา วูบวาบตามอารมณ์ของคนที่เกิดวันนี้
คนที่เกิดวันพุธ ดอกไม้ประจำวันเกิดคือ ดอกบัว หมายถึงจิตใจอันสงบ เพราะคนที่เกิดวันพุธมักชอบเป็นนักการทูตและรัก สันติภาพ ซึ่งคนที่เกิดวันพุธมักจะเป็นนักคำนวณ (เงิน) สีเหลืองอร่ามราวกับทองของดอกไม้ชิดนี้ หมายถึงรักของเธอต้องมาพร้อมเงิน
คนที่เกิดวันพฤหัสบดี ดอกไม้ประจำวันเกิดคือ ดอกกุหลาบสีเหลือง หมายถึงการเปลี่ยนแปลงในเรื่องความรัก รักซ้อนซ่อนใจ เพราะคนที่เกิดวันนี้เป็นคนรักงายหน่ายเร็ว เจ้าชู้เล็กๆ ดอกไม้อีกชนิดหนึ่งคือดอกคาร์เนชั่นสีชมพู หมายถึงรักของเธอที่อ่อนโยนและอ่อนหวาน คนที่เกิดวันนี้เป็นคนสุภาพอ่อนโยนและมีอารมณ์ขัน น่ารัก
คนที่เกิดวันศุกร์ ดอกไม้ที่ถูกโฉลกคือ กุหลาบทุกสี เพราะคนที่เกิดวันศุกร์มักเป็นนักรักที่ยิ่งใหญ่มีเสน่ห์ล้นเหลือหรือจะเป็นดอกไม้เจ้าเสน่ห์ที่มีความหมายหวานแหววแบบดอกไวโอแลตว่า "ฉันรักเธอแล้ว หากรักฉันก็บอกกันบ้างนะ"
คนที่เกิดวันเสาร์ ดอกไม้ประจำวันเกิดคือ ดอกลิลลี่ อันหมายถึงรักครั้งแรก รักที่บริสุทธิ์เพราะคนที่เกิดวันเสาร์เป็นคนจริงจังและซีเรียส จึงรักใครยากหน่อย ทว่าดอกลิลี่เป็นดอกที่กระทบใจคนขี้เหงาวันเสาร์ได้ดีทีเดียว
โดย......มันทนา กันสิทธิ์ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ

เครื่องสักการะ


เมื่อถึงฤดูงานประเพณี เดือนยี่เป็ง งานบวชพระบวชสามเณร ตานวิหาร ตานธาตุ งานสมโภชน์พระเจ้า ตานผ้ากฐิน กินใหญ่ตานหลวง งานสรงน้ำพระธาตุ
คนโบราณมักนิยมร่วมสมัครสมานสามัคคีร่วมกายร่วมจิตร่วมใจช่วยกันตกแต่งดาของที่ จะนำเอามารวมกัน แล้วจัดเครื่องสักการะขึ้น ดังเช่น

ขันดอกไม้เรียกว่า “ ขันเลี่ยม “ มีอยู่ ๔ ด้านด้วยกัน นำเอาดอกไม้หลายหลากสีนำเอาใส่ไว้ในขัน เราเรียกว่า “ ขันเลี่ยม “ความหมายของขันเลี่ยมนั้น คนสมัยโบราณเชื่อว่า ที่เราเห็นขันเป็น ๔ เหลี่ยม มีอยู่ ๔ ด้านนั้น ท่านบ่งบอกถึงให้เรามีพรหมวิหาร ๔ ประการ
๑. เมตตา มีความจริงใจ ความรัก ความปรารถนาดีต่อผู้อื่น ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม
๒. กรุณา มีความสงสาร ความเห็นอกเห็นใจ ต่อเพื่อนมนุษย์ร่วมโลก
๓. มุทิตา มีความชื่นชมยินดีในความสำเร็จสมหวังของผู้อื่น
๔. อุเบกขา มีความวางเฉยในเมื่อไม่อาจช่วยเหลือผู้อื่นได้ไม่ทับถมซ้ำเติมเมื่อผู้อื่นผิดพลาดหรือได้รับความวิบัติไม่แสดงอาการสมน้ำหน้าเมื่อเขาพลาด
“ ขันเลี่ยมนั้น ” ได้นำมาบูชาพระรัตนตรัย มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อันเป็นแก้วอันประเสริฐ ๓ ประการในพระพุทธศาสนา
เครื่องสักการะที่คนโบราณได้จัดทำขึ้นมีอีกหลายอย่าง ในฉบับเดือนพฤศจิกายน จะได้นำมาเรียนรู้ร่วมกันอีก

โดย.....อรทัย ทรงศรีสกุล นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

คุณสมบัติทั่ว ๆ ไปของคนฉลาดคิด

"""""""" ถึงแม้ทุกคนจะมีความสามารถในการคิดเหมือนกัน แต่ศักยภาพในการคิดอย่างฉลาด มักจะถูกแสดงออกมาอย่างไม่เต็มที่ ทั้งนี้ เนื่องจากขาดคุณสมบัติของการเป็นคนฉลาดคิด ดังต่อไปนี้
๑. มีความสนใจใคร่รู้ในเรื่องรอบตัวต่าง ๆ
๒. มีความกระตือรือร้น และทำงานเชิงรุก
๓. มีความคิดอิสระ มั่นใจในตัวเอง
๔. ชอบการเรียนรู้ แสวงหา และทดลองสิ่งใหม่ ๆ
๕. ไวต่อปัญหา ทั้งในด้านการป้องกันและการแก้ไข
๖. มีจินตนาการ และมีวิสัยทัศน์ส่วนตน
๗. มีความยืดหยุ่นทั้งในด้านการคิด และการกระทำ
๘. มีโลกทัศน์ที่กว้างไกล
๙. มีความมุ่งมั่น อดทน
๑๐. รู้จักใช้วิจารณญาณ ไตร่ตรอง คาดการณ์ได้อย่างละเอียด รอบคอบ
๑๑. กล้าตัดสินใจ
๑๒. มีอารมณ์ขัน
อย่างไรก็ดี ถึงแม้จะมีคุณสมบัติเหล่านี้ครบถ้วน แต่ถ้าไม่มีการนำมันออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสม่ำเสมอ เราก็เหมือนดาบที่ทำด้วยเหล็กเนื้อดี ที่ไม่เคยได้ออกมาจากฝัก หาประโยชน์อะไรไม่ได้เลย
โดย......ลัดดา คิดอ่าน นักวิชาการวัมนธรรมชำนาญการ

วิธีการดูแลรักษารองเท้าคู่โปรด

รองเท้า ไม่ว่าจะเป็นผ้าใบ ส้นสูง ส้นเตี้ย รัดส้น คัตชู หรือแม้กระทั่งรองเท้าแตะ ก็อยากได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี เพื่อยืดอายุการใช้งาน และคงสภาพรูปทรงไว้เมื่อไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานาน ซึ่งวันนี้เราก็มีวิธีดูแลรักษารองเท้าอย่างง่าย ๆ มาฝากกันค่ะ
1. ใช้ไม้รองรองเท้าใส่ไว้ในรองเท้าก่อนเก็บเสมอ รูปทรงของรองเท้าจะคงอยู่ ไม่ผิดรูปไปจากวันแรกที่ซื้อมากนัก
2. การใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ยัดลงในรองเท้านั้น ถือเป็นการดูแลรักษารองเท้าอย่างง่าย ๆ แต่ก็ช่วยรักษารูปทรงของรองเท้าได้ไม่ดีนัก เพราะว่า ตัวกระดาษจะดูดความชุ่มชื้นของหนังรองเท้า นานไปจะทำให้รองเท้าแข็งกระด้าง
3. ไม่ควรที่จะใส่รองเท้าคู่เดิมทุก ๆ วัน ควรที่จะสลับรองเท้าใส่กันไปมา จะทำให้อายุการใช้งานของรองเท้ายาวนานขึ้น อีกอย่าง เป็นการช่วยดูแลรองเท้าของคุณไม่ให้ทำงานหนักเกินไป จนไม่มีเวลาดูแลรักษา
4. เมื่อรองเท้าคู่โปรดเปียกน้ำ อย่า ใช้ไดร์เป่าผมทำให้แห้งโดยเด็ดขาด แต่ให้นำรองเท้าไปผึ่งในบริเวณที่มีลมโกรก แต่ไม่ควรนำไปตากไว้กลางแดด และก่อนรองเท้าจะแห้งให้ใช้ไม้รองเท้าใส่เพื่อเป็นการรักษารูปทรง
แค่นี้รองเท้าคู่ไหน ๆ ของคุณก็จะคงสภาพ ให้คุณได้ใช้งานไปอีกนาน ๆ …

ที่มา:hilight.kapook.com/และข้อมูลจากเดลินิวส์
โดย......เสาวภาคย์ คงแสง นักวิชาการเงินและบัญชีปฏิบัติการ

มะละกอ สมุนไพรเพื่อสุขภาพ


ชื่อวิทยาศาสตร์ Carica papaya L. วงศ์ CARICAEAE มะละกอ เดิมเป็นผลไม้พื้นเมืองของทวีปอเมริกา แต่ที่เข้ามาออกลูกออกหลานขยายพันธุ์อยู่เต็มบ้านของเราได้ เพราะชาวยุโรปได้นำมาแพร่พันธุ์จนกระทั่งได้กระจายไปทั่วทุกภาคเอเชีย โดยเฉพาะบ้านเราที่ขึ้นชื่อมาก แม้แต่ฝรั่งยังรู้จักกันอย่างกว้างขวางในนามใหม่ว่า ปาปา ย่า ป๊อก ป๊อก

ลักษณะทั่วไป มะละกอ เป็นพรรณไม้เนื้ออ่อน สูงได้ถึง 8 เมตร ไม่แตกกิ่งก้านสาขา ลำต้นตรงมีเนื้ออ่อนฉ่ำน้ำ

ใบ เป็นแฉก มีรอยเว้าเล็กๆ คล้ายขนนก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 60 ซ.ม.

ดอก เป็นช่อ ดอกตัวผู้มีสีเหลืองออกสีเขียวอ่อน กลีบบางยาวประมาณ 2 ซ.ม. ดอกตัวเมียไม่มีก้านดอก ยาวประมาณ 7 ซ.ม. ออกเป็นดอกเดี่ยวและกระจุก กลีบดอกสีขาวออกเหลือง

ผล มีลักษณะกลมยาวรี ผลอ่อนภายนอกมีสีเขียวเนื้อในสีขาว แต่เมื่อสุกงอมได้ที่จะมีสีเหลืองส้ม เนื้อหนา นุ่ม รสฉ่ำหวาน มีเมล็ดคล้ายรูปไข่สีน้ำตาลดำ ผิวขรุขระอ่อนค่อนข้างมาก ยาว 6-7 ซ.ม. มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 4-5 ซ.ม.

ส่วนที่ใช้ ผล ยาง ราก ใบ

สรรพคุณทางยาสมุนไพร นำผลดิบและผลสุกมาต้มกินเป็นยา ขับน้ำดี น้ำเหลือง บำรุงน้ำนม ขับพยาธิ รักษาโรคริดสีดวงทวาร ผลสุกเป็นยาแก้ท้องผูกที่วิเศษสุดๆ ถ่ายคล่องเป็นยาระบายได้อย่างดีเยี่ยม นำเนื้อสุกมาปั่น แล้วพอกหน้าทิ้งไว้ 5-10 นาที แล้วล้างออกใบหน้าจะชุ่มชื้นขึ้น

คุณค่าทางอาหาร สามารถนำไปประกอบอาหารต่างๆ ได้อย่างวิเศษมากมายหลายอย่าง มะละกอดิบ ถ้าใช้ทำเป็นอาหารยอดนิยม คงหนีไม่พ้นส้มตำ มะละกอดิบ หั่นเป็นแว่นๆ พอคำ นำไปแกงส้มใส่ปลาช่อนใส่กุ้ง มะละกอสุก นำมาปลอกเปลือกแล้วล้างให้สะอาดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ นำไปปั่น ผสมน้ำตาล และเกลือป่น ตามอัตราส่วนที่เหมาะสม และเหมาะสำหรับคลายร้อนได้เป็นอย่างดี และมีคุณค่าทางโภชนาการอาหารอย่างมากมาย มะละกอมีเกลือแร่ และวิตามินมาก มีคุณค่าทางอาหารไม่น้อย แคลเซียมในมะละกอช่วยป้องกันฟันผุ วิตามินซีช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟัน วิตามินเอช่วยในบำรุงสายตาและระบบประสาท และยังมีสารอาหารอื่นๆ อีกมาก
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : หนังสือ คัมภีร์แพทย์สมุนไพร ผลไม้สมุนไพร และพืชผักสวนครัวเว็บไซต์ lifestyle.kingsolder.com ,elib-online.com


โดย......เครือวัลย์ ธรรมายอดดี นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

วันเสาร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2553

กล้วย ผลไม้เพื่อสุขภาพ


"""""""""""กล้วย (Banana) ชื่อวิทยาศาสตร์ Musa Sapientum Linn. วงศ์ MUSACEAE กล้วย เปรียบเสมือนผลไม้สารพัดประโยชน์ ที่สามารถนำมาประกอบอาหาร ได้หลากหลายชนิด ไม่ว่าส่วนใดของกล้วยก็สามารถนำมาใช้ได้ ผลอ่อน ผลแก่ หยวก ก้านใบช่อดอกหรือปลี ล้วนทั้งสามารถนำมาทำอาหารคาว หวาน หรือถนอมอาหารเก็บไว้ได้นาน เช่น กล้วยฉาบ กล้วยตาก ลักษณะ กล้วย เป็นพรรณไม้ล้มลุก สูงประมาณ 2-5 เมตร ลำต้นที่เห็นเป็นก้านใบหุ้มซ้อนกัน ใบ หรือใบตองกล้วยมีใบขนาดใหญ่ ลักษณะเป็นแผ่นยาวประมาณ 1.50 เมตร กว้างประมาณ 40-60 ซ.ม. มีสีเขียว เส้นใบขนานกัน ดอก จะออกดอกเป็นช่อห้อยลงมามีกาบหุ้มสีแดงอมม่วง เรียกว่า หัวปลี รูปร่างกลมรี มีดอกย่อยติดกันมาเป็นแผง ดอกตัวเมียจะอยู่ที่ฐานส่วนดอกตัวผู้จะอยู่ช่วงปลายผล หลังจากดอกตัวเมียเริ่มเจริญเป็นผล ดอกตัวผู้ก็จะร่วงไป ช่อดอกจะเจริญต่อไปเป็นเครือกล้วย ที่ประกอบด้วยหวีกล้วยประมาณ 7-8 หวี ผลกล้วยอ่อนมีสีเขียว พอแก่เปลี่ยนเป็นสีเหลืองส่วนที่ใช้ ผลดิบ ผลสุก หัวปลี ยางกล้วยจากใบ
สรรพคุณทางยาสมุนไพร
กล้วย มีความสำคัญและมีประโยชน์ ตั้งแต่ด้านการใช้สอย ความเชื่อด้านพิธีกรรม ประโยชน์คุณค่าทางอาหารแล้วยังเป็นยารักษาโรคได้ดีอีกอย่างด้วย ผลกล้วยดิบ นำมาฝานทั้งเปลือกตากแห้งแล้วนำมาบดให้ละเอียดเป็นผงชงดื่ม เป็นยาแก้ท้องเดิน และรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ผลกล้วยสุก ช่วยในการระบายเป็นยาอายุวัฒนะ เมื่อนำผลสุก 1 ผล มาผสมกับน้ำผึ้งรับประทานก็จะช่วยระบาย รากกล้วย นำมาตำพอกแก้เคล็ดขัดยอก รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ยางกล้วย มีสารเทนินใช้สมานในการห้ามเลือด แผลสด แมลงสัตว์กัดต่อย รักษาโรคลิ้นเป็นฝ้าขาวในเด็ก หัวปลี ช่วยบำรุงน้ำนม นิยมนำมาทำเป็นแกงเลียงให้แม่ลูกอ่อนรับประทาน และยังบำรุงเลือดด้วย เปลือกกล้วย ที่รับประทานแล้วนั้น นำมาถูส้นเท้า ฝ่ามือ นิ้มป้องกันและระงับเชื้อแบคทีเรีย
คุณค่าทางอาหาร
กล้วย ไทยที่มีชื่อเสียงดังก้องไปทั่วโลกว่ามีรสหอมกว่ากล้วยของประเทศอื่น คือ กล้วยหอม ส่วนกล้วยที่ใช้ประโยชน์มากที่สุด คือ กล้วยน้ำหว้า วิธีใช้ในการประกอบอาหารของ กล้วย นั้นมีอยู่หลายวิธี
กล้วยสุก นำไปเผาทั้งเปลือก แล้วขูดเอาแต่เนื้อนำไปบดกับข้าวถือว่าเป็นอาหารชนิดแรกของคนไทย นอกจากนมแม่
กล้วยดิบ ใช้ทำเป็นแป้งไว้ผสมอาหารอื่น กล้วย นำมาถนอมอาหารสามารถเก็บไว้ได้นาน เช่น กล้วยฉาบ กล้วยตาก กล้วยกวน ข้าวเกรียบกล้วย กล้วยตานี หั่นเป็นแว่นๆ ดองน้ำส้ม เกลือ น้ำตาล เป็นผักจิ้มหรือของขบเคี้ยวอาหารว่าง กล้วยดิบ อื่นๆ ใช้แกงป่า ให้ทำต้มยำ หัวปลี ทำแกงเลียง ทำเครื่องเคียงขนมจีน น้ำพริก หยวกกล้วยอ่อน ใช้แกงส้ม ต้มจิ้มน้ำพริก
จะเห็นว่าคุณค่าทางโภชนาการและอาหารของกล้วยมีสูง ดีต่อร่างกาย หาซื้อง่าย หากรับประทานเป็นปกติก็จะส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกาย โดยเฉพาะให้พลังงานสูง แคลเซียมในกล้วยช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟัน วิตามินก็ ครบครัน ทั้งวิตามินบี 1 ป้องกันโรคเหน็บชา วิตามินบี 2 ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกายตามปกติ วิตามินซี ป้องกันโรคหวัด โรคเลือดออกตามไรฟัน และยังมีสารอาหารมากคุณค่าอื่น ๆ อีก
ขอขอบคุณข้อมูล จากหนังสือ คัมภีร์แพทย์สมุนไพร ,ผลไม้สมุนไพรและพืชผักสวนครัว,เว็บไซต์ lifestyle.kingsolder.com, เว็บไซต์ elib-online.com
อนุวัต ปราชญ์เวทย์ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

ประเพณีฟังธรรมหนองบัว อำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง

หมู่บ้านหนองบัวในสมัยก่อนเป็นหมู่บ้านเดียว ในปัจจุบันได้แยกออกเป็นหมู่ที่ ๑ บ้านหล่าย หมู่ที่ ๘ บ้านหล่ายฮ่องปุ๊ หมู่ที่ ๑๓ บ้านหล่ายเหนือพัฒนา และหมู่ที่ ๑๕ บ้านฮ่องปุ๊สามัคคี ตำบลสบปราบ อำเภอสบปราบ คำว่า “หนองบัว” มีที่มาจากสมัยก่อนในหนองน้ำนี้มีต้น
บัวขาวเต็มท้องน้ำ ชาวบ้านเรียกว่า “หนองบัว” จนถึงปัจจุบัน ในสมัยก่อนหมู่บ้านหนองบัวแห่งนี้
มีฝนตกต้องตามฤดูกาล ชาวบ้านอาศัยน้ำฝนในการเพาะปลูกมาโดยตลอด ต่อมาฝนเริ่มตกน้อยลงหรือถึงฤดูฝนฝนก็ไม่ตก ทำให้บ้านเมืองแห้งแล้งขาดน้ำในการทำเกษตร ผู้ใหญ่บ้าน มัคนายกวัด จึงได้ชักชวนชาวบ้านในพื้นที่ร่วมกันจัดงาน “ฟังธรรมหนองบัว” โดยนิมนต์พระสงฆ์ ๙ รูป สวดขอฝน ๑๐๘ คาบ และร่วมกันฟังธรรมเทศน์นาจากพระสงฆ์ เรียกว่า ฟังธรรมปลาช่อน
wwwwwww“ฟังธรรมปลาช่อน” มีเนื้อหากล่าวถึงการขอฝนจากเทวดาฟ้าดินของเหล่าสัตว์น้ำที่
อาศัยอยู่ในหนองน้ำที่กำลังจะขาดน้ำในการมีชีวิต เป็นการขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล หลังจากที่ได้
ร่วมกันฟังธรรมหนองบัวเสร็จสิ้นแล้ว ผู้เฆ่า ผู้แก่ คนหนุ่มสาว เด็ก ๆ จะเล่นสาดน้ำกันอย่างสนุกสนาน เหมือนเล่นน้ำสงกรานต์ หลังจากนั้นต่างชักชวนกันข้ามหนองบัวไปเกาะกลางน้ำเพื่อ
สรงน้ำพระธาตุ การจัดงานประเพณีฟังธรรมหนองบัวของอำเภอสบปราบ เป็นประเพณีของท้องถิ่น
ที่ชาวบ้านช่วยกันอนุรักษ์ไว้ โดยแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบในการจัดงานให้แต่ละหมู่บ้านช่วยกัน
ดำเนินงาน สำหรับงบประมาณในการจัดประเพณีฟังธรรมหนองบัว ได้รับการสนับสนุนจากสมาชิก
สภาจังหวัด เขตอำเภอสบปราบ เทศบาลตำบลสบปราบและองค์การบริหารส่วนตำบลสบปราบ ประเพณีฟังธรรมหนองบัวนี้ ถือเป็นประเพณีที่จัดเป็นประจำทุกปี ในช่วงเดือนพฤษภาคม
โดย.. พรทิวา ขันธมาลา นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ