วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553



.................วัดถ้ำน้ำผ่าผางาม ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ ๒ ตำบลพระบาทวังตวง อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง เป็นถ้ำธรรมชาติที่กว้างขวาง มีความยาว ๓๐๒ เมตร มีทางวกไปวนมาและมีความลึกมาก ภายในถ้ำ มีน้ำไหลผ่านและมีหินงอกหินย้อยที่สวยงามตระการตาอาการปลอดโปร่ง ถ่ายเทดี มีจุดชมธรรมชาติ และหินงอก หินย้อยรูปร่าง แปลกๆสวยงามที่สุดแห่งหนึ่ง หินงอกสีขาวรูปคล้ายเจ้าแม่กวนอิม ที่นักทัศนาจรชอบไปขอโชคลาค ซึ่งปัจจุบันได้มีการส่งเสริม ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของ อำเภอแม่พริก ระยะทางห่างจากถนนสายเอเซีย ๒ ถนน ๔ เลน ประมาณ ๑๐๐ เมตร ขณะนี้ได้รับการ ปรับปรุงทางเข้าเป็นถนนคอนกรีตทางขึ้นเยี่ยมชมภายในถ้ำมีบันไดปูนทอดยาวถึงปากถ้ำ บรรยากาศภายในตัวถ้ำ สวยงาม ตาม ธรรมชาติ อากาศเย็นสบาย โดยจะมีวัดอยู่บริเวณทางขึ้น มีไฟฉายให้บริการ ชมหินงอกสีขาวรูปคล้ายเจ้าแม่กวนอิม ที่นักทัศนาจรชอบไปขอโชคลาภ สำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไป จังหวัดลำปาง จังหวัดเชียงใหม่จะแวะเยี่ยมชมก็สะดวกมาก เพราะ เป็นทางผ่านอยู่แล้ว


แหล่งข้อมูล : http://www.prabatwangtuang.ob.tc/


โดย อนุวัต ปราชญ์เวทย์ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

เล่าขานตำนานบ้านโป่งขวาก ตำบลแม่สัน อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง

"""""""""อำเภอห้างฉัตร มีชุมชนหลากหลายเชื้อชาติ ที่รวมตัวกันอยู่ในพื้นที่อำเภอห้างฉัตร ในวันนี้
จะเล่าถึงชนเผาลั้ว ที่มาอาศัยอยู่ตำบลแม่สัน อำเภอห้างฉัตร พอประมาณ ดังนี้
ชาวบ้านโป่งขวากในปัจจุบัน สืบเชื้อสายมาจากชนเผ่าลั๊วะ ซึ่งเดิมที่อาศัยอยู่ในแคว้นสิบสองปันนา
ในประเทศพม่า ซึ่งต่อมาถูกพม่าตีแตกพ่าย จึงพากันอพยพมาอาศัยอยู่ที่ห้วยน้ำอุ่น อยู่ในเขตตำบลเสริมขวา อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปางในปัจจุบัน ชนเผ่าลั๊วะดั้งเดิม เป็นชนเผ่าที่ไม่อยากพบปะผู้คนแปลกหน้า ไม่ชอบสุงสิงกับใคร รักสงบ สันโดษ จะอยู่อาศัยรวมแต่พวกของตนเองเท่านั้น ต่อมามีกลุ่มคนไทย (ลื้อ) ชอบบังคับขู่เข็ญ ให้เข้าร่วมประชุม หรืออบรมตลอดจนบังคับให้เอาเด็กหญิงที่มีอายุ 14 – 15 ปี
ไปเป็นภรรยาจึงเกิดความไม่พอใจ ไม่ยอมทำตาม จึงพากันอพยพหนีมาอยู่ริมน้ำห้วยแม่คราว ( บ้านแม่ยามเหนือ
ในปัจจุบัน ) อยู่ได้ระยะหนึ่ง พวกคนไต ( คนไทย ) ก็ตามมารังควานอีก จึงได้พากันอพยพมาอาศัยอยู่ที่สบแม่สัน
( บริเวณลำห้วยแม่สันและลำห้วยแม่ยาวไหลมาบรรจบกัน ) ต่อมาเจ้าเมืองลำพูน ได้ทราบข่าวว่าพวกลั๊วะ ได้อพยพมาอยู่ที่นี่ จึงได้ประกาศออกคำสั่งกับพวกคนไต ( คนไทย) ห้ามไปยุ่งกับพวกลั๊วะอีก ให้เขาอยู่ที่นั่นแหละ หลังจากนั้นเจ้าเมืองลำพูน ได้ออกคำสั่งให้ผู้เฒ่าผู้แก่ของพวกล๊วะไปเข้าเฝ้าท่านเจ้าเมืองลำพูน ให้เข้าพบปะพูดจากันและนำของป่าไปถวายท่าน ด้วยความที่เจ้าเมืองลำพูนเป็นผู้ที่มีอัธยาศัยไมตรีดี เป็นคนขี้เล่น คุยสนุกสนาน เป็นที่ถูกอกถูกใจซึ่งกันและกัน ชาวล๊วะจึงมีความรู้สึกที่ดีต่อคนไทยชนอื่นๆ และได้เข้าร่วมประชุมร่วมกับชนอื่นๆด้วย ถึงแม้จะถูกดูหมิ่น ล้อเลียนบ้างก็ตาม ดังนั้นชนเผ่าลั๊วะหรือชาวบ้านโป่งขวาก จึงได้อยู่อาศัยและตั้งถิ่นฐาน อยู่ที่นี่จนถึงปัจจุบัน
"""""""""ที่มาของชื่อหมู่บ้าน “ โป่งขวาก ”
ตามเรื่องที่เล่าสืบต่อกันมาว่า ... พระยาแก้ว เจ้าผู้เป็นหัวหน้าเมืองชื่อเมืองยาว เป็นผู้มีความ
เก่งกล้าในการต่อสู้และมีเวทมนต์คาถา แต่เป็นผู้ที่มีหูเดียว (หูวิ่น) ได้ไปพบลูกสาวเจ้าพระยาลำปางหลวง ก็เป็นที่พึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง อยากได้มาเป็นภรรยา จึงยกขันหมากไปสู่ขอ แต่พระยาลำปางหลวงไม่ยอมยกลูกสาวให้ เพราะเห็นว่าเป็นผู้ไม่สมประกอบ แม้ว่าพระยาแก้วจะบอกว่าจะดูแลลูกสาวอย่างดี พระยาลำปางหลวงก็ไม่ยอมยกลูกสาวให้ จึงเกิดการสู้รบกันขึ้น พระยาแก้วสู้พลางถอยพลางเพื่อล่อให้พระยาลำปางหลวงไล่ตามมา และให้ลูกน้องปักขวากหนามไว้ที่หนองน้ำของแพะโป่ง (ป่าโป่ง) จนทัพของพระยาลำปางหลวงไล่มาถึงนาโป่งหาร ทุ่งโป่งก๋อน และแพะโป่งที่มีขวากหนามปักอยู่ ทำให้ทหารของพระยาลำปางหลวง ถูกขวากหนามทิ่มแทงเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก แต่พระยาลำปางหลวง ก็ไม่ยอมแพ้ ไล่มาจนถึงนาปู้ (แมลงภู่) พระยาแก้ว เสกคาถาแมลงภู่ ไล่ต่อยทหาร เสกคาถามอดให้ไปกินด้ามหอก ดาบ อาวุธ จนหักหมด จนทหารของพระยาลำปางหลวง หนีถอยกลับหมด เหลือแต่พระยาลำปางหลวง พระยาแก้วจึงให้ทหารจับตัวพระยาลำปางหลวง ไปฝังทั้งเป็นที่ดอยกู่แก้วบ้านทุ่งหลวง ซึ่งก่อนที่พระยาลำปางหลวง จะเสียชีวิต ได้สั่งเสียไว้ว่า ให้หันหน้าตัวเองไปทางวัดพระธาตุลำปางหลวงและสาปแช่งลูกน้องที่ปล่อยให้สู้อยู่ตามลำพังว่า ถ้ามาที่ถิ่นเมืองยาว ขอให้เจ็บท้อง เจ็บไส้กันหมดเพราะเจ็บใจจริงๆ ดังนั้นชื่อป่าแพะโป่ง และขวาก จึงเป็นที่มาของบ้านโป่งขวาก
โดย ดวงสมร ขอบคำ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

วันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ร้านเกมสีขาวในโลกที่ไร้เสียง

............ข่าวสารที่ได้รับผ่านสื่อต่าง ๆ จะเห็นได้ว่า ร้านเกมอินเตอร์เนตเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดคดีอาชญากรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการขโมยเงินผู้ปกครองมาเล่นเกม หรือเป็นสถานที่นัดพบปะเพื่อมั่วสุม อีกทั้งมีโปรแกรมผ่าน website หลายโปรแกรมที่จัดเป็นสื่อทางเพศที่ไม่สร้างสรรค์ มีการใช้ website HI5 หรือ Blog เพื่อนำรูปภาพ ข้อความ เสียง ตลอดจนภาพเคลื่อนไหวที่เป็นไปในลักษณะของความล่อแหลมต่อการมีพฤติกรรมทางเพศที่ผิดเพี้ยนส่งต่อกัน ทำให้ร้านเกมถูกมองไปในแง่ลบมาโดยตลอดช่วง 1 – 2 ปี ที่ผ่านมา แต่ทราบหรือไม่ว่า ยังมีร้านเกมที่เรียกว่า ร้านเกมสีขาว ที่ยังเป็นสถานที่ที่มีความปลอดภัย และมีพื้นที่สำหรับสร้างสรรค์สิ่งที่มีประโยชน์แก่เด็กและเยาวชน โดยเฉพาะเด็กพิการทางการได้ยินที่อยู่ในโลกไร้เสียง โดยผ่านโปรแกรม แคมฟรอก (Camfrog)
............ร้านเกมสีขาว หมายถึง ร้านเกมที่ผ่านการประเมินและได้รับใบประกาศนียบัตรพร้อมตราสัญลักษณ์รับรองจากกระทรวงวัฒนธรรมแล้วว่าเป็นร้านที่ดี มีคุณภาพ มีความปลอดภัยเพียงพอสำหรับเด็กและเยาวชน ซึ่งผู้ปกครองสามารถวางใจได้ว่าร้านดังกล่าวจะมีส่วนช่วยดูแลเด็กและเยาวชนที่เข้าไปใช้บริการให้เป็นไปในทางที่เหมาะสม ตลอดจนไม่ปล่อยให้ร้านเกมกลายเป็นแหล่งมั่วสุมหรือมีสิ่งเสพติดจำหน่าย
แคมฟรอก (Camfrog) เป็นซอฟต์แวร์ของบริษัทแคมแชร์ (Camshare) ให้ผู้ใช้สามารถแลกเปลี่ยนภาพจากเว็บแคมและเสียงผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยโปรแกรมนี้สามารถใช้ให้มีการประชุมออนไลน์ได้หลายคนพร้อมกัน แคมฟรอกแตกต่างจากโปรแกรมทั่วไปโดยผู้ใช้สามารถใช้โปรแกรมบนเซิร์ฟเวอร์ของตัวเองได้ ในปัจจุบัน แคมฟรอกมีการพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิด และการแสดงวีดีโอ หลายอย่างรวมถึงเรื่อง การท่องเที่ยว กีฬา ภาษา วัฒนธรรม เล่นเกมตอบปัญหาออนไลน์ แม้แต่เรื่องทางเพศ หรือการร่วมเพศออนไลน์ ในแคมฟรอก
เว็บแคม ( Webcam ) หรือ ชื่อเรียกเต็มๆว่า Web Camera แต่ในบางครั้งก็มีคนเรียกว่า Video Camera หรือ Video Conference ก็แล้วแค่ความเข้าใจแต่ละคน เว็บแคมเป็นอุปกรณ์อินพุตที่สามารถจับภาพเคลื่อนไหวของเราไปปรากฏในหน้าจอมอนิเตอร์ และสามารถส่งภาพเคลื่อนไหวนี้ผ่านระบบเครือข่ายเพื่อให้คนอีกฟากหนึ่งสามารถเห็นตัวเราเคลื่อนไหว ได้เหมือนอยู่ต่อหน้า ถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่มีประโยชน์อีกตัวหนึ่ง และเริ่มมีความจำเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ การใช้งาน เว็บแคม อย่างสร้างสรรค์ประกอบด้วย
1. การสนทนาทั่วไปรวมถึงการแพร่ภาพผ่านทางอินเทอร์เน็ต
2. ในทางธุรกิจเว็บแคมได้มีใช้ในการประชุมออนไลน์ โดยที่ผู้เข้าร่วมประชุมสามารถประชุมร่วมกัน โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางมาอยู่ในสถานที่เดียวกัน
3. ในการก่อสร้าง เว็บแคมได้มีการใช้ติดตั้งในสถานก่อสร้างเพื่อวัดประสิทธิภาพการทำงาน โดยเปรียบเทียบภาพการทำงานของวันก่อนหน้า และวันปัจจุบัน และนอกจากนี้มีการใช้งานสำหรับความปลอดภัยในสถานก่อสร้าง
จากที่กล่าวถึงที่มาที่ไปของ ร้านเกมสีขาว เว็ปแคม และ แคมฟรอก เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจเบื้องต้นแล้ว
จะเห็นว่าทุกอย่างอยู่ที่การใช้งาน ซึ่งร้านเกมสีขาวเหล่านี้ได้พยายามที่จะสร้างความเชื่อถือให้กับผู้ปกครองได้รับทราบถึง ประโยชน์ ความจำเป็น ตลอดจนการให้คำแนะนำสำหรับเด็ก เยาวชนที่มาใช้บริการ โดยเฉพาะเด็กที่พิการทางการได้ยิน ไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับผู้คนได้มากนัก ร้านเกมสีขาวจะเปิดให้บริการโปรแกรมแคมฟรอก และการใช้เครื่องเว็ปแคมในการติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอก ซึ่งเป็นการเปิดโอกาส ไม่ปิดกั้นเด็กเหล่านี้ โดยจะเป็นผู้ที่คอยช่วยให้คำแนะนำให้เขาสามารถติดต่อกับผู้คนผ่านเว็ปแคม สามารถเห็นหน้าตาของคู่สนทนา และเป็นการติดต่ออย่างเปิดเผย เป็นการช่วยให้โลกใบแคบ ๆ ของเขาเหล่านั้นสว่างไสวไปด้วยมุมมองที่กว้างไกล
และถ้าท่านผ่านไปผ่านมาแถบจังหวัดลำปาง ลองมาแวะเยี่ยมชมร้านเกมสีขาวของเราดูนะคะ จะเห็นโลกที่สดใส สวยงามของเด็กเหล่านี้ ด้วยแววตาใสซื่อ มีความหวัง และมองเห็นโลกได้กว้างไกลขึ้น
โดย ผ.อ. กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำปาง

วันศุกร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เม็ดบัวแปะก๊วยน้ำเต้าหู้ บำรุงหัวใจ


อาหารว่างเพื่อสุขภาพ เม็ดบัวแปะก้วยน้ำเต้าหู้ รสอร่อยมากคุณค่าสารอาหารช่วยบำรุงหัวใจ
บัว ได้รับการขนานนามว่าเป็น ราชินีแห่งไม้น้ำ พืชสารพัดประโยชน์
ที่ผูกพันกับวิถีชีวิตคนไทยมาช้านาน เราปลูกบัวประดับบ้านหรือสถานที่ต่างๆ เพื่อความสวยงาม ใช้ดอกบัวไหว้พระ หรือนำมาประกอบอาหาร ดังนั้นอาหารว่างเพื่อสุขภาพอย่าง เม็ดบัวแปะก้วยน้ำเต้าหู้ รสอร่อยมากคุณค่าสารอาหารช่วยบำรุงหัวใจ
สำหรับ เม็ดบัว
""""""""""พืชสมุนไพรที่นำมารับประทานอุดมไปด้วยโปรตีนสูงเทียบเท่าถั่วเหลือง ลูกเดือย และข้าวฟ่าง ทั้งยังมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก มีสรรพคุณช่วยบำรุงหัวใจ บำรุงเลือด บำรุงกำลัง ม้าม ไต และลำไส้ ช่วยให้ใจสงบ ทำให้นอนหลับได้ดี และช่วยในเรื่องความจำ ที่สำคัญในเม็ดบัวยังมี ดีบัว แม้รสชาติจะขม แต่สารอัลคาลอยด์หลายชนิดที่มีอยู่ในดีบัวมีฤทธิ์ต่อการขยายเส้นเลือดที่เลี้ยงหัวใจ ลดความดันโลหิต บำรุงสายตา หัวใจ ปอด ไต แก้อาการอสุจิหลั่งเร็วในชายสูงวัยที่อวัยวะเพศเสื่อม

โดยนางอาริยา ยิ้มแก้ว

วันพฤหัสบดีที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

บังสุกุล

""""""""""บังสุกุล แปลว่า ฝั่งแห่งฝุ่น, กองฝุ่น, คลุกฝุ่น, เปื้อนฝุ่น เป็นคำใช้เรียกผ้าที่ภิกษุชักจากศพ หรือผ้าที่ทอดไว้หน้าศพ หรือผ้าที่ทอดไว้บนด้ายสายสิญจน์ หรือผ้าภูษาโยงที่ต่อมาจากศพด้วยการพิจารณากรรมฐานว่า ผ้าบังสุกุล โดยเรียกกริยาที่พระชักผ้าหรือพิจารณาผ้าเช่นนั้นว่า ชักผ้าบังสุกุล หรือ พิจารณาผ้าบังสุกุล (ดูมาติกา-บังสุกุล)
คำว่า "บังสุกุล" นั้น มาจากคำภาษาบาลีว่า ปํสุ (อ่านว่า ปัง-สุ) แปลว่า ฝุ่น และคำว่า กุล (อ่านว่า กุ-ละ) แปลว่า เปื้อน, คลุก สมาสคำทั้งสองเข้าด้วยบทวิเคราะห์เป็น ปํสุกุล (อ่านว่า ปัง-สุ-กุ-ละ) แปลว่า ผ้าที่เปื้อนฝุ่น เมื่อมาเป็นคำไทย เปลี่ยน "ปอ ปลา" เป็น "บอ ใบไม้" และปรับเสียงเป็นรูปแบบภาษาไทยที่มีตัวสะกด เป็น บังสุกุล อ่านว่า บัง-สุ-กุน ดังนั้นคำว่า "บังสุกุล" จึงต้องเขียนว่า บังสุกุล เท่านั้น ไม่สามารถเขียนเป็นอย่างอื่นได้ หากเขียนเป็น บังสกุล ถือเป็นคำที่เขียนผิด อันเกิดจากการเทียบเคียงผิดกับคำว่า สกุล ที่หมายถึง ตระกูลวงศ์
ในสมัยพุทธกาลภิกษุต้องแสวงหาผ้าที่เขาทิ้งแล้วจากกองขยะหรือจากป่าช้ามาทำจีวรใช้ ผ้าเหล่านั้นส่วนใหญ่จะเปื้อนฝุ่นหรือสกปรก จึงเรียกว่าบังสุกุล (ดูผ้าป่า) ปัจจุบันมักเขียนหรือพูดผิดเพี้ยนไปว่า บังสกุล ด้วยออกเสียงง่ายกว่า
ความเป็นมาของผ้าบังสุกุล
ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าไม่อนุญาตให้พระภิกษุรับผ้านุ่งห่มจากฆราวาส แต่ให้พระภิกษุเก็บผ้าบังสุกุลหรือผ้าที่เขาทิ้งไว้ตามร้านตลาดหรือผ้าห่อศพที่ไม่มีผู้ใดปรารถนา เพราะสกปรก มาซักล้างให้สะอาด แล้วเก็บไว้เพื่อนำมาตัดเย็บเป็นผ้าผืนใดผืนหนึ่งที่ชำรุดเช่น ผ้านุ่งหรืออันตรวาสกหรือผ้าสบง ผ้าห่มหรือผ้าจีวรหรือผ้าอุตตราสงค์ หรือผ้าห่มซ้อนหรือสังฆาฎิ ในเวลาที่เหมาะสมต่อไป
ต่อมา จึงมีพระบรมพุทธานุญาตให้รับผ้าจากฆราวาสได้ เพื่อเจริญศรัทธาของอุบาสกอุบาสิกาผู้เลื่อมใส และบรรเทาความยากลำบากของพระภิกษุสงฆ์ในการแสวงหาผ้าอีกทางหนึ่งด้วย

โดย....อาจารย์วีรพันธ์ นันเพ็ญ(หนานนันท์ เวียงละกอน)

ประวัติวัดนายาง (ร้าง)


"""""""""วัดนายาง (ร้าง) ตั้งอยู่หมู่ที่ ๕ บ้านนายาง อำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง วัดนายาง
เดิมชื่อ วัดโต้งย้าง หรือ วัดพระบุญโต้งย้าง (นาย้าง) พื้นที่ตั้งชุมชนโต้งย้างเป็นชุมชนในเส้นทางคมนาคม
ระหว่างเมืองเถินกับชุมชนเกาะคา ในอดีตที่วัดโต้งย้างมีเจ้าอาวาสวัดนายางจำพรรษาอยู่ ซึ่งปรากฏชื่อใน
ประวัติเมืองลำปางโบราณ (หนังสืออาลัมภางค์-เขลางค์นคร บนเส้นทางรถม้ามรดกแห่งล้านนา, หน้า๑-๔
ศิลปการพิมพ์ลำปาง, ๒๕๓๙) ความว่า เมืองลำปางสมัยพุทธกาลเมืองลำปางโบราณมีชื่อเป็นภาษาบาลีว่า
“ลัมภกัปปนคร” ไม่มีประวัติผู้สร้างไว้เว้นแต่ระบุว่า เจ้าถิ่นเดิม คือ ชาวลัวะ ได้อาศัยยังหมู่บ้านชื่อลำปาง
หลวง ซึ่งมีชื่อเป็นภาษาบาลีว่า “ลัมภการีวัน” อยู่แถวอำเภอเกาะคา ที่วัดพระธาตุลำปางหลวงปัจจุบัน
"""""""""""เมืองลำปางสมัยก่อนบรรพบุรุษของเชื้อ ๗ ตน รวมพุทธศักราช ๒๒๑๒-๒๒๑๕ มี
พระภิกษุเจ้าอาวาสวัดนายาง เป็นผู้มีวิทยาอาคมเลี้ยงภูตพราย สำแดงอิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ จนประชาชนเกิดเลื่อมใสศรัทธา กระทั่งสมภารวัดสามขาและสมภารวัดบ้านฟ่อน ได้สึกออกมาเป็นเสนาซ้ายขวา ช่วงนี้เป็น
ช่วงที่เจ้าเมืองลำปางสิ้นพระชนม์ลง มีบุตรเจ้าเมือง คือ เจ้าลิ้นก่านปกครอง แต่ก็ไม่สงบสุขเกิดความแตกแยกกัน อำนาจตกอยู่กับขุนนางของเมือง คือ แสนหนังสือ แสนเทพนาเรือนและจเรน้อยแก่งแย่งกันเป็นใหญ่ กิตติศัพท์ผู้มีบุญเจ้าอาวาสวัดนายางนั้น ทราบถึงเจ้าเมืองลำพูน ซึ่งขณะนั้นตกอยู่ในการปกครอง
ของพม่า โดยมีท้าวมหายศปกครองอยู่ ได้ยกทัพมาลำปางเพื่อปราบผู้มีบุญ สมภารวัดนายางก็คุมสมัคร
พรรคพวกออกสู้รบกับกองทัพลำพูน (รบกันที่ป่าพุทราตำบลป่าตัน) แต่ก็ต้านกำลังของเมืองลำพูนไม่ได้
พรรคพวกของสมภารแตกพ่ายหนีไป จากนั้นสมภารวัดนายางและเสนาซ้ายขวาได้หนีไปอยู่ที่วัดพระธาตุ
ลำปางหลวง อำเภอเกาะคา กองทัพลำพูนติดตามไปล้อมไว้ ตกกลางคืนสมภารวัดนายางพร้อมเสนาซ้าย
ขวา ได้หนีออกจากวงล้อมได้ สุดท้ายก็ถูกกระสุนของทัพลำพูนตายทั้งสามคน กองทัพลำพูนกลับมาตั้งมั่นอยู่ ณ วัดพระธาตุลำปางหลวง และได้แต่งตั้งให้หาญฟ้าแมบ หาญฟ้าง้ำและหาญฟ้าฟื้น (ได้เหน็บอาวุธไปด้วย) ไปเจรจาต่อขุนนางเมือง พอได้โอกาสก็ลุกขึ้นพร้อมกันฟันแทงขุนนางทั้งสาม และกองทัพลำพูนก็ยก
เข้าหนุนยึดเมืองได้ ขุนนางจเรน้อยและท้าวลิ้นก่านหลบหนีไปได้หนีไปอยู่ที่ประตูผา กองทัพลำพูน (พม่า)
ได้ตามไปอีก ที่นี่จึงได้เกิดประวัติของเจ้าพ่อประตูผา ซึ่งมีชื่อเดิมว่า หนานข้อมือเหล็ก ซึ่งเคยเป็นศิษย์ของเจ้าอาวาสวัดนายาง ได้สู้รบกับกองทัพของลำพูน เพื่อช่วยท้าวลิ้นก่านและจเรน้อยจนสามารถฆ่าหาญฟ้าง้ำและหาญฟ้าฟื้นได้ ส่วนหาญฟ้าแมบเห็นเพื่อน ๆ ถูกหนานข้อมือเหล็กฆ่าตายก็หนีเอาตัวรอด หนานข้อมือเหล็กสู้จนตัวเองยืนพิงหน้าผาตาย ท้าวลิ้นก่านและจเรน้อยได้สร้างศาลให้แก่หนานข้อมือเหล็ก ณ
ที่นั่นขนานนามว่า “ศาลเจ้าพ่อประตูผา” นับแต่นั้นมาท้าวมหายศก็ยึดครองเมืองลำปาง โดยตั้งมั่นอยู่ที่
วัดพระธาตุลำปางหลวง
""""""""""ขณะที่บ้านเมืองระส่ำระสาย สมภารวัดพระแก้วชมพู (วัดพระแก้วดอนเต้า) ได้ติดต่อกับ
ขุนนางจเรน้อย และท้าวลิ้นก่านเพื่อกอบกู้บ้านเมืองแต่ไม่มีใครกล้าอาสา จึงประกาศหาผู้มีความสามารถ
และในที่สุดสมภารได้ขอร้องให้หนานทิพย์ช้างชาวบ้านปงยางคก อาชีพพรานป่า เคยบวชอยู่ที่วัด
- ๒ -ปงยางคก(นามว่าทิพย์จักร) และเคยเป็นศิษย์ของสมภารวัดนายางด้วย ช่วยกันกู้บ้านเมืองลำปาง หนานทิพย์ช้างได้ลอบเข้าไปในวัดพระธาตุลำปางหลวง จนสามารถฆ่าท้าวมหายศตายด้วยปืนและสามารถยึดเมืองคืนมาจากทัพลำพูนได้ และสถาปนาเป็นเจ้าสุลวลือไชยสงครามในปี พ.ศ. ๒๒๗๕ นานถึง ๒๗ ปี ช่วงที่
เจ้าทิพย์ช้างได้ปกครองเมืองลำปางอยู่ในช่วงสมัยพระนครศรีอยุธยาต่อธนบุรี
"""""""""""เจ้าทิพย์ช้างได้พิราลัยปี พ.ศ. ๒๓๐๒ อายุได้ ๘๕ ปี เจ้าทิพย์ช้างมีโอรสและธิดารวม ๖
พระองค์ มีเจ้าฟ้าแก้วเป็นพระโอรสองค์ที่ ๒ สมัยเจ้าฟ้าแก้วปกครองลำปาง ได้ถูกท้าวลิ้นก่านเข้ายึดอำนาจคืน เจ้าฟ้าแก้วได้หนีไปพึ่งเจ้าเมืองแพร่ ลำปางก็ปกครองด้วยท้าวลิ้นก่านอีก ต่อมาปี พ.ศ. ๒๓๐๔ พม่าได้ส่งกองทัพมายึดหัวเมืองต่าง ๆ ในอาณาจักรลานนาไทย หัวเมืองต่าง ๆยอมอ่อนน้อมและพม่าได้จัดการปกครองเมืองลำปางใหม่ และได้แต่งตั้งให้เจ้าฟ้าแก้วปกครองลำปาง ทำให้ท้าวลิ้นก่านเกิดความไม่พอใจพม่าจึงเข้ามาชำระความ โดยการรดน้ำพิสูจน์ท้าวลิ้นก่านแพ้จึงถูกประหารชีวิต เจ้าฟ้าแก้วก็ปกครองลำปางมาตลอด เจ้าฟ้าแก้วมีโอรสและธิดา ๑๐ พระองค์ เป็นพระธิดา ๓ พระองค์ สิ้นพระชนม์ ๒ พระองค์ เหลือเพียงธิดาองค์เดียว คือ เจ้าศรีอโนชา ส่วนโอรส ๗ พระองค์นั้นต่อมาได้เป็นตระกูล ๗ ตน ที่ได้ปกครองลานนาและเป็นต้นตระกูล ณ เชียงใหม่ ณ ลำปาง ณ ลำพูน ณ น่าน อันได้แก่
"""""""""""๑. เจ้ากาวิละได้ครองเมืองลำปางและเชียงใหม่
"""""""""""๒. เจ้าคำโสมได้ครองเมืองลำปาง
"""""""""""๓. เจ้าน้อยธรรมลังกา ได้ครองเมืองเชียงใหม่
"""""""""""๔. เจ้าดวงทิพ ได้ครองเมืองลำปาง
"""""""""""๕. เจ้าหมูหล้าเป็นเจ้าอุปราชเมืองลำปาง
"""""""""""๖. เจ้าคำฟั่น เป็นพระยาลำพูนและพระยาเชียงใหม่ช้างเผือก
"""""""""""๗. เจ้าบุญมาได้เป็นพระยาลำพูน ส่วนเจ้าศรีอโนชา ต่อมาได้เป็นอัครชายาของสมเด็จ
พระราชวังพระยากรมบวรมหาสุรสีหนาท
"""""""""""ลำปางเดิม คือ ลำปางรูปหอยสังข์ (เป็นการสร้างเมืองรูปสังข์ปัตตสัณฐาน อ้างอิงในหนังสือจามเทวีวงศ์)
เป็นการสร้างเมืองต่อจากเมืองละกอน (เขลางค์) โดยปกครองราว พ.ศ. ๒๓๓๐
"""""""""""ในรัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้ทรงมีพระราชดำริให้เปลี่ยนตำแหน่ง “พระยา”
ในหัวเมืองฝ่ายเหนือให้ผู้ครองนครมีตำแหน่งเป็น “เจ้า” จึงทรงกรุณาโปรดเกล้าให้เลื่อนอิสริยยศพระน้อย
ญาณรังษี ซึ่งเป็นผู้ครองเมืองลำปางในขณะนั้นเป็นวรญาณรังษีและมีเจ้าครองนครสืบสายต่อ ๆ มา จนถึง
พลโทเจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิตได้ถึงแก่พิราลัยในปี พ.ศ. ๒๔๖๕ แล้วมิได้ทรงพระกรุณาให้มีเจ้าผู้ครองนคร
ลำปางอีก
"""""""""""จังหวัดลำปางได้ประกาศตั้งเป็นจังหวัดขึ้นอยู่กับมณฑลพายัพสมัยหนึ่ง ต่อมาในปี
พ.ศ. ๒๔๕๘ ได้แยกจากมณฑลพายัพไปขึ้นกับมณฑลมหาราษฎร์ ซึ่งมีจังหวัดแพร่เป็นที่ตั้งมณฑล ในปี
พ.ศ. ๒๔๖๘ ได้ประกาศยกเลิกมณฑลมหาราษฎร์จึงขึ้นอยู่กับมณฑลพายัพอีกครั้งหนึ่ง ต่อมาเมื่อประกาศ
ยกเลิกมณฑลทั่วราชอาณาจักรแล้ว ลำปางจึงมีฐานะเป็นจังหวัดถึงปัจจุบัน
- ๓ -สภาพวัดนายาง (ร้าง) ในปัจจุบัน
"""""""""""สภาพวัดนายาง (ร้าง) ในปัจจุบัน พื้นที่โดยรอบเป็นที่นา บริเวณวัดเป็นเนินดินสูงกว่า
โดยรอบตาไม่มากนัก โดยทั่วไปอยู่ในสภาพถูกลักลอบขุดทำลาย แต่พอมีสภาพอยู่ สันนิษฐานว่าวางแนว
ในตะวันออก-ตะวันตก ซึ่งพื้นที่ตะวันออกจะเป็นเขตพุทธาวาสและในส่วนทิศตะวันตกเฉียงใต้น่าจะเป็น
ส่วนสังฆาวาส ซึ่งพบบ่อน้ำ
"""""""""""วัดนายาง (ร้าง) มีพื้นที่ตามโฉนดที่ดิน ๒ ไร่ ๓ งาน ๘๙ ตารางวา เป็นที่ดินศาสนสมบัติกลาง อยู่ในความดูแลของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ การจะทำการใด ๆ ในพื้นที่วัดนายาง (ร้าง)
จะต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติโดยขออนุญาตผ่านสำนักงานพระพุทธศาสนา
จังหวัดลำปาง
"""""""""""รถสำนักศิลปากรที่ ๗ น่าน เข้ามาสำรวจเมื่อ ส.ค. ๒๕๕๑ สภาพเนินดิน น่าจะเป็นวิหาร
การสำรวจขึ้นทะเบียนโบราณสถานวัดนายาง (ร้าง) ของสำนักศิลปากรที่ ๗ น่าน
"""""""""""ในวันที่ ๑-๓ มิถุนายน ๒๕๕๓ นำโดย นายจตุรพร เทียมทินกฤต นักโบราณคดีพร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่รวม ๖ คน จากสำนักศิลปากรที่ ๗ น่าน ได้เข้ามาสำรวจพื้นที่วัดนายาง (ร้าง) แห่งนี้ เพื่อ
ประกอบการขอขึ้นทะเบียนโบราณสถานวัดนายาง (ร้าง) ซึ่งทางสำนักศิลปากรที่ ๗ น่าน พิจารณาเห็นว่า
โบราณสถานวัดนายาง (ร้าง) เป็นโบราณสถานที่มีมูลค่าทางด้านสถาปัตยกรรมและมีอายุเก่าแก่ควรแก่
การอนุรักษ์ไว้สืบไป และเพื่อเป็นแบบอย่างด้านการศึกษา การขึ้นทะเบียนโบราณสถานวัดนายาง (ร้าง)
เพื่อเป็นประโยชน์ในการดูแลรักษาศาสนสถานของวัดให้เป็นสมบัติของชาติสืบไป
"""""""""""ประชุมสร้างความรู้ ความเข้าใจการสำรวจขึ้นทะเบียนโบราณสถาน คณะเจ้าหน้าที่จากสำนักศิลปากรที่ ๗ น่าน สำนักงานวัฒนธรรม
วัดนายาง (ร้าง) เมื่อ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๓ ณ อบต.นายาง จังหวัดลำปาง สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลำปางร่วมสำรวจพื้นที่
รวมรวม/เรียบเรียงโดย นางพรทิวา ขันธมาลา นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ สำนักงานวัฒนธรรมอำเภอสบปราบ
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำปาง วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๓

เบียร์....เครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ

เบียร์มีสารต่างๆ มากกว่า 1,000 ชนิด มีวิตามินและเกลือแร่ช่วยให้เส้นประสาทและกล้าม
เนื้อแข็งแรง สำหรับคอเบียร์คงหูผึ่งเมื่อมีคนบอกว่าเบียร์มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ถึงอย่างไรก็ควรดื่มพอประมาณ แล้วเหตุใดฝรั่งจึงบอกว่าเบียร์ดีมีประโยชน์ เหตุผลก็คือเบียร์มีสารต่างๆ มากกว่า 1,000 ชนิด รวมทั้งวิตามินและเกลือแร่ เช่น สังกะสี แมกนีเซียม เหล็ก และแร่ธาตุจำเป็น ซึ่งช่วยให้เส้นประสาทและกล้ามเนื้อ แข็งแรง เหตุผลดีๆ ยังมีอีกมากมาย เช่น
๑. ป้องกันโรคหัวใจ จากการศึกษาของนักวิชาการพบว่า ผู้ที่ดื่มเบียร์มีความเสี่ยงต่อ
โรคหัวใจน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ดื่มเบียร์ 40 - 60% แต่ควรดื่มไม่เกินครึ่งลิตรต่อวัน
๒. ช่วยลดความเสี่ยงโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต สารที่มีประโยชน์ในเบียร์สามารถช่วยป้องกัน
เส้นเลือดอุดตันจึงช่วยป้องกันโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต
๓. ช่วยลดความดันโลหิต แพทย์ชาวฮอลแลนด์และจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ค้นพบว่า
การดื่มเบียร์ช่วยลดความดันโลหิตสูงได้
๔. ป้องกันเบาหวาน ผู้ที่ดื่มเบียร์มีจำนวนน้อยที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน เหตุผลก็คือ เบียร์
ทำให้ร่างกายสามารถปรับฮอร์โมนอินซูลิให้ความทรงจำดี นักดื่มเบียร์จึงไม่ค่อยเป็นโรคอัลไซเมอร์
๕. ช่วยให้กระดูกแข็งแรง เบียร์ให้ผลดีต่อกระดูก สามารถช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนได้
แต่ได้ผลเฉพาะกับหนุ่มสาวเท่านั้น
๖. ช่วยให้อายุยืน จากการศึกษามากกว่า 50 สำนัก พบว่า ผู้ที่ดื่มเบียร์วันละ 1 - 2 แก้ว
มักจะมีอายุที่ยืนยาว เนื่องจากเบียร์มีสารปกป้องหัวใจ
๗. ป้องกันท้องร่วง โมเลกุลในเบียร์มีส่วนประกอบเหมือนกันกับกรดนมและน้ำส้มสายชู
สารที่ว่านี้ขัดขวางเชื้อโรคในลำไส้ที่เป็นสาเหตุของท้องร่วงไม่ให้แพร่ เชื้อจนท้องเสีย
๘. ต้านความเครียด นักวิชาการจากมหาวิทยาลัย Montreal ค้นพบว่า คนทำงานที่ได้ดื่ม
เบียร์บ้างเป็นครั้งคราวมีความเครียดน้อยกว่าผู้ที่ไม่ดื่มเบียร์
๙. ป้องกันนิ่วในถุงน้ำดีและในไต นักวิชาการจากเมืองเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ค้นพบว่า
การดื่มเบียร์วันละหนึ่งขวดก็จะได้รับแมกนีเซียม ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงโรคนิ่วในไตได้ถึง 40%
๑๐. ป้องกันโรคนอนไม่หลับ สารจากดอก Hops ใน เบียร์เปรียบเสมือนยานอนหลับจาก
ธรรมชาติ ช่วยให้ประสาทผ่อนคลาย ดังนั้น การดื่มเบียร์หนึ่งแก้วในตอนเย็นจึงเหมือนการกินยานอนหลับ
๑๑. ช่วยต้านมะเร็ง เบียร์มีสารโพลีฟีนอยด์ที่จะช่วยป้องกันมะเร็ง โดยการดักจับอนุมูล
อิสระตัวร้ายออกจากร่างกาย สารโพลีฟีนอยด์หลักก็คือ Xanthohumol ซึ่งมีข้อดี คือ ช่วยยับยั้งโปรตีนที่ช่วยในการพัฒนาการของมะเร็ง
๑๒. ช่วยให้ผิวสวย ในเบียร์มีวิตามินสูง เช่น Pantothenic Acid วิตามินบี 3 และไนอาซิน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการผลิตเซลล์ผิวใหม่ ช่วยสร้างคอลลาเจนและเม็ดสี ผิวจึงเรียบเนียนและอ่อนนุ่ม
............
ที่มา www.ChuanChom.com
โดยวนิดาพร ธิวงศ์