วันพฤหัสบดีที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ผลิตภัณฑ์ดอกไม้ดินไทย

..........ดอกไม้ดินไทย เป็นงานช่างฝีมือของภูมิปัญญาที่ได้ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อจำนหน่ายเสริมรายได้ให้กับครอบครัว โดยที่อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ได้มีการจัดตั้งกลุ่มตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ เริ่มแรกกลุ่มผลิตภัณฑ์ดอกไม้เป็นทีชอบประดิษฐ์อยู่แล้ว นำกลุ่มโดย คุณเบญจมาศ พุทธวงศ์ เป็นผู้เริ่มไปเรียนเพิ่มเติมและนำกลับมาถ่ายทอดให้กลับสมาชิในกลุ่ม มีการพัฒนาฝีมือและรูปแบบของผลิตภัณฑ์เสมอ แล้วมีการออกโชว์ในงานต่างๆ มาแล้ว ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมาก กลุ่มผลิตภัณฑ์ดอกไม้ดินไทยแห่งนี้ มีรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างจากที่อื่นๆ คือ มีสีสันดินที่ผสมสีดูแล้วสดเหมือนจริงมากที่สุด แล้วมีความละเอียดของงานแต่ละชิ้น รูปแบบผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ลูกค้าต้องการแบบใด สามารถที่จะประดิษฐ์และสั่งทำได้เลย
วัสดุอุปกรณ์

ขั้นตอนการทำ
..........๑. นำดินผสมกับสีขาว เบอร์ ๔๕ จำนวน ๑ ก้อน สีเหลือง เบอร์ ๑๓ จำนวน ๑ ก้อน สีขาว เบอร์ ๔๕ อีกเล็กน้อย ให้ได้สีเหลืองอ่อน
..........๒. ก้าน นำดินผสมสีน้ำตาลเบอร์ ๓ ให้ได้สีน้ำตาลเข้ม
..........๓. ใบนำดินผสมกับสีเขียวเบอร์ ๓๗ ให้ได้สีเขียวอ่อนและเขียวเข้ม
..........๔. ดอกตูม นำดินผสมกับสีเขียว เบอร์ ๓๗ ให้ได้สีเขียวอ่อน (สีอ่อนกว่าสีใบอ่อน)

โดย นางอรทัย ทรงศรีสกุล นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

น้ำมะพร้าวอ่อน.........น้ำเกลือแร่จากธรรมชาติ

.............น้ำมะพร้าวอ่อนเป็นที่รู้จักกันดีในนามของ น้ำเกลือแร่จากธรรมชาติ (mineral water) และถูกใช้เป็นเครื่องดื่มเพื่อความสดชื่นนั้น เป็นมะพร้าวที่มีอายุประมาณหนึ่งเดือน มีน้ำบรรจุอยู่ในผลประมาณ ๙๐% ซึ่งมีปริมาณของน้ำต่อผลอยู่ในช่วง ๔๐๐ - ๔๖๕ ซีซี ซึ่งเมื่อดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนหนึ่งผลจะทำให้ร่างกายได้รับปริมาณของวิตามินบีและวิตามินซีที่พอเพียงกับความต้องการของร่างกายต่อวันได้โดยไม่ต้องเพิ่มจากแหล่งอื่นซึ่งปริมาณของวิตามินเหล่านี้ได้แก่ niacin, pantothenic acid, biotin, riboflavin, folic acid ,thiamin pyridoxine และยังมีเกลือแร่ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญเช่น sodium, potassium, calcium, magnesium, iron, copper, phosphorus, อันให้ประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างดี

ปัจจุบันทาง FAOได้ส่งเสริมให้มีการพัฒนาน้ำมะพร้าวอ่อนเป็น Sport Drink อันเนื่องจากมีปริมาณเกลือแร่ที่สำคัญสูงและยังได้รับการยืนยันในทางการแพทย์ในส่วนที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจอีก น้ำมะพร้าวอ่อนได้ถูกนำมาใช้เป็นยารักษาโรคหลายชนิดเช่นอหิวาตกโรค คนไข้ที่มีภาวะความเป็นกรดในเลือดสูง โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ และช่วยขับปัสสาวะ ในคนไข้โรคหัวใจ โรคตับและโรคไต และที่สำคัญยังช่วยรักษาในคนไข้ที่เป็น โรคท้องมาน (As cites) และในทางอายุรเวชน้ำมะพร้าวถือเป็นน้ำบริสุทธิ์ที่ช่วยในการรักษาและมีคุณสมบัติเป็นธาตุเย็น ช่วยล้างพิษ ขับของเสียออกจากร่างกาย และรักษา โรคกระเพาะ โดยถือว่าน้ำมะพร้าว (Coconut water) เป็นน้ำผลไม้ที่ดีที่สุดชนิดหนึ่ง มีแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการครบถ้วน มีไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ภายใน ๕ นาที และยังเป็นประโยชน์ในการขับสารพิษและชำระล้างร่างกายด้วย เนื่องจากมะพร้าวมีลำต้นสูง ต้องผ่านการกลั่นกรองตามชั้นต่างๆ ของลำต้นมะพร้าวกว่าจะถึงลูกมะพร้าวที่อยู่ข้างบน น้ำมะพร้าวที่ได้มาจึงมีความบริสุทธิ์สูง น้ำมะพร้าวเป็นอาหารที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะบริสุทธิ์และเต็มไปด้วยกลูโคสที่ร่างกายดูดซึมเข้าไปได้ง่าย

ที่มา หนังสือปลูกผักไทยที่มาเว็บ : http://www.teenpath.net

โดย ลักขณา แสงแก้ว

วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ทำไมจึงเรียก “ฮอทดอก”

"""""""""""ฮอทด็อก หรือที่คนไทยเรียกไส้กรอก เป็นอาหารยอดฮิตอย่างหนึ่งในโลก และเป็นวัฒนธรรม ตะวันตกอย่างหนึ่ง ที่หลั่งไหลเข้ามายังประเทศไทย คำเรียกภาษาไทยว่า "ไส้กรอก" หลายคนก็คงนึกออกว่า หมายถึงการนำไส้สัตว์อะไรสักอย่าง มากรอกไส้ ซึ่งก็คือเนื้อสัตว์เข้าไป แต่ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ "ฮอทด็อก" ซึ่งแปลตรงตัวว่า "หมาร้อน" มีที่มาอย่างไร อยากรู้มั๊ยครับ..........
ฮอทด็อกเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยบาบิโลเนีย เมื่อประมาณ 3,500 ปีมาแล้ว ชาวโรมันได้นำเนื้อหมักเครื่องเทศ มายัดไว้ในไส้สัตว์ และเรียกอาหารชนิดนี้ว่า Salsus ซึ่งต่อมาเรียกเพี้ยนเป็น Sausage ในภาษาอังกฤษนั่นเอง ในสมัยยุคกลาง ชาวยุโรปได้พัฒนาสูตร รสชาติ และรูปร่างไส้กรอกเป็นของตนเอง และตั้งชื่อไส้กรอกตามชื่อเมือง ที่เป็นถิ่นกำเนิด เช่น ไส้กรอกเวียนนา เป็นต้น เยอรมนีถือเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงทางด้านไส้กรอก ตำรับไส้กรอกหลากหลายยี่ห้อล้วนถือกำเนิดที่นี่ แต่ที่โด่งดัง เป็นที่นิยมกันมาก เห็นจะได้แก่ แฟรงเฟอเตอร์ ซึ่งผู้ผลิตขึ้นคนแรกเป็นชาวแฟรงค์เฟิร์ต แฟรงเฟอเตอร์ เป็นไส้กรอกขนาดหนา เนื้อนุ่ม ใส่เครื่องเทศ และรมควันจนหอมกรุ่น มีรูปร่างโค้งเล็กน้อย คล้ายรูปร่างของสุนัขดัชชุนด์ กล่าวกันว่า ผู้คิดไส้กรอกชนิดนี้ ได้แรงบันดาลใจจากสุนัขดัชชุนด์ที่เขาเลี้ยงไว้ ก็เลยทำไส้กรอกออกมาให้รูปร่างเหมือนสุนัข และบางคนก็เลยเรียกไส้กรอกประเภทนี้ว่า "ไส้กรอกดัชชุนด์"
""""""""""ในสมัยที่ชาวยุโรปอพยพไปอยู่ที่อเมริกา แน่นอนต้องนำอาหารยอดฮิตนี้ติดตัวไปด้วย และความอร่อยก็ทำให้ไส้กรอก กลายเป็นอาหารยอดฮิตของอเมริกันชน ผู้พิสมัยความรวดเร็วในทุกด้าน ในปี ค.ศ. 1906 นักวาดการ์ตูนชื่อ โทมัน ดอร์แกน ได้แรงบันดาลใจจากรูปร่างของไส้กรอกดัชชุนด์ และเสียงพ่อค้าขายไส้กรอก ที่มักเรียกความสนใจจากลูกค้าด้วยการ "เห่า" จึงวาดรูปการ์ตูนเป็นรูป สุนัขดัชชุนด์ประกบด้วยขนมปัง ราดมัสตาร์ด และเขียนบรรยายใต้ภาพว่า "ซื้อหมาร้อนๆ" มีคนเล่ากันต่อมาว่า ที่นายดอร์แกนต้องเขียนเช่นนั้น ก็เพราะแกสะกดคำว่า ดัชชุนด์ไม่ได้ ก็เลยใช้คำว่า "หมา" แทน การ์ตูนดังกล่าวคงจ๊าบโดนใจคนหลายคน คนอเมริกันก็เลยพากันเรียกไส้กรอกว่า "ฮอทด็อก" ไปตามๆ กัน ชาวจีนก็เรียกทับศัพท์ตามไอ้กันว่า "เย่อโก่ว" แปลได้ว่า.."หมาร้อน"....
ที่มาhttp://www.ranthong.com
โดย อุดม อนุพันธิกุล นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

วันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

แมงจุ่งจี้ ถึงบ่าขี้เบ้า

............“แมงจุ่งจี้”....... คุณรู้จักไอ้แมลงตัวน้อยนี้ไหม หากคุณเติบโตมาจากชนบทของภาคเหนือ ดิฉันว่าคุณต้องรู้จักมันเป็นอย่างดีแน่ ๆ ความจริงแล้ว “แมงจุ่งจี้” มีหลายประเภทนะคะ หลายสปีชี่ก็ว่าได้ แมลงชนิดไหนก็ตามที่ ชอนไช หลบซ่อน หรือหาอาหารอยู่ในกองขี้ควาย จะเรียกว่า จุ่งจี้ทั้งนั้น และในจำนวนนั้น มีหลายชนิดที่สามารถนำมาบริโภคได้ เอ๊อะ... เอ้า..นี่เรื่องจริงนะคะ มันเป็นวัฒนธรรมการกินของคนเมืองเน้อเจ้า...เริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ ก็ไม่มีใครทราบได้ แต่ที่แน่ ๆ คือยังดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน แม้ว่าจะไม่มากมายนักก็ตาม เพราะในปัจจุบันการทำเกษตรกรรมต่าง ๆ มักใช้เครื่องจักรแทน ควาย นอกจากควายจะหายไปจากท้องทุ่งแล้ว ยังมีอีกชีวิตหนึ่งที่เริ่มจะสูญหายไปจากความทรงจำของผู้คน นั่นคือ “บ่าขี้เบ้า” คำว่า “บ่าขี้เบ้า” เป็นคำพื้นบ้านของเกษตรกรภาคเหนือที่ใช้เรียก รังของตัวอ่อนแมลงปีกแข็งชนิดหนึ่ง “แมงจุ่งจี้” นั่นเอง ซึ่งมีลักษณะเป็นก้อนกลมขนาดประมาณลูกเทนนิส ส่วนตัวแมลงพ่อแม่เรียกว่า “แมงจุ่งจี้ซั่ว” หากเราจับจะส่งเสียงร้องดังซั่ว ๆ ซึ่งอาจเป็นที่มาของชื่อนี้ก็ได้
“บ่าขี้เบ้า” เป็นตัวอ่อนระยะตัวหนอนของด้วงปีกแข็ง หรือ “แมงจุ่งจี้” ที่อาศัยหากินตาม กองขี้ควาย ชาวบ้านเรียกว่า จุ่งจี้ขี้ควาย หรือจุ่งจี้ซั่ว ตัวอ่อนของด้วงปีกแข็งนี้จะเกิดจากไข่ที่แม่ด้วงไข่ไว้ โดยที่แม่ด้วงจะขุดขี้ควายสดออกมาเป็นก้อนกลมๆ วางไข่ไว้ในก้อนขี้ควายแล้วกลิ้งไปยังหลุมที่จะเอาไข่ฝังไว้ ขณะที่กลิ้งไปดินก็ จะพอกขี้ควายหนาขึ้นเป็นก้อนกลมๆ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๓ – ๓.๕ นิ้ว ในโพรง ที่ฝังไข่หรือก้อน บ่าขี้เบ้าโพรงหนึ่ง ๆ จะมีบ่าขี้เบ้าประมาณ ๒๐ – ๓๐ ลูก ลักษณะของหน้าดินที่มีไข่ด้วง จะเป็นขุยดิน พูนพองคล้ายหลังเต่า เอามือทุบดังปุ ๆ กลวง ๆ เมื่อขุดลงไปจะพบว่ามีโพรง ชาวบ้าน เรียกว่าเป็นโพ้งและจะมีบ่าขี้เบ้าก้อนกลมกองปนอยู่กับขุยดินภายในหลุม เมื่อนำมาผ่าดูภายในจะมี ตัวอ่อนด้วงระยะที่เป็นตัวหนอนมีสีขาวขดอยู่ภายใน โดยที่ตัวอ่อนนี้จะกินขี้ควายเป็นอาหารจนหมด ก็จะเป็นดักแด้ฟักตัวรอให้ฝนตกก็จะเจาะเปลือกขี้เบ้าบินออกมาหากินภายนอกแล้วสืบพันธุ์กลิ้ง ขี้ควายวางไข่ต่อไปอีกเป็นวัฏจักร
เรามักพบบ่าขี้เบ้าตามบริเวณใต้ต้นไม้ชายทุ่งที่ใกล้ ๆ กับคอกวัวคอกควาย ช่วงเวลาที่นิยมขุดบ่าขี้เบ้าก็คือ ช่วงต้นฤดูร้อนที่มีฝนตกบ้าง และผักชะอมจะเริ่มแตกยอดอ่อน ชาวบ้านก็จะหาขุยบ่าขี้เบ้า เพื่อขุดเอาตัวอ่อนมาแกงใส่ยอดผักชะอมกินกัน ซึ่งบ่าขี้เบ้านี้เป็นอาหารที่ให้โปรตีนสูงชนิดหนึ่ง เป็นไงคะ...นึกอยากเห็นและอยากลองชิมดูบ้างหรือยัง.....นี่ไงคะ จุงจี้และบ่าขี้เบ้า
............ในปัจจุบันบ่าขี้เบ้าหากินยากเพราะการเลี้ยงควายลดลง ด้วงได้รับพิษจากยาฆ่าแมลงล้มตายไปมาก สิ่งเหล่านี้ก็คงเป็นเพียงความทรงจำในอดีต ซึ่งชีวิตของเกษตรกรไทยในอดีตมีความผูกพันอยู่กับท้องนาท้องไร่โดยมีไอ้ทุยเป็นเพื่อนยาก ภาพในอดีตของชาวนาไทยที่จูงควายเดินอยู่ตามท้องไร่ท้องนายังคงติดตา ตรึงใจของคนไทยชนบทอยู่อย่างภาคภูมิใจไม่รู้ลืม…..ครับ
............ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จากกลุ่มวิจัยและพัฒนากระบือ กองบำรุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์..........

โดย อรัญญา ฟูคำ นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ

ความเชื่อผิด ๆ ในเรื่องการลดความอ้วน

............ความเชื่อ : ยิ่งออกกำลังมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้นความจริง : การออกกำลังเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาน้ำหนักตัว และทำให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น แต่การออกกำลังสัปดาห์ละเจ็ดวันอาจทำให้เกิดผลในทางตรงกันข้ามได้ มันอาจทำให้ภูมิคุ้มกันคุณอ่อนแอลง ทำให้ข้อต่อต่างๆ ล้า และทำให้เราอ่อนแรง ถ้าคุณออกกำลังด้วยท่าทางที่ไม่ถูกต้องเนื่องมาจากความอ่อนล้า คุณก็จะเผาผลาญแคลอรีได้น้อยกว่าการออกกำลังอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันความอ่อนล้าจากการออกกำลัง ควรจัดวันสำหรับพักผ่อนอย่างน้อยหนึ่งวันในแต่ละสัปดาห์ และเปลี่ยนแปลงการออกกำลังไปเล็กน้อยในแต่ละครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้กล้ามเนื้อชุดเดียวกันมากเกินไป
.............ความเชื่อ : กล้ามเนื้อหนักกว่าไขมันความจริง : ถ้าคุณออกกำลังมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ตาชั่งบอกตัวเลขที่มากกว่าที่คุณอยากได้ คุณอาจอยากบอกตัวเองว่า "อืม มันก็น้ำหนักของกล้ามเนื้อ" เพราะกล้ามเนื้อหนักกว่าไขมันไม่ใช่หรือ? ก็ไม่ขนาดนั้นนะ กล้ามเนื้อหนึ่งปอนด์กับไขมันหนึ่งปอนด์ ก็คือหนึ่งปอนด์เท่ากัน แต่เพราะกล้ามเนื้อมีความหนาแน่นกว่าไขมัน การมีกล้ามเนื้อมากกว่าไขมันจึงทำให้คุณดูเพรียวกว่า และมันก็มีประโยชน์อื่นด้วย นั่นคือกล้ามเนื้อหนึ่งปอนด์เผาผลาญราว ๕๐ แคลอรีต่อวัน ในขณะที่ไขมันหนึ่งปอนด์เผาผลาญแค่ ๒ แคลอรีต่อวัน ฉะนั้น ยิ่งคุณมีไขมันน้อยเท่าไหร่ อัตราการเผาผลาญของคุณก็จะสูงเท่านั้น
............ความเชื่อ : เมื่ออายุมากขึ้นก็เลี่ยงไม่ได้ที่น้ำหนักจะเพิ่มขึ้นความจริง : ไขมันส่วนใหญ่ไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่น้ำหนักมักเปลี่ยนไปจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน การให้กำเนิดบุตร หรือกระดูกทีอ่อนแอลง ซึ่งคุณสามารถทำให้การเปลี่ยนแปลงช้าลงได้ด้วยการยกน้ำหนัก จากการศึกษาของสถาบันสุขภาพแห่งชาติ สหรัฐฯ ผู้หญิงที่น้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน ซึ่งยกน้ำหนักเพียงแค่สัปดาห์ละสองครั้ง มีการสะสมของไขมันที่หน้าท้องเพิ่มขึ้นเล็กน้อย (๗ % ในช่วงสองปี) เมื่อเทียบกับคนไม่ได้ออกกำลัง (ซึ่งไขมันที่สะสมในหน้าท้องเพิ่มขึ้นถึง ๒๑ % ในช่วงสองปี) ยิ่งคุณยกน้ำหนักเร็วขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งง่ายที่จะทำให้รอบเอวไม่เพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
............ความเชื่อ : คุณต้องลดน้ำหนักอย่างมากเพื่อที่จะได้ประโยชน์ทางสุขภาพความจริง : ถ้าคุณมีตัวเลขที่ต้องลดถึงสองหลัก อาจฟังดูน่ากลัว แต่การลดเพียงแค่ไม่กี่กิโลฯ ก็สามารถมีผลอย่างมากต่อสุขภาพของคุณแล้ว โดยน้ำหนักส่วนเกินทุกหนึ่งกิโลที่คุณลดลงได้ คอเลสเตอรอลของคุณจะลดลงโดยเฉลี่ย ๓ จุด ผู้ชายและผู้หญิงสามารถลดความดันโลหิตลงได้หลังจากลดน้ำหนักเพียงแค่ ๔ – ๕ กก. ร่างกายของเราสามารถบอกได้เมื่อเราลดน้ำหนัก แม้มันจะเล็กน้อย แต่ร่างกายก็จะปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว

ที่มา : www.tlcthai.com

โดย เสาวภาคย์ คงแสง นักวิชาการเงินและบัญชีปฏิบัติการ

ข้อเสื่อมในผู้สูงอายุ

""""""""""เมื่อกล่าวถึงโรคในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ หรือคนในวันทองด้วยแล้ว ส่วนใหญ่มักจะนึกถึงภาวะกระดูกพรุน (Osteoporosis) ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้น้อยลง โดยสาเหตุหลักอันหนึ่งเกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ซึ่งมีผลทำให้การดูดซึมแคลเซียม เข้าสู่ร่างกายได้น้อยลง ดังนั้น การแนะนำให้ทานแคลเซียมเสริมในผู้สูงอายุจึงนับว่า เป็นทางออกที่ดีทางหนึ่งได้ แต่ยังมีปัญหาอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่สามารถละเลยในผู้สูงอายุได้ โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานอย่างหนักมาตลอดชีวิต นั้นคือภาวะข้อเสื่อม (Deterioration of Joints) ซึ่งเป็นภาวะที่ข้อต่อโดยเฉพาะข้อเข่า และข้อเท้า ซึ่งต้องรองรับน้ำหนักมากที่สุดเสื่อมสภาพไป ทำให้เยื่อเมือกหล่อเลี้ยงข้อต่อ (Synovial Fluid) ลดน้อยลง เกิดการเสียดสีของกระดูก ในขณะที่มีการเคลื่อนไหวระบบโครงสร้างร่างกาย (Skeleton Structure) ของมนุษย์เรานั้น ประกอบด้วยกระดูกแข็ง (Bones) ซึ่งประกอบด้วยแคลเซียม และฟอสฟอรัสเป็นแกนหลัก โดยส่วนปลายกระดูก หรือบริเวณข้อต่อจะมีส่วนที่เรียกว่าปลายกระดูก (Cartilages) ครอบอยู่ ซึ่งกระดูกอ่อนส่วนนี้จะทำหน้าที่เสมือนเป็นเกราะป้องกันการเสียดสีของกระดูกแข็งเวลามีการเคลื่อนไหวของร่างกาย และบริเวณข้อต่อนี้เองจะมีเอ็นยึดกระดูก (Tendons) ที่ทำหน้าที่ยึดกระดูกให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมต่อการเคลื่อนไหวของร่างกาย นอกจากนี้เนื้อเยื่อบริเวณข้อต่อกระดูกดังกล่าว ยังสามารถสร้างเยื่อเมือกหล่อเลี้ยงข่อต่อ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลดการเสียดสีกัน ทั้งของกระดูกแข็ง และกระดูกอ่อนบริเวณข้อต่ออีกทางหนึ่งด้วย ปัญหาเรื่องข้อเสื่อมนี้ในทางการแพทย์พบว่าเป็นปัญหาที่สามารถพบได้บ่อยมาในผู้สูงอายุ ที่ผ่านการทำงานมาอย่างหนัก ทั้งเพศชาย และเพศหญิง และจะก่อให้เกิดภาวะกระดูกแข็ง แตกหักง่าย หรือเดินไปไหนมาไหนลำบาก เกิดภาวะข้อแข็ง เกร็ง และปวดข้อย่างรุนแรงตามมาในปัจจุบันพบว่ามีการใช้ยาในการรักษาภาวะข้อเสื่อมนี้เป็นจำนวนมากรองจากยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) โดยเฉพาะยาแก้อักเสบในกลุ่ม NSAIDs (Non-Steroid Anti-inflammatory Drugs) ซึ่งส่วนมากเป็นการรักษาอาการปวดที่ปลายเหตุเสียมากกว่า และมักจะมีผลเสียในการก่อให้เกิดปัญหาเรื่องแผลในกระเพาะอาหารตามมา ดังนั้น วิธีการที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาเรื่องข้อเสื่อมนี้คือการป้องกันหรือชะลดไม่ให้เกิดภาวะดังกล่าวนี้ให้นานที่สุด โดยข้อปฏิบัติดังต่อไปนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยยืดอายุของข้อต่อ และระบบโครงสร้างของร่างกายเราให้ใช้งานได้เนิ่นนานขึ้น อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เท่านั้น
1. หมั่นออกกำลังกายในลักษณะการยืดเส้นยืดสาย พร้อมการฝึกสมาธิ หรือลมปราณควบคู่กันไป เช่น การวิ่ง การว่ายน้ำ การรำมวนจีน การฝึกโยคะ ฯลฯ เพื่อเป็นการบริหารข้อต่อให้ใช้งานที่ไม่หนัก แต่ใช้สม่ำเสมอ เพื่อให้มีเยื่อเมือกหล่อเลี้ยงข้อต่อตลอดไป และป้องกันไม่ให้ข้อยึดติดกัน
2. ฝึกท่าทางการนั่ง การยืน การเดิน ให้ถูกสุขลักษณะที่ดี คือ ไม่ให้ข้อส่วนใดส่วนหนึ่งแบกรับน้ำหนักมากเกินไป การยืนตรง การนั่งหลังตรงไม่นั่งหลังงอ การยกของหนักด้วยท่าที่ถูกต้อง ห้ามใช้หลังรับน้ำหนักในการยกเป็นอันขาด การใช้ที่นอนที่นุ่มจนเกินไปอาจทำให้กระดูกสันหลังงอ แลรับน้ำหนักมากไปจนเกิดอาการปวดหลัง และกลายเป็นหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมได้
3. ควบคุมน้ำหนัก ไม่ปล่อยให้ร่างกายโภชนาเกินจนอ้วนได้ จะเป็นภาระกับกระดูกหัวเข่าทั้งสองข้างที่ต้องแบกรับน้ำหนักร่างกาย
4. งด หรือลดการบริโภคแอลกอฮอล์ หรือการสูบบุหรี่ที่มีผลต่อสุขภาพของกระดูก และข้อต่อในระยะยาว หรือแม้กระทั่งการใช้ยาบางประเภท เช่น Steroids ซึ่งมีผลให้ข้อเสื่อม และกระดูกผุได้ หากจำเป็นต้องใช้ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์
5. รับประทานอาหารที่มีส่วนในการเสริมสร้าง และซ่อมแซมกระดูกอ่อนที่ข้อต่อ คือ Glucosamine Sulfate และ Chondroitin Sulfate ร่วมกัน เพื่อร่างกายนำไปใช้ในการสร้างโปรตีน คอลลาเจน (Collagen) สำหรับกระดูกอ่อน และเอ็น รวมถึงกระตุ้นการสร้างเยื่อเมือกหล่อเลี้ยงข้อต่อ พึงระลึกเสมอว่าข้อต่อที่ขาดปลายกระดูกอ่อน และเยื่อเมือกหล่อเลี้ยงนั้นย่อมไม่สามารถใช้งาน หรือเคลื่อนตัวได้อย่างง่ายดาย ยิ่งถ้าเกิดการอักเสบ และปวดบวมด้วยแล้ว ประสิทธิภาพของร่างกาย และสุขภาพของคุณคงจะถดถอยลงไปมาก ส่งผลให้กาดำรงชีวิตประจำวัน การทำงาน การใช้ความคิดความอ่าน และสมาธิได้ไม่เต็มที่ ฉะนั้นบริหารข้อวันละนิด จะมีผลดีต่อสุขภาพร่างกายของคุณไปได้อีกนาน
ที่มา : www.scc.ac.th/student_web/1_48/elderly_club/kao.html

โดย นางจิราภรณ์ กาญจนา นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

แก้วมหาสักรชาติ

แก้วลูกใด มีอันขาวก็ดี แดงก็ดี หรือเขียวรัศมีใน แก้วลูกนั้นชื่อว่า มหาสักรชาติ ไม่ควรคน โยธาสามาญทรง ควรแก่ท้าวพระยาผู้ใหญ่ ให้สระสรง น้ำส้มป่อยและน้ำส้มมะนาว ชำระด้วยฝ้ายขาว 7 เส้น ข้าวเปลือก ข้าวสาร เบี้ยเงินคำ บูชาด้วยฝ้ายมนต์" "รัศมีใน" หมายถึงประกายอันระยิบระยับปรากฏอยู่ในแก้ว ซึ่งไม่อาจจะพบในแก้วอัญมณีชนิดอื่นใดได้ นอกจากแก้วผลิกกะชาติ เช่นที่บ่อแก้วโป่งข่ามนี้
อันขาวหรือใส คือวรรณะชาติดั้งเดิมของโป่งข่าม อันแดง อันเขียว คือปวกแดง ปวกเขียว ย่อมมีอยู่ในแก้วโป่งข่ามได้ รัศมีในย่อมเกิดขึ้นได้สามสถาน โดยลำดับคุณค่าแก้วรัศมีในดังนี้
รัศมีในโดยประกายแก้วเข้าแก้วหมู่ หรือเง่าแก้วอันงดงาม รัศมีอันมีประกายรุ้ง 7 สี ทั้งประกายอันระยิบระยับ ทอแสงอยู่ในแก้ว จัดเป็นสิ่งมีค่าหาได้ยาก
"รัศมีใน" ในแก้วโป่งข่ามประเภทนี้ นับเป็นรัศมีในอันมีค่าสูงสุดของบ่อแก้วโป่งข่าม
รัศมีในอันเกิดจากไรแก้ว อันประดิษฐ์อยู่ตามกาบกิ่ง และใบปวกต่าง ๆ เป็นสิ่งที่มีค่าและหาได้ยากไม่น้อย
โดยเฉพาะไรแก้วที่ประดับดังกล่าว เสมือนหนึ่งน้ำค้าง หรือน้ำทิพย์ที่ชะโลมใบมณีพฤกษ์ สายลมเฉื่อยแผ่ว แล้วความเย็นถึงจุดน้ำแข็งก็เข้าแทนที่โดยฉับพลัน เหมือนน้ำค้างปลายกิ่งกัลปพฤกษ์ กลายเป็นน้ำแข็งในท่าสบัดนิ่งอยู่
รัศมีในแบบนี้ ไม่สามารถที่จะพบได้ในก้อนเพชร ก้อนพลอย นอกจากในแก้วโป่งข่ามเท่านั้น
รัศมีในโดยประกายแก้ว ที่ปรากฏลวดลายขึ้นโดยธรรมชาติ
ลักษณะดังกล่าวนี้ เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ "รุ้งเจ็ดสี" ด้วยตำแหน่งลวดลายอันสลักเสลาขึ้นโดยธรรมชาติ เป็นความงามเหนือน้ำมือมนุษย์อันธรรมชาติสร้างให้ เป็นสิ่งที่คนไม่อาจทำได้
คุณค่าความสวยงามและความหมาย ย่อมขึ้นอยู่กับปรากฏการณ์นั้นได้สลักไว้ประณีตเพียงใด




ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล : www.pongkaam.com
โดย สุภาภรณ์ เรือนหล้า นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ