รองเท้า ไม่ว่าจะเป็นผ้าใบ ส้นสูง ส้นเตี้ย รัดส้น คัตชู หรือแม้กระทั่งรองเท้าแตะ ก็อยากได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี เพื่อยืดอายุการใช้งาน และคงสภาพรูปทรงไว้เมื่อไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานาน ซึ่งวันนี้เราก็มีวิธีดูแลรักษารองเท้าอย่างง่าย ๆ มาฝากกันค่ะ
1. ใช้ไม้รองรองเท้าใส่ไว้ในรองเท้าก่อนเก็บเสมอ รูปทรงของรองเท้าจะคงอยู่ ไม่ผิดรูปไปจากวันแรกที่ซื้อมากนัก
2. การใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ยัดลงในรองเท้านั้น ถือเป็นการดูแลรักษารองเท้าอย่างง่าย ๆ แต่ก็ช่วยรักษารูปทรงของรองเท้าได้ไม่ดีนัก เพราะว่า ตัวกระดาษจะดูดความชุ่มชื้นของหนังรองเท้า นานไปจะทำให้รองเท้าแข็งกระด้าง
3. ไม่ควรที่จะใส่รองเท้าคู่เดิมทุก ๆ วัน ควรที่จะสลับรองเท้าใส่กันไปมา จะทำให้อายุการใช้งานของรองเท้ายาวนานขึ้น อีกอย่าง เป็นการช่วยดูแลรองเท้าของคุณไม่ให้ทำงานหนักเกินไป จนไม่มีเวลาดูแลรักษา
4. เมื่อรองเท้าคู่โปรดเปียกน้ำ อย่า ใช้ไดร์เป่าผมทำให้แห้งโดยเด็ดขาด แต่ให้นำรองเท้าไปผึ่งในบริเวณที่มีลมโกรก แต่ไม่ควรนำไปตากไว้กลางแดด และก่อนรองเท้าจะแห้งให้ใช้ไม้รองเท้าใส่เพื่อเป็นการรักษารูปทรง
แค่นี้รองเท้าคู่ไหน ๆ ของคุณก็จะคงสภาพ ให้คุณได้ใช้งานไปอีกนาน ๆ …
ที่มา:hilight.kapook.com/และข้อมูลจากเดลินิวส์
โดย......เสาวภาคย์ คงแสง นักวิชาการเงินและบัญชีปฏิบัติการ
วันเสาร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2553
วันศุกร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2553
ชื่อวิทยาศาสตร์ Carica papaya L. วงศ์ CARICAEAE มะละกอ เดิมเป็นผลไม้พื้นเมืองของทวีปอเมริกา แต่ที่เข้ามาออกลูกออกหลานขยายพันธุ์อยู่เต็มบ้านของเราได้ เพราะชาวยุโรปได้นำมาแพร่พันธุ์จนกระทั่งได้กระจายไปทั่วทุกภาคเอเชีย โดยเฉพาะบ้านเราที่ขึ้นชื่อมาก แม้แต่ฝรั่งยังรู้จักกันอย่างกว้างขวางในนามใหม่ว่า ปาปา ย่า ป๊อก ป๊อก
ลักษณะทั่วไป มะละกอ เป็นพรรณไม้เนื้ออ่อน สูงได้ถึง 8 เมตร ไม่แตกกิ่งก้านสาขา ลำต้นตรงมีเนื้ออ่อนฉ่ำน้ำ
ใบ เป็นแฉก มีรอยเว้าเล็กๆ คล้ายขนนก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 60 ซ.ม.
ดอก เป็นช่อ ดอกตัวผู้มีสีเหลืองออกสีเขียวอ่อน กลีบบางยาวประมาณ 2 ซ.ม. ดอกตัวเมียไม่มีก้านดอก ยาวประมาณ 7 ซ.ม. ออกเป็นดอกเดี่ยวและกระจุก กลีบดอกสีขาวออกเหลือง
ผล มีลักษณะกลมยาวรี ผลอ่อนภายนอกมีสีเขียวเนื้อในสีขาว แต่เมื่อสุกงอมได้ที่จะมีสีเหลืองส้ม เนื้อหนา นุ่ม รสฉ่ำหวาน มีเมล็ดคล้ายรูปไข่สีน้ำตาลดำ ผิวขรุขระอ่อนค่อนข้างมาก ยาว 6-7 ซ.ม. มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 4-5 ซ.ม.
ส่วนที่ใช้ ผล ยาง ราก ใบ
สรรพคุณทางยาสมุนไพร นำผลดิบและผลสุกมาต้มกินเป็นยา ขับน้ำดี น้ำเหลือง บำรุงน้ำนม ขับพยาธิ รักษาโรคริดสีดวงทวาร ผลสุกเป็นยาแก้ท้องผูกที่วิเศษสุดๆ ถ่ายคล่องเป็นยาระบายได้อย่างดีเยี่ยม นำเนื้อสุกมาปั่น แล้วพอกหน้าทิ้งไว้ 5-10 นาที แล้วล้างออกใบหน้าจะชุ่มชื้นขึ้น
คุณค่าทางอาหาร
สามารถนำไปประกอบอาหารต่างๆ ได้อย่างวิเศษมากมายหลายอย่าง มะละกอดิบ ถ้าใช้ทำเป็นอาหารยอดนิยม คงหนีไม่พ้นส้มตำ มะละกอดิบ หั่นเป็นแว่นๆ พอคำ นำไปแกงส้มใส่ปลาช่อนใส่กุ้ง มะละกอสุก นำมาปลอกเปลือกแล้วล้างให้สะอาดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ นำไปปั่น ผสมน้ำตาล และเกลือป่น ตามอัตราส่วนที่เหมาะสม และเหมาะสำหรับคลายร้อนได้เป็นอย่างดี และมีคุณค่าทางโภชนาการอาหารอย่างมากมาย มะละกอมีเกลือแร่ และวิตามินมาก มีคุณค่าทางอาหารไม่น้อย แคลเซียมในมะละกอช่วยป้องกันฟันผุ วิตามินซีช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟัน วิตามินเอช่วยในบำรุงสายตาและระบบประสาท และยังมีสารอาหารอื่นๆ อีกมาก
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : หนังสือ คัมภีร์แพทย์สมุนไพร ผลไม้สมุนไพร และพืชผักสวนครัวเว็บไซต์ lifestyle.kingsolder.com ,elib-online.com
ลักษณะทั่วไป มะละกอ เป็นพรรณไม้เนื้ออ่อน สูงได้ถึง 8 เมตร ไม่แตกกิ่งก้านสาขา ลำต้นตรงมีเนื้ออ่อนฉ่ำน้ำ
ใบ เป็นแฉก มีรอยเว้าเล็กๆ คล้ายขนนก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 60 ซ.ม.
ดอก เป็นช่อ ดอกตัวผู้มีสีเหลืองออกสีเขียวอ่อน กลีบบางยาวประมาณ 2 ซ.ม. ดอกตัวเมียไม่มีก้านดอก ยาวประมาณ 7 ซ.ม. ออกเป็นดอกเดี่ยวและกระจุก กลีบดอกสีขาวออกเหลือง
ผล มีลักษณะกลมยาวรี ผลอ่อนภายนอกมีสีเขียวเนื้อในสีขาว แต่เมื่อสุกงอมได้ที่จะมีสีเหลืองส้ม เนื้อหนา นุ่ม รสฉ่ำหวาน มีเมล็ดคล้ายรูปไข่สีน้ำตาลดำ ผิวขรุขระอ่อนค่อนข้างมาก ยาว 6-7 ซ.ม. มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 4-5 ซ.ม.
ส่วนที่ใช้ ผล ยาง ราก ใบ
สรรพคุณทางยาสมุนไพร นำผลดิบและผลสุกมาต้มกินเป็นยา ขับน้ำดี น้ำเหลือง บำรุงน้ำนม ขับพยาธิ รักษาโรคริดสีดวงทวาร ผลสุกเป็นยาแก้ท้องผูกที่วิเศษสุดๆ ถ่ายคล่องเป็นยาระบายได้อย่างดีเยี่ยม นำเนื้อสุกมาปั่น แล้วพอกหน้าทิ้งไว้ 5-10 นาที แล้วล้างออกใบหน้าจะชุ่มชื้นขึ้น
คุณค่าทางอาหาร
สามารถนำไปประกอบอาหารต่างๆ ได้อย่างวิเศษมากมายหลายอย่าง มะละกอดิบ ถ้าใช้ทำเป็นอาหารยอดนิยม คงหนีไม่พ้นส้มตำ มะละกอดิบ หั่นเป็นแว่นๆ พอคำ นำไปแกงส้มใส่ปลาช่อนใส่กุ้ง มะละกอสุก นำมาปลอกเปลือกแล้วล้างให้สะอาดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ นำไปปั่น ผสมน้ำตาล และเกลือป่น ตามอัตราส่วนที่เหมาะสม และเหมาะสำหรับคลายร้อนได้เป็นอย่างดี และมีคุณค่าทางโภชนาการอาหารอย่างมากมาย มะละกอมีเกลือแร่ และวิตามินมาก มีคุณค่าทางอาหารไม่น้อย แคลเซียมในมะละกอช่วยป้องกันฟันผุ วิตามินซีช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟัน วิตามินเอช่วยในบำรุงสายตาและระบบประสาท และยังมีสารอาหารอื่นๆ อีกมาก
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : หนังสือ คัมภีร์แพทย์สมุนไพร ผลไม้สมุนไพร และพืชผักสวนครัวเว็บไซต์ lifestyle.kingsolder.com ,elib-online.com
การถวายทานเพื่อความสิริมงคล แก่ตน
การทำบุญสร้างกุศลเพื่อความสุขความเจริญ รวมทั้งการทำบุญเพื่อความสุขกายสบายใจ เมื่อรู้สึกว่าโชคไม่ดีมีเคราะห์ หรือมีสิ่งทำให้ไม่สบายกายและใจที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น มีสิ่งไม่เหมาะไม่ควรประดับเข้ามา วิถีชีวิตไทยชาวพุทธจะทำบุญทำกุศล อุทิศผลบุญกุศลให้เทวดาอารักษ์ เจ้ากรรมนายเวร ผู้มีพระคุณทั้งหลายและตนเอง เพื่อให้วิถีชีวิตร่มเย็นเป็นสุข นิยมทำบุญ ถวายสังฆทาน
หลักการถวายทาย มีหลักสำคัญ ๒ ประการ คือ ต้องตั้งใจถวายเป็นสงฆ์จริงไม่เห็นแก่หน้าบุคคลผู้รับว่าเป็นภิกษุสามเณรรูปใด จะเป็นพระสังฆ์เถระหรือเป็นพระอันดับ ฉะนั้นเวลานิมนต์พระให้กล่าวขอนิมนต์พระ ๔ รูป หรือกี่รูปโดยไม่เน้นว่าเป็นรูปใด ประการที่ ๒ ของที่ถวายควรเป็นทานวัตถุ ๑๐ ประการ จะมีกี่อย่างก็ได้ เช่น ข้าว,กับข้าว , น้ำ , เครื่องดื่มอันสมควรแก่สมณะบริโภค ,ดอกไม้ ,
ธูป , เทียน , ของใช้ เช่น สบู่ ยาสีฟัน , ใบมีดโกน โกนหนวด โกนผม พร้อมด้าม , ของใช้ทำความสะอาดห้องน้ำ กุฏิพวกน้ำยา สบู่เหลว ฟองน้ำ สบง อังสะ หรือจีวร หรือผ้าเช็ดตัว
การถวายสังฆทานเพื่อความเป็นสิริมงคล เริ่มต้นด้วยการจุดธูป เทียน บูชาพระรัตนตรัย กล่าวคำสักการะสวดบูชาพระรัตนตรัย , อาราธนาศีลและรับศีล ถ้ามีการเจริญพระพุทธมนต์ ให้อาราธนาพระปริตร เมื่อพระเจริญพระพุทธนมนต์จบแล้วให้ กล่าวคำถวายสังฆทาน ดังนี้
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
อิมานิ มะยัง ภันเต , ภัตตานิ สัปปริวารานิ , ภิกขุสังฆัสสะ , โอโนชยามะ , สาธุ โน ภันเต , ภิกขุสังโฆ ,
อิมานิ , ภัตตานิ , สะปริวารานิ , ปฏิคคันหาตุ , อัมหากัง , ทีฆะรัตตัง , หิตายะ , สุขายะ
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ , ข้าพเจ้าทั้งหลาย , ขอน้อมถวาย , ซึ่งภัตตาหาร , พร้อมกับทั้งบริวารเหล่านี้ , แด่พระภิกษุสงฆ์ , ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับ , ซึ่งภัตตาหาร , พร้อมกับทั้งบริวารเหล่านี้ , ของข้าพเจ้าทั้งหลายเพื่อประโยชน์ , เพื่อความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย , สิ้นกาลนานเทอญ.
สุภาภรณ์ เรือนหล้า นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ
หลักการถวายทาย มีหลักสำคัญ ๒ ประการ คือ ต้องตั้งใจถวายเป็นสงฆ์จริงไม่เห็นแก่หน้าบุคคลผู้รับว่าเป็นภิกษุสามเณรรูปใด จะเป็นพระสังฆ์เถระหรือเป็นพระอันดับ ฉะนั้นเวลานิมนต์พระให้กล่าวขอนิมนต์พระ ๔ รูป หรือกี่รูปโดยไม่เน้นว่าเป็นรูปใด ประการที่ ๒ ของที่ถวายควรเป็นทานวัตถุ ๑๐ ประการ จะมีกี่อย่างก็ได้ เช่น ข้าว,กับข้าว , น้ำ , เครื่องดื่มอันสมควรแก่สมณะบริโภค ,ดอกไม้ ,
ธูป , เทียน , ของใช้ เช่น สบู่ ยาสีฟัน , ใบมีดโกน โกนหนวด โกนผม พร้อมด้าม , ของใช้ทำความสะอาดห้องน้ำ กุฏิพวกน้ำยา สบู่เหลว ฟองน้ำ สบง อังสะ หรือจีวร หรือผ้าเช็ดตัว
การถวายสังฆทานเพื่อความเป็นสิริมงคล เริ่มต้นด้วยการจุดธูป เทียน บูชาพระรัตนตรัย กล่าวคำสักการะสวดบูชาพระรัตนตรัย , อาราธนาศีลและรับศีล ถ้ามีการเจริญพระพุทธมนต์ ให้อาราธนาพระปริตร เมื่อพระเจริญพระพุทธนมนต์จบแล้วให้ กล่าวคำถวายสังฆทาน ดังนี้
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
อิมานิ มะยัง ภันเต , ภัตตานิ สัปปริวารานิ , ภิกขุสังฆัสสะ , โอโนชยามะ , สาธุ โน ภันเต , ภิกขุสังโฆ ,
อิมานิ , ภัตตานิ , สะปริวารานิ , ปฏิคคันหาตุ , อัมหากัง , ทีฆะรัตตัง , หิตายะ , สุขายะ
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ , ข้าพเจ้าทั้งหลาย , ขอน้อมถวาย , ซึ่งภัตตาหาร , พร้อมกับทั้งบริวารเหล่านี้ , แด่พระภิกษุสงฆ์ , ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับ , ซึ่งภัตตาหาร , พร้อมกับทั้งบริวารเหล่านี้ , ของข้าพเจ้าทั้งหลายเพื่อประโยชน์ , เพื่อความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย , สิ้นกาลนานเทอญ.
สุภาภรณ์ เรือนหล้า นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ
10 เคล็ดลับสำหรับคุณแม่บ้าน
1. แก้ปัญหาสีน้ำแห้งแข็ง ใช้น้ำส้มสายชูผสมทิ้งเอาไว้ สีน้ำที่แห้งแข็งก็จะอ่อนเหลว นำมาใช้ได้ใหม่อีกครั้
2. เคล็ดลับน่ารู้ในการขจัดคราบรอยเปื้อนบนเสื้อผ้า
- รอยเปื้อนสนิมเหล็ก ใช้เกลือ และบีบมะนาวลงบนรอยเปื้อน แล้วนำไปซักด้วยวิธีธรรมดา ตากแดดจัด ๆ
- รอยเปื้อนยางมะตอย และกาว ใช้น้ำมันไฟแช็ค ล้างรอยเปื้อน แล้วจึงนำไปซัก.
- รอยเปื้อนน้ำหมึก ขยี้มะเขือเทศลงบนรอยเปื้อน ทิ้งไว้ครึ่งชั่วโมง และนำไปซักด้วยวิธีธรรมดาอีกครั้ง
-รอยเปื้อนหมึกลูกลื่น ใช้น้ำมันใส่ผมหยอดลงไปที่รอยเปื้อน และนำไปซักด้วยผงซักฟอกอีกครั้ง
- รอยเปื้อนคราบเลือด ใช้แป้งมันกับน้ำเย็นผสมกันให้ข้นขนาดแป้งเปียก ทากระดาษพอกไว้บนรอยเลือดที่เปื้อน ทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมง แล้วซักน้ำ รอยเลือดนั้นจะหายไป.
-รอยเปื้อนคราบลิปสติกบนเสื้อ ก็รีบหาน้ำมันยูคาลิปตัส หรือกลีเซอรีน เช็ดบริเวณที่เปื้อนโดยเร็ว...ถ้าไม่อยากมีปัญหา.
-รอยคราบไขมันที่ติดเสื้อผ้า โรยแป้งฝุ่นตรงรอยเปื้อน แล้วเอากระดาษทิชชู่วางทับจากนั้น จึงใช้เตารีดร้อนรีดทับไว้สักครู่ จึงนำไปซักด้วยวิธีธรรมดา
3. ขจัดคราบรอยนิ้วบนไพ่ป๊อก ใช้สำลีชุบนมสดเย็นๆ เช็ด รอยเปื้อนก็จะหลุดออกไป
4. ดูแลรักษางาช้าง เอางาช้างวางไว้กลางแดดทั้งๆ ที่ยังเปียกน้ำสบู่อยู่ ทิ้งไว้ครึ่งชั่วโมง แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด เมื่อแห้งแล้วขัดด้วยผ้าสักหลาด ก็จะได้งาช้างสวยสะอาดดังเดิม
5. ขจัดคราบกาวสติกเกอร์ ใช้น้ำมันพืชหรือครีมวาสลีนมาทาสติกเกอร์ให้ชุ่ม แล้วจึงค่อยๆ ดึงออกมา
6. วิธีล้างเครื่องหนัง หยดน้ำมันสลัดสัก 2-3 หยด ลงไปในน้ำสบู่แล้วใช้แปรงจุ่มถู จากนั้นจึงซักในน้ำสบู่ธรรมดาอีกครั้ง แล้วล้างด้วยน้ำเย็นรีบเช็ดให้แห้งตากลมไว้ น้ำมันสลัดนอกจากจะช่วยขจัดคราบสกปรกแล้ว ยังช่วยให้หนังคงสภาพเดิมได้ด้วย
7. บรรเทาอาการปวดฟัน ใช้ใบกระเพราขยี้กับเกลือ อุดไปที่รูฟันที่ปวดสักพักอาการปวดก็จะทุเลาลงเอง
8. บรรเทาอาการปวดจากแตนต่อย แค่ใช้แอมโมเนียชุบสำลีแปะลงไปที่ถูกแตนต่อยก็หายปวดแล้ว.
9. หุงข้าวแล้วข้าวแฉะ แก้ปัญหาโดยใส่ขนมปังปอนด์สัก 2-3 แผ่น ลงไปในหม้อ ปิดผาหม้อให้แน่นแล้วกดไฟ ไม่นานข้าวก็จะสวยขึ้นมาได้ เพราะขนมปังจะช่วยดูดน้ำเอาไว้
10. แก้ปัญหาเล็บเหลือง ใช้มะนาวครึ่งลูกบีบไว้ในน้ำอุ่น แล้วจุ่มมือลงไปแช่สักพัก เล็บของคุณก็จะกลับมาขาวได้
ที่มา : http://atcloud.com
โดย........รัตนา เกิดเวียงใหม่ นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ
2. เคล็ดลับน่ารู้ในการขจัดคราบรอยเปื้อนบนเสื้อผ้า
- รอยเปื้อนสนิมเหล็ก ใช้เกลือ และบีบมะนาวลงบนรอยเปื้อน แล้วนำไปซักด้วยวิธีธรรมดา ตากแดดจัด ๆ
- รอยเปื้อนยางมะตอย และกาว ใช้น้ำมันไฟแช็ค ล้างรอยเปื้อน แล้วจึงนำไปซัก.
- รอยเปื้อนน้ำหมึก ขยี้มะเขือเทศลงบนรอยเปื้อน ทิ้งไว้ครึ่งชั่วโมง และนำไปซักด้วยวิธีธรรมดาอีกครั้ง
-รอยเปื้อนหมึกลูกลื่น ใช้น้ำมันใส่ผมหยอดลงไปที่รอยเปื้อน และนำไปซักด้วยผงซักฟอกอีกครั้ง
- รอยเปื้อนคราบเลือด ใช้แป้งมันกับน้ำเย็นผสมกันให้ข้นขนาดแป้งเปียก ทากระดาษพอกไว้บนรอยเลือดที่เปื้อน ทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมง แล้วซักน้ำ รอยเลือดนั้นจะหายไป.
-รอยเปื้อนคราบลิปสติกบนเสื้อ ก็รีบหาน้ำมันยูคาลิปตัส หรือกลีเซอรีน เช็ดบริเวณที่เปื้อนโดยเร็ว...ถ้าไม่อยากมีปัญหา.
-รอยคราบไขมันที่ติดเสื้อผ้า โรยแป้งฝุ่นตรงรอยเปื้อน แล้วเอากระดาษทิชชู่วางทับจากนั้น จึงใช้เตารีดร้อนรีดทับไว้สักครู่ จึงนำไปซักด้วยวิธีธรรมดา
3. ขจัดคราบรอยนิ้วบนไพ่ป๊อก ใช้สำลีชุบนมสดเย็นๆ เช็ด รอยเปื้อนก็จะหลุดออกไป
4. ดูแลรักษางาช้าง เอางาช้างวางไว้กลางแดดทั้งๆ ที่ยังเปียกน้ำสบู่อยู่ ทิ้งไว้ครึ่งชั่วโมง แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด เมื่อแห้งแล้วขัดด้วยผ้าสักหลาด ก็จะได้งาช้างสวยสะอาดดังเดิม
5. ขจัดคราบกาวสติกเกอร์ ใช้น้ำมันพืชหรือครีมวาสลีนมาทาสติกเกอร์ให้ชุ่ม แล้วจึงค่อยๆ ดึงออกมา
6. วิธีล้างเครื่องหนัง หยดน้ำมันสลัดสัก 2-3 หยด ลงไปในน้ำสบู่แล้วใช้แปรงจุ่มถู จากนั้นจึงซักในน้ำสบู่ธรรมดาอีกครั้ง แล้วล้างด้วยน้ำเย็นรีบเช็ดให้แห้งตากลมไว้ น้ำมันสลัดนอกจากจะช่วยขจัดคราบสกปรกแล้ว ยังช่วยให้หนังคงสภาพเดิมได้ด้วย
7. บรรเทาอาการปวดฟัน ใช้ใบกระเพราขยี้กับเกลือ อุดไปที่รูฟันที่ปวดสักพักอาการปวดก็จะทุเลาลงเอง
8. บรรเทาอาการปวดจากแตนต่อย แค่ใช้แอมโมเนียชุบสำลีแปะลงไปที่ถูกแตนต่อยก็หายปวดแล้ว.
9. หุงข้าวแล้วข้าวแฉะ แก้ปัญหาโดยใส่ขนมปังปอนด์สัก 2-3 แผ่น ลงไปในหม้อ ปิดผาหม้อให้แน่นแล้วกดไฟ ไม่นานข้าวก็จะสวยขึ้นมาได้ เพราะขนมปังจะช่วยดูดน้ำเอาไว้
10. แก้ปัญหาเล็บเหลือง ใช้มะนาวครึ่งลูกบีบไว้ในน้ำอุ่น แล้วจุ่มมือลงไปแช่สักพัก เล็บของคุณก็จะกลับมาขาวได้
ที่มา : http://atcloud.com
โดย........รัตนา เกิดเวียงใหม่ นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ
เล่าขานตำนานอำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง (ฉบับที่ ๒)
ว่าด้วยชื่อ “ฮ่างสัต” ชื่อเก่าของอำเภอห้างฉัตร
""""""""คำว่า ฮ่างสัต เป็นสำเนียงของคนในท้องถิ่น หมายถึงร่างทั้งเจ็ด ชื่อที่ปรากฏในจารึกแผ่นเงินของเจ้าอารักษ์ขุนตาลดังกล่าวข้างต้นก็ดี ในตำนานเจ้าเจ็ดองค์ก็ดี ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ก็ดี เขียนด้วยคำว่า “ร่างสัต” ไว้หลายแห่ง เป็นชื่อที่ออกเสียงตรงกับวิธีเขียนว่า “ห้างสัตย์” ก็ได้ แต่ในสมัยหนึ่งเริ่มยกฐานะตำบลดังกล่าวเป็นที่ตั้งอำเภอ ได้เขียนชื่ออำเภอนี้ว่า อำเภอหางสัตว์ รวมทั้งตั้งชื่อสถานีรถไฟหางสัตว์ก็ได้เกิดขึ้นในระยะนั้น โดยที่ประวัติเกี่ยวกับความหมายของชื่อฮ่างสัตดังกล่าว ไม่สู้จะแพร่หลาย จึงได้มีการเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนชื่ออำเภอดังกล่าว ผู้ประสงค์จะเปลี่ยนชื่อในระยะนั้นไม่อาจจะตีความคำว่า “หางสัตว์” ได้ เพราะสำเนียงเรียกกันแล้วคนในท้องถิ่นบางหมู่บ้าน ก็เรียก “ฮ่างสัต” โดยออกเสียงพยางค์ต้นยาวมีเสียงจัตวากล้ำไว้ด้วยดังนี้
""""""""“ฮ๋-างสัต” ซึ่งตรงกับวิธีสะกดด้วยตัวอักษรว่า “หางสัตว์” ได้ตามสำเนียงเรียก มีนิทานประกอบการตั้งชื่อในครั้งนั้นว่า ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระนางจามเทวีนำฉัตรซึ่งบรรทุกบนหลังช้างแต่หริภุญไชย หยุดประกอบองค์ฉัตรที่ตำบลดังกล่าวเพื่อจะนำไปประดิษฐานไว้เหนือพระธาตุเจดีย์ลำปางหลวง การประกอบของสูงที่ต้องปีนป่ายนั้นเป็นคำกิริยาเรียกว่า “ห้าง” พร้อมเสนอว่า เป็นเรื่องราวของพระนางจามเทวีห้างฉัตรที่ตำบลซึ่งเรียกกันว่า “หางสัตว์”
เกี่ยวกับคำว่า “ร่างสัต” หมายถึง ร่างทั้ง ๗ หมายถึงผู้ใดนั้น ผู้เขียนได้ค้นพบสิ่งที่พึงให้ความหมายได้ ๒ นัยคือ จากการสอบประวัตและรายชื่อ เจ้าพ่อที่ชาวบ้านนับถือประจำหออารักษ์ขุนตาลในอำเภอห้าฉัตร ถือว่า มีเจ้าพ่ออยู่ ๗ ตน รายชื่อดังนี้
๑. เจ้าพระบาทขลางคำ (เจ้าพ่อเขลางค์)
๒. เจ้าฟ้าเขียว
๓. เจ้าเปลวปล่องฟ้า
๔. เจ้าข้อมือเหล็ก
๕. เจ้าพละพื่ก (เจ้าพละ คือพระยาพละราชแห่งพละนคร คือเมืองแพร่ พื่กเป็นคำโบราณปรากฏใช้แต่จารึกกฎหมายเมงราย แปลว่าหลีก) เจ้าพละพื่กหมายถึง เจ้าพละราชแพ่งพละนคร ได้หลีกจาการที่จะพยายามขุดเอาพระธาตุของวัดลำปางหลวงไปจากเมืองลำปาง
๖. เจ้าหาญกวาด
๗. เจ้าหาญเจ็ดเตี่ยว คำว่าเตี่ยว หมายถึงกางเกง เจ้าหาญเจ็ดเตี่ยวจึงหมายถึงเจ้าหาญ ๗ ตนซึ่งนุ่งกางเกง (สมัยพะม่าปกครอง ทหารนุ่งโสร่ง) อันหมายถึงเจ้าหาญที่มิใช่พะม่า
เอกสารอ้างอิงจาก หนังสือเมืองโบราณในนครลำปาง โดยศักดิ์ รัตนชัย
โดย ดวงสมร ขอบคำ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ
""""""""คำว่า ฮ่างสัต เป็นสำเนียงของคนในท้องถิ่น หมายถึงร่างทั้งเจ็ด ชื่อที่ปรากฏในจารึกแผ่นเงินของเจ้าอารักษ์ขุนตาลดังกล่าวข้างต้นก็ดี ในตำนานเจ้าเจ็ดองค์ก็ดี ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ก็ดี เขียนด้วยคำว่า “ร่างสัต” ไว้หลายแห่ง เป็นชื่อที่ออกเสียงตรงกับวิธีเขียนว่า “ห้างสัตย์” ก็ได้ แต่ในสมัยหนึ่งเริ่มยกฐานะตำบลดังกล่าวเป็นที่ตั้งอำเภอ ได้เขียนชื่ออำเภอนี้ว่า อำเภอหางสัตว์ รวมทั้งตั้งชื่อสถานีรถไฟหางสัตว์ก็ได้เกิดขึ้นในระยะนั้น โดยที่ประวัติเกี่ยวกับความหมายของชื่อฮ่างสัตดังกล่าว ไม่สู้จะแพร่หลาย จึงได้มีการเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนชื่ออำเภอดังกล่าว ผู้ประสงค์จะเปลี่ยนชื่อในระยะนั้นไม่อาจจะตีความคำว่า “หางสัตว์” ได้ เพราะสำเนียงเรียกกันแล้วคนในท้องถิ่นบางหมู่บ้าน ก็เรียก “ฮ่างสัต” โดยออกเสียงพยางค์ต้นยาวมีเสียงจัตวากล้ำไว้ด้วยดังนี้
""""""""“ฮ๋-างสัต” ซึ่งตรงกับวิธีสะกดด้วยตัวอักษรว่า “หางสัตว์” ได้ตามสำเนียงเรียก มีนิทานประกอบการตั้งชื่อในครั้งนั้นว่า ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระนางจามเทวีนำฉัตรซึ่งบรรทุกบนหลังช้างแต่หริภุญไชย หยุดประกอบองค์ฉัตรที่ตำบลดังกล่าวเพื่อจะนำไปประดิษฐานไว้เหนือพระธาตุเจดีย์ลำปางหลวง การประกอบของสูงที่ต้องปีนป่ายนั้นเป็นคำกิริยาเรียกว่า “ห้าง” พร้อมเสนอว่า เป็นเรื่องราวของพระนางจามเทวีห้างฉัตรที่ตำบลซึ่งเรียกกันว่า “หางสัตว์”
เกี่ยวกับคำว่า “ร่างสัต” หมายถึง ร่างทั้ง ๗ หมายถึงผู้ใดนั้น ผู้เขียนได้ค้นพบสิ่งที่พึงให้ความหมายได้ ๒ นัยคือ จากการสอบประวัตและรายชื่อ เจ้าพ่อที่ชาวบ้านนับถือประจำหออารักษ์ขุนตาลในอำเภอห้าฉัตร ถือว่า มีเจ้าพ่ออยู่ ๗ ตน รายชื่อดังนี้
๑. เจ้าพระบาทขลางคำ (เจ้าพ่อเขลางค์)
๒. เจ้าฟ้าเขียว
๓. เจ้าเปลวปล่องฟ้า
๔. เจ้าข้อมือเหล็ก
๕. เจ้าพละพื่ก (เจ้าพละ คือพระยาพละราชแห่งพละนคร คือเมืองแพร่ พื่กเป็นคำโบราณปรากฏใช้แต่จารึกกฎหมายเมงราย แปลว่าหลีก) เจ้าพละพื่กหมายถึง เจ้าพละราชแพ่งพละนคร ได้หลีกจาการที่จะพยายามขุดเอาพระธาตุของวัดลำปางหลวงไปจากเมืองลำปาง
๖. เจ้าหาญกวาด
๗. เจ้าหาญเจ็ดเตี่ยว คำว่าเตี่ยว หมายถึงกางเกง เจ้าหาญเจ็ดเตี่ยวจึงหมายถึงเจ้าหาญ ๗ ตนซึ่งนุ่งกางเกง (สมัยพะม่าปกครอง ทหารนุ่งโสร่ง) อันหมายถึงเจ้าหาญที่มิใช่พะม่า
เอกสารอ้างอิงจาก หนังสือเมืองโบราณในนครลำปาง โดยศักดิ์ รัตนชัย
โดย ดวงสมร ขอบคำ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ
น้ำพริกน้ำปู๋ชู้รักของหน่อไม้ไร่
""""""""""""""“น้ำพริกน้ำปู๋” อาหารอร่อยของชาวนา ทำได้ง่ายเหมือนการทำน้ำพริกหนุ่มคือ ทำพริกหนุ่ม หอมแดง มาย่างไฟให้สุก แกะเปลือกเอาแต่เนื้อ ตำในครก ใส่เกลือเล็กน้อย ตำไม่ต้องให้แหลกมาก จากนั้นใส่น้ำปู๋ลงไปปริมาณตามต้องการ ถ้าใครชอบรสเปรี้ยวอาจใส่น้ำมะนาวลงไปด้วย จะได้น้ำพริกน้ำปู๋ที่มีสีดำๆ จากน้ำปู๋สีเขียวจากพริกสด รสชาติเผ็ดเค็ม มันเล็กน้อยอร่อยถูกใจ และ “ชู้รัก” ของน้ำพริกน้ำปู๋ที่กินอร่อยเข้ากันได้อย่างดียิ่งคือ หน่อไม้ไร่ต้ม นั่นเอง ซึ่งพอถึงหน้าฝน ป่าทางเหนือจะมี “หน่อไม้ไร่” มากมาย ตามตลาดในจังหวัดต่าง ๆ ของภาคเหนือ จึงมีชาวบ้านเอาหน่อไม้ไร่ที่ไป หักมาจากกอในป่า แล้วต้มให้หายขื่น นำออกมาวางขายกันดาษดื่นไปหมด สมัยก่อน หน่อไม้ไร่จะขายเป็นมัด มีประมาณ ๕- ๖ หน่อ ขายกันมัดละห้าสิบสตางค์ บางทีกับคนรู้จัก อาจจะซื้อได้ในราคา ๓ มัด ๑ บาท แต่ส่วนมากจะมัดห้าสิบสตางค์ยืนพื้น ปัจจุบันนี้ขายเป็นกิโลกรัม ต้นปีก็แพงหน่อย ปลายปีอย่างช่วงนี้ก็ประมาณ ก.ก.ละ ๒๐ บาท “หน่อไม้ไร่” ที่เอามาต้มจนหายขื่นแล้ว มันจะมีรสหวาน เอามาจิ้มกับน้ำพริกน้ำปู๋ หรือน้ำพริกกะปิ น้ำพริกอี่เก๋ โอ๊ย....สารพัดน้ำพริก แซ่บ...หลาย แต่ที่ขึ้นชื่อลือชาว่าอร่อยเหาะเหมาะเหม็งก็ น้ำพริกน้ำปู๋เนี่ย..แหละค่ะน้ำปู๋ เป็นอาหารที่ชาวชนบทล้านนานิยมรับประทาน เป็นอาหารที่ทุกคนรู้จัก อร่อยถูกปากถูกใจ เป็น
สิ่งจำเป็นในครัวพอ ๆ กับปลาร้าในไหของคนอีสานเลยแหละ กรรมวิธีผลิตน้ำปู๋ ก็จะเริ่มต้นที่ไปเก็บปูนาตอนเที่ยง ๆ เพราะช่วงนั้น แสงแดดจะส่องทำให้น้ำในนาร้อน บรรดาปูนาก็จะหลบมาอาศัยตามคันนา ได้โอกาสเราก็เก็บใส่ข้องไว้ทำน้ำปู๋อาหารอร่อย ของครอบครัว จากนั้นก็นี่เลย
๑ . แช่ปูนาในน้ำประมาณ ๑- ๒ ชั่วโมง เพื่อให้ดินโคลนหลุด และนำมาล้างให้สะอาด
๒. นำปูนาตำในครกให้ละเอียด ใส่เครื่องปรุงรส ได้แก่ ใบตะไคร้ ใบขมิ้น ตำให้เข้ากันเพื่อดับกลิ่นคาว
๓. นำปูที่ตำแล้วมาคั้นน้ำ ใช้กระชอนหรือผ้าขาวบางกรอง โดยการคั้นเอาน้ำหัวและน้ำหาง น้ำปูที่คั้นได้เรียกว่า น้ำปู๋ดิบ
๔. นำน้ำปู๋ดิบใส่ในหม้อดิน ใช้ใบตองตึง (ต้นตองตึง เป็นไม้ป่ายืนต้นใบลักษณะคล้ายต้นสัก แต่ใบตองตึงไม่มีขน ใบที่ยังไม่แก่คนในภาคเหนือ นิยมเก็บมาห่อของเช่นห่อข้าวห่อของจิปาถะ) ปิดให้สนิทเพื่อไม่ให้แมลงเข้าไป หมักทิ้งไว้ ๑ คืน หลังจากนั้นน้ำปูที่หมักแล้วนำไปเคี่ยวโดยใช้ไฟปานกลาง ต่อมาจะใช้ไฟอ่อน ใส่เครื่องปรุงรสคือ เกลือ เคี่ยวไปเรื่อยๆ ประมาณ ๕-๖ ชั่วโมง จนน้ำปูเหนียวข้น จากนั้นทิ้งไว้ให้เย็น เก็บใส่ออม (กระปุก) ไว้กินนาน ๆ ตลอดทั้งปี เป็นการถนอมอาหารตามธรรมชาติที่ไม่ต้องใส่สารเคมี
เคล็ดลับการทำน้ำปู๋ ให้ใส่ใบมะกอกลงไปจะได้น้ำปู๋ที่มีสีดำสนิท หอมหวนชวนพามาเป็นชู้รักกับหน่อไม้ไร่ต้มเป็นอย่างยิ่ง ……….
ภาพประกอบ : จาก Internet
๔. นำน้ำปู๋ดิบใส่ในหม้อดิน ใช้ใบตองตึง (ต้นตองตึง เป็นไม้ป่ายืนต้นใบลักษณะคล้ายต้นสัก แต่ใบตองตึงไม่มีขน ใบที่ยังไม่แก่คนในภาคเหนือ นิยมเก็บมาห่อของเช่นห่อข้าวห่อของจิปาถะ) ปิดให้สนิทเพื่อไม่ให้แมลงเข้าไป หมักทิ้งไว้ ๑ คืน หลังจากนั้นน้ำปูที่หมักแล้วนำไปเคี่ยวโดยใช้ไฟปานกลาง ต่อมาจะใช้ไฟอ่อน ใส่เครื่องปรุงรสคือ เกลือ เคี่ยวไปเรื่อยๆ ประมาณ ๕-๖ ชั่วโมง จนน้ำปูเหนียวข้น จากนั้นทิ้งไว้ให้เย็น เก็บใส่ออม (กระปุก) ไว้กินนาน ๆ ตลอดทั้งปี เป็นการถนอมอาหารตามธรรมชาติที่ไม่ต้องใส่สารเคมี
เคล็ดลับการทำน้ำปู๋ ให้ใส่ใบมะกอกลงไปจะได้น้ำปู๋ที่มีสีดำสนิท หอมหวนชวนพามาเป็นชู้รักกับหน่อไม้ไร่ต้มเป็นอย่างยิ่ง ……….
ภาพประกอบ : จาก Internet
โดย.....อรัญญา ฟูคำ นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ
วันอังคารที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2553
อร่อยๆกับขนมล้านนา ๖
สวัสดีครับครั้งนี้ผมมาคุยขนมล้านนาที่เป็นขนมที่รู้จักกันทุกภาค แต่จะมีชื่อต่างๆออกไป นั้นคือ “ขนมจ๊อก”หรือเรียกกว่า “ขนมเทียน” หรือบางแห่งเรียก “ขนมนมสาว” คำว่า “จ๊อก” เป็นคำกริยาที่หมายถึง การทำสิ่งของให้มีลักษณะเป็นคล้ายๆ กระจุก มียอดแหลม เป็นขนมที่เห็นกันทั่วไปหาทานง่ายแต่จะมีมากสุด ทางภาคเหนือจะทำก็ในช่วงเทศกาลสงกรานต์มาแต่โบราณ งานบุญต่างๆ และวันตรุษจีน “ขนมจ๊อก” นั้นมีอยู่สองไส้ คือ ไส้เค็มที่ไส้ทำมาจากถั่วเขียวต้มบดแล้วผสมเครื่องปรุง อีกไส้ก็คือไส้หวานที่ทำมาจากมะพร้าวและน้ำตาลมะพร้าวส่วนผสมแป้งห่อ
>>>>>>>>>>แป้งข้าวเหนียวดำหรือขาว ๓ ถ้วยตวง
>>>>>>>>>>เกลือป่น ๑ ช้อนชา
>>>>>>>>>>น้ำมันพืช ๒ ช้อนโต๊ะ
วิธีทำแป้ง
>>>>>>>>>>นวดแป้งโดยใส่น้ำทีละน้อย ขณะที่กำลังนวดใส่เกลือป่นลงไปด้วย นวดจนกระทั่งแป้งนิ่ม เก็บไว้ในภาชนะที่ปิดฝา หรือใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำพอหมาดๆคลุมไว้ (จะใช้หัวกะทิสำหรับนวดก็ได้)
ส่วนผสมไส้เค็ม
>>>>>>>>>>ถั่วเขียวลอกเปลือกนึ่งสุก ๑ ๑/๔ ถ้วยตวง
>>>>>>>>>>น้ำตาลทราย ๑ ๑/๔ ถ้วยตวง
>>>>>>>>>>พริกไทยป่น ๑ ช้อนโต๊ะ
>>>>>>>>>>กระเทียมสับ ๑ ช้อนชา
>>>>>>>>>>เกลือป่น ๒ ช้อนโต๊ะ
>>>>>>>>>>น้ำมันพืช ๑/๔ ถ้วยตวง
วิธีทำไส้เค็ม
>>>>>>>>>>บดถั่วให้ละเอียด เคล้ากับเกลือป่น น้ำตาลทราย พริกไทยป่นให้เข้ากันใส่น้ำมันพืช ลงในกระทะเจียว กระเทียมให้หอม ใส่ถั่วลงผัดให้เข้ากันดี ยกลง ทิ้งไว้ให้เย็น ปั้นเป็นก้อนกลม
ส่วนผสมไส้หวาน
>>>>>>>>>>มะพร้าวขูดฝอย ๕ ถ้วยตวง
>>>>>>>>>>น้ำตาลปีบ ๒ ๑/๒ ถ้วยตวง
วิธีทำไส้หวาน
>>>>>>>>>>ผสมมะพร้าวขูด น้ำตาลปีบ เข้าด้วยกันใส่ในกระทะทอง ตั้งไฟกลางค่อนข้างอ่อน กวนจนเหนียว ยกลง ปล่อยให้เย็น ปั้นเป็นก้อนกลม ๆ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๑ / ๒ นิ้ว
วิธีห่อและนึ่ง
>>>>>>>>>>ฉีกใบตองกว้างประมาณ ๑๐ ซม. นำด้านที่ห่อมาทาน้ำมันให้ทั่ว นำแป้งที่นวดมาทำเป็นแผ่นกลม ใส่ไส้ตรงกลาง แล้วห่อแป้งให้มิดไส้ แล้วคลึง เป็นก้อนกลม ทำใบตองเป็นรูปทรงกรวย ใส่ขนมลงในใบตอง พับทบล่าง ซ้าย ขวา นำด้านที่แหลมสอด พับ แล้วห่อจะได้ขนมทรงสามเหลี่ยม นำไปนึ่งด้วยไฟแรงประมาณ ๒๐ ถึง ๓๐ นาที
เคล็ดไม่ลับ
>>>>>>>>- แป้งสำหรับทำขนมจ็อก บ้างอาจจะผสมแป้งข้าวจ้าวเล็กน้อย เพื่อไม่ให้เหนียวเกินไป และอาจใส่น้ำอ้อยลงในแป้ง เพื่อให้แป้งมีรสหวาน
>>>>>>>>- มะพร้าวสำหรับทำไส้ขนมจ็อก ควรใช้มะพร้าวที่ไม่แก่เกินไป และไม่อ่อนเกินไป หรือที่เรียกว่า “มะพร้าวทึนทึก”
ข้อมูลจาก
“อาหารพื้นบ้านล้านนา” บนเว็บไซต์ของศูนย์สนเทศภาคเหนือ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
http://library.cmu.ac.th/ntic/lannafood
มณี พยอมยงค์. (2547). ประเพณีสิบสองเดือนล้านนาไทย. พิมพ์ครั้งที่ 5 ฉบับปรับปรุงเพิ่มเติม. เชียงใหม่ :
ส.ทรัพย์การพิมพ์, 2547
รัตนา ไชยนันท์. (2550). สัมภาษณ์. 28 มิถุนายน.
รัตนา พรหมพิชัย. (2542). เข้าหนมจ็อก. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ (เล่ม 2, หน้า 821). กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.
เว็บไซต์ http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=jjbd
>>>>>>>>- แป้งสำหรับทำขนมจ็อก บ้างอาจจะผสมแป้งข้าวจ้าวเล็กน้อย เพื่อไม่ให้เหนียวเกินไป และอาจใส่น้ำอ้อยลงในแป้ง เพื่อให้แป้งมีรสหวาน
>>>>>>>>- มะพร้าวสำหรับทำไส้ขนมจ็อก ควรใช้มะพร้าวที่ไม่แก่เกินไป และไม่อ่อนเกินไป หรือที่เรียกว่า “มะพร้าวทึนทึก”
ข้อมูลจาก
“อาหารพื้นบ้านล้านนา” บนเว็บไซต์ของศูนย์สนเทศภาคเหนือ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
http://library.cmu.ac.th/ntic/lannafood
มณี พยอมยงค์. (2547). ประเพณีสิบสองเดือนล้านนาไทย. พิมพ์ครั้งที่ 5 ฉบับปรับปรุงเพิ่มเติม. เชียงใหม่ :
ส.ทรัพย์การพิมพ์, 2547
รัตนา ไชยนันท์. (2550). สัมภาษณ์. 28 มิถุนายน.
รัตนา พรหมพิชัย. (2542). เข้าหนมจ็อก. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ (เล่ม 2, หน้า 821). กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.
เว็บไซต์ http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=jjbd
สวัสดีครับ
เขียนโดย นายชิตพร พูลประสิทธิ์ นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำปาง
เขียนโดย นายชิตพร พูลประสิทธิ์ นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำปาง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)