วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การส่งตัวเปิ้งตัวจน

การส่งตัวเปิ้งตัวจน หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “การส่งตั๋วเปิ้งตั๋วจน” เป็นพิธีกรรมความเชื่อทางไสยศาสตร์อย่างหนึ่ง ที่เชื่อว่าจะช่วยในการปัดเป้าบรรเทาเคราะห์ร้ายที่เกิดขึ้นกับคนแต่ละคน ตามช่วงอายุต่าง ๆ ตามที่ตำราดิถีทั้งห้า ซึ่งเป็นตำราโบราณพื้นเมือง ของทางภาคเหนือได้ระบุไว้
“ตั๋วเปิ้ง” ตามความเชื่อของชาวบ้าน หมายถึง สิ่งที่เราสามารถพึ่งพิงได้เป็นสิ่งที่ช่วยเหลือเกื้อกูลเราให้ได้รับแต่ความสุขความเจริญ
“ตัวชน” หรือ “ตั๋วจน” หมายถึง สิ่งที่จะผลักดันหรือทำให้เราได้รับเคราะห์ร้าย ทำให้เกิดปัญญาอุปสรรคในชีวิต
ตั๋วเปิ้งตั๋วจน ตามความเชื่อของชาวบ้านสัตว์ต่าง ๆ จำนวน ๘ ชนิด ได้แก่ ช้าง วัว รุ้งหรือที่เรียกในภาษากลางว่า เหยี่ยว แมว ราชสีห์ เสือ นาค และหนู โดยจัดตั๋วเปิ้ง ตั๋วจนเป็นคู่กันได้สี่คู่
สัตว์ที่จับคู่กันนี้ ถ้าตัวหนึ่งเป็นตั๋วเปิ้ง อักตัวหนึ่งที่คู่กันจะเป็นตั๋วจน เช่น ช้างเป็นตั๋วเปิ้ง ดังนั้นราชสีห์ที่คู่กับช้างจึงเป็นตั๋วจน ซึ่งผู้ที่จะบอกได้ว่าตั๋วเปิ้งตั๋วจนในปีนี้ของแต่ละปีนี้ของแต่ละคนเป็นอะไรก็คืออาจารย์ผู้ทำพิธีการส่งตั๋วเปิ้งจนจะทำเมื่อคนในบ้านเจ็บป่วยเรื้อรัง หรือมีเหตุให้คนในบ้าน ไม่สบายใจ ตัวผู้ป่วยหรือญาติพี่น้องไปปรึกษาอาจารย์ (ผู้มีความรู้)ให้ช่วยดูตำราให้ว่าช่วงอายุของผู้ป่วยจะมีเหตุร้ายอะไรหรือไม่ อาจารย์ (ผู้มีความรู้) ก็จะถามวัน เดือน ปีเกิด และนับอายุของผู้ป่วย เทียงกับตารางในตำราซึ่งอาจอยู่ในช่วงชะตา ซึ่งจะแบ่งชะตาขาก ๑ ชั้น ขาด ๒ ชั้น และขาด ๓ ชั้น ถ้าขาด ๓ ชั้น ถือว่าเป็นชะตาชีวิตที่ตกต่ำมาก อาจก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต อาจารย์ (ผู้รู้) ก็จะแนะนำให้ทำพิธีส่งตั๋วเปิ้งตั๋วจน เป็นการต่อชะตาชีวิตโดยจะบอกให้ว่าตั๋วเปิ้งตั๋วจนเป็นสัตว์อะไร ผู้ที่จะทำพิธีไปจัดเตรียมอุปกรณ์ตามที่กำหนดผู้ที่ทำพิธีนี้ต้องเตรียมสะโตงประกอบพิธี ๒ อัน คือสะโตงตั๋วเปิ้งและสะโตงตั๋วจน โดยเป็นสะโตงขนาดเล็กกว้างยาวประมาณ ๖ – ๗ นิ้ว ไม่แบ่งเป็นห้อง สิ่งที่ต้องจัดเตรียมใส่กระทง ได้แก่ แกงส้ม แกงหวาน หมาก พลู กล้วย อ้อย เนื้อ ปลา ข้าวตอก ดอกไม้ ธูป ข้าวสุก จ้อสีต่าง ๆ และรูปปั้นสัตวที่เป็นตั๋วเปิ้งตั๋วจน จำนวนตามที่ตำรากำหนด ดังนี้
๑. ช้าง จ้อขาวและจ้อเหลืองพร้อมอุปกรณ์อื่น ๆ อย่างละ ๒๑ ชิ้น รูปช้างปั้น ๑ ตัว และรูปคนปั้นคน ๆ หนึ่ง เมื่อเสร็จพิธีนำสะโตงไปไว้ทางทิศเหนือ
๒. ราชสีห์ จัดอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างละ ๑๕ ชิ้น รูปปั้นราชสีห์ ๑ ตัว รูปปั้นคน ๆ หนึ่ง เมื่อเสร็จพิธีนำสะโตงไปไว้ทางทิศใต้
๓. วัว จัดอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างะ ๒๖ ชิ้น รูปปั้นวัว ๑ ตัว รูปปั้นคน ๆ หนึ่ง เมื่อเสร็จพิธี
นำสะโตงไปไว้ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
๔. เสือ จัดอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างละ ๑๐ ชิ้น รูปปั้นเสือ ๑ ตัว รูปปั้นคน ๆ หนึ่ง เมื่อเสร็จพิธีนำสะโตงไปไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้
๕. รุ้ง (เหยี่ยว) จัดอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างละ ๖ ชิ้น รูปปั้น นก ๑ ตัว รูปปั้นคน ๆ หนึ่ง เมื่อเสร็จพิธีนำสะโตงไปไว้ทางทิศตะวันออก
๖. นาค จัดอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างละ ๑๐ ชิ้น ตุงดำตัวหนึ่ง ยาวประมาณ ๑ คืบ รูปปั้นงู ๑ ตัว รูปปั้นคน ๆ หนึ่ง เมื่อเสร็จพิธีนำสะโตงไปไว้ทางทิศตะวันตก
๗. แมว จัดอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างละ ๘ ชิ้น รูปปั้นแมว ๑ ตัว รูปปั้นคน ๆ หนึ่ง เมื่อเสร็จพิธีนำสะโตงไปไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้
๘. หนู จัดเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างละ ๑๒ ชิ้น รูปปั้นหนู ๑ ตัว รูปปั้นคน ๆ หนึ่ง เมื่อเสร็จพิธีนำสะโตงไปไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
การจัดทำพิธีให้นำสะโตงตั๋วเปิ้งตั๋วจน วางไว้บนเสื้อผ้าของผู้เข้าพิธี และวางคู่กันโดยอยู่หน้าผู้ทำพิธีที่นั่งหัสหน้าไปทางทิศตะวันตก อาจารย์นั่งอยู่หลังสุดแล้วกล่าวคำสวดส่งตั๋วเปิ้งตั๋วจน จนจบ แล้วประพรมน้ำส้มป่อย มะกรูดเผา นำด้ายมงคลมาผูกแขวนให้กับผู้เข้าพิธี แล้วนำสะโตงไปทิ้งตามทิศ ที่กำหนดเป็นเสร็จพิธี
ความคิดความเชื่อของผู้เข้าพิธีส่งตั๋วเปิ้งตั๋วจน ก็เช่นเดียวกับผู้เข้าพิธีการส่งเคราะห์แบบอื่น ๆ คือต้องการให้หมดเคราะห์ ได้ต่อชะตาชีวิต ที่เชื่อว่าขาดให้ยืนยาวต่อไป ตลอดจนหายจากโรคภัยไข้เจ็บที่มาเบียดเบียน การประกอบพิธีนี้ เมื่อมองดูอย่างผิวเผินดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งที่เหวไหลไร้สาระแต่เมื่อศึกษากันอย่างถ่องแท้แล้วจะทำให้ทราบว่าพิธีกรรมพื้นบ้านทุกอย่างที่จัดทำขึ้นมานั้นภูมิปัญญาชาวบ้านในการสร้างความหวังสร้างกำลังใจให้เกิดกับผู้เจ็บป่วยหรือทุกข์ใจไม่ให้ท้อแท้สิ้นหวัง ตอดจนเป็นสิ่งที่แสดงให้เป็นว่าญาติพี่น้องไม่ได้ทอดทิ้ง ทำให้เห็นชีวิตมีคุณค่าพร้อมที่จะสู้ปัญหาต่อไป
ความคิดความเชื่อของผู้เข้าพิธีส่งตั๋วเปิ้งตั๋วจน ก็เช่นเดียวกับผู้เข้าพิธีการส่งเคราะห์แบบอื่น ๆ คือ ต้องการให้หมกเคราะห์ได้ต่อชะตาชีวิต ที่เชื่อว่าขาดให้ยืนยาวต่อไป ตลอดจนหายจากโรคภัยไข้เจ็บที่มาเบียดเบียน การประกอบพิธีนี้ เมื่อมองอูอย่างผิวเผินดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งเหลวไหลสาระแต่เมื่อศึกษากันอย่างถ่องแท้แล้วจะทำให้ทราบว่าพิธีกรรมพื้นบ้านทุกอย่างที่จัดทำขึ้นมานั้นเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านในการสร้างความหวัง สร้างกำลังใจให้เกิดกับผู้เจ็บป่วย หรือทุกข์ใจไม่ให้ท้อแท้สิ้นหวัง ตลอดจนเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าญาติพี่น้องไม่ได้ทอดทิ้ง ทำให้เห็นชีวิตมีคุณค่าพร้อมที่จะสู้ปัญญาต่อไป
การศึกษาข้อมูลเหล่านี้ไว้ จึงเป็นสิ่งที่จะช่วยให้ประเพณีและพิธีกรรมพื้นบ้านเป็นที่รู้จักของอนุชนรุ่นหลังต่อไป จะกระทำได้ทุกวัน ทุกเดือน ยกเว้นวันพระ ๘ ค่ำ หรือ ๑๕ คู่ เมื่อได้กระทำการส่งตั๋วเปิ้งตั๋วจนแล้ว จะทำให้คนเรามีจิตใจสบาย เป็นที่พึ่งทางใจได้อีกอย่างหนึ่ง


โดย นางสาวจิราพร มณฑาทอง นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

การมองโลกในแง่ดี

จงมองโลกในแง่ดีเสมอ การเป็นผู้มองโลกในแง่ดี ย่อมเป็นผลดี และจะมีผลดีต่อท่านได้ดังนี้
๑. ทำให้อารมณ์ของท่านดีขึ้น ภูมิใจในศักดิ์ศรีของตนเองมากขึ้น และทำให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้น
๒. ลดความห่อเหี่ยวใจ ความวิตกกังวล และความรุนแรงลง
๓. ลดอาการเจ็บปวดทางกายลง รวมทั้งอาการอื่น ๆ ที่ไม่เป็นผลดีในร่างกาย
๔. ทำให้ร่างกายฟื้นตัวภายหลังการผ่าตัดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
๕. กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของท่านให้ดีขึ้น
๖. อาจช่วยยืดอายุของท่านให้ยืนยาวขึ้น

ทำอย่างไรจึงจะเป็นคนมองโลกในแง่ดี
๑. เลือกจำแต่เฉพาะเหตุการณ์ในอดีตที่ดี ๆ
๒. ให้ความสนใจกับปัจจุบัน
๓. มองไปยังอนาคตว่าจะทำอะไรให้สำเร็จได้บ้าง แทนการคิดถึงในสิ่งที่ทำไม่ได้
๔. มองดูปัญหาที่เราต้องเผชิญว่าเป็นความท้าทาย เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไข
๕. เชื่อว่าทุกสิ่งในโลกนี้มีความเกี่ยวเนื่องกัน และสิ่งที่เกิดขึ้นจะมีผลที่ทำให้เกิดความแตกต่างขึ้น

วิธีสร้างความรู้สึกดี ๆ ให้กับตัวเอง
๑. ตั้งใจทำในสิ่งที่ตัวเองทำได้ดี
๒. ไม่ว่างานที่ทำจะเป็นงานเล็กหรืองานใหญ่ เมื่อทำได้สำเร็จ จงรู้สึกพึงพอใจกับงานนั้น
๓. หากงานที่ทำเกิดล้มเหลวขึ้น จงใคร่ครวญดูว่าเกิดความผิดพลาดตรงไหน และหาวิธี
แก้ไขใหม่ อย่าปล่อยตัวให้จมอยู่กับความผิดพลาดและความล้มเหลวที่เกิดขึ้น เพราะนั่น
อาจทำให้เกิดผิดพลาดซ้ำได้อีก
๔. พยายามยืดหยุ่น หนทางแก้ไขความท้าทายที่เราต้องเผชิญ มักจะมีมากกว่าหนึ่งทาง
๕. พยายามทำสิ่งนั้นให้เกิดขึ้น อย่าอยู่เฉยรอให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นกับตัวเอง ริเริ่มลงมือ เมื่อเกิดผิดพลาด อย่าตกใจ ให้ค้นหาบทเรียนจากความผิดพลาดนั้น

โดย นางลัดดา คิดอ่าน อำเภอเกาะคา

การทำข้าวซ้อมมือโดยใช้เทคโนโลยีพื้นบ้าน

ประวัติความเป็นมาการตำข้าวซ้อมมือ
............ชาวบ้านฮ่องห้ามีอาชีพทำไรทำนา ในอดีตในหมู่บ้านไม่มีโรงสีข้าวทำให้ชาวบ้านตำขาวไว้เพื่อบริโภคโดยใช้ครกตำ แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีเข้ามาทำให้ชาวบ้านไม่ได้อนุรักษ์วัฒนธรรมการตำข้าวซึ่งทางกลุ่มข้าวซ้อมมือได้เล็งเห็นความสำคัญของการตำข้าวมือจึงได้รวมกลุ่มกันขึ้นมาเพื่อจะอนุรักษ์วัฒนธรรมนี้ไว้ ทางกลุ่มนั้นครั้งแรกใช้ครกในการตำข้าวแต่ปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามาทำให้ทันสมัยขึ้น ทางกลุ่มได้ซื้อเครื่องสีขนาดเล็กมาสี ซึ่งปัจจุบันได้ขายข้าวถุงละ ๕๐ บาท

สิ่งที่น่าสนใจศึกษาและเรียนรู้
เป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมการตำข้าวแบบโบราณ
เป็นข้าวที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพอนามัยสูง
ส่งเสริมการบริโภคข้าวที่มีคุณค่าทางโภชนาการ

สถานที่ตั้ง
.............หมู่ที่ ๑ บ้านฮ่องห้า ตำบลน้ำโจ้ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง ๕๒๑๕๐

หัวหน้ากลุ่มชื่อ
............นางจ้อน หมู่แก้ว

การเดินทาง
รถโดยสารประจำทางและ พาหนะส่วนตัว
ระยะทางห่างจากที่ว่าการอำเภอแม่ทะประมาณ ๕ กิโลเมตร

โดย สุนันทา เจียมเงิน นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

วันพุธที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การดูแลสุขภาพในหน้าฝน

ช่วงนี้เป็นช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยครับ เดี๋ยวร้อนมาก เดี๋ยวฝนตก โดยเฉพาะเวลาก่อนฝนตกจะมีอากาศร้อนอบอ้าว เมื่อฝนตกลงมาก็เย็นฉับพลันเข้าไปอีก ฉะนั้นจึงควรหันมาดูแลสุขภาพตนเองมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายสามารถปรับสภาพต่อการเปลี่ยนแปลงของอากาศได้ โดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ และเป็นการป้องกันการเกิดโรคต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะโรคไข้หวัด เพราะหากป่วยเป็นไข้หวัดและไม่มีการดูแลสุขภาพที่ดี อาจส่งผลให้กลายเป็นโรคหลอดลมอักเสบและโรคปอดบวมได้ในที่สุด
สำหรับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ควรต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษมากกว่าคนอื่น และควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกาย นอกจากจะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง แล้วยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคอีกด้วย การออกกำลังกาย สามารถทำได้หลายวิธี เช่น
๑. การเต้นแอโรบิค
๒. การเดินเร็ว ๆ
๓. การวิ่งเหยาะ
๔. การขี่จักรยาน
๕. การเล่นกีฬาที่มีการเคลื่อนไหวต่อเนื่อง
การออกกำลังกายที่เหมาะสม คือ การออกกำลังกาย สัปดาห์ละ ๕ วัน อย่างน้อยวันละ ๓๐ นาที แค่นี้ก็เพียงพอ ที่จะเกิดภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย การออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องหนักหรือเหนื่อยมาก การออกกำลังกายมากเกินไปโดยเฉพาะในอากาศที่ร้อนจัด จะทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า โรคลมแดด หรือช๊อคแดด (Heat Stroke) ได้ง่าย และเป็นโรคที่อันตรายมาก ผู้ป่วยจะมีอุณหภูมิร่างกายสูงมากเกิน ๑๐๖ องศาเซลเซียส เหงื่อไม่ออก หมดสติ ไต หัวใจ ตับวาย อาจมีเลือดออกทุกอวัยวะ ถึงแก่ชีวิตได้ นอกจากนี้ระหว่างออกกำลังกาย ต้องดื่มน้ำให้เพียงพอ โดยเฉพาะน้ำที่มีเกลือแร่ด้วย สิ่งสำคัญ ที่ต้องคำนึงถึงนอกจากการออกกำลังกาย คือ การรับประทานอาหาร ควรเน้นการรับประทานผัก ให้หลากหลายทั้งสดและลวก ต้ม ผัด และรับประทานผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น ส้ม ฝรั่ง มะเขือเทศ องุ่น สัปปะรด มะละกอ เป็นต้น
หากเราดูแลสุขภาพตนเองได้ตามข้อปฏิบัติดังกล่าว ไม่เพียงแต่จะช่วยให้มีสุขภาพดีในช่วงหน้าฝนเท่านั้น แต่ยังจะส่งผลต่อการมีสุขภาพดีในระยะยาวอีกด้วยนะครับ........
โดย ทินกร สุริกัน ผอ.กลุ่มส่งเสริมฯ

วันอังคารที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

กวาวเครือขาว

............กวาวเครือขาว เป็นไม้เถาเลื้อยพาดพันต้นไม้ใหญ่ มีหัวใต้ดินขนาดใหญ่ทำหน้าที่สะสมอาหาร ลักษณะค่อนข้างกลม และคอดยาว เป็นตอน ๆต่อเนื่องกัน ใบมีใบย่อย ๓ ใบ ใบเล็กกว่าชนิดแดง หัวคล้ายมันแกว ขนาดของหัวจะขึ้นอยู่กับลักษณะดิน การใช้ทำยาจะเลือกหัวแก่ เอามีดปาดดูจะมียางสีขาวคล้ายน้ำนม เนื้อเปราะมีเส้นมาก
หัวของกวาวเครือขาว มีรสเบื่อเมา ให้รับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง บำรุงกำลัง บำรุงผิวหนังที่เหี่ยวย่น กลับเต่งตึงมีน้ำมีนวล บำรุงกำหนัด เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยเสริมหน้าออก ทำให้เส้นผมที่หงอกกลับดำและเพิ่มเส้นผม แก้โรคตาฟาง ต้อกระจก ช่วยบำรุงโลหิต นอนหลับ ผิวพรรณขาวขึ้นตามธรรมชาติ ช่วยให้ผิวดูอ่อนกว่าวัย ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน (คล้ายฮอร์โมนเพศหญิง) และออกฤทธิ์ด้านอนุมูลอิสระ


ผู้ให้ข้อมูล : นายชุ่ม คนเที่ยง บ้านเลขที่ ๒๗ หมู่ที่ ๒ ตำบลวังซ้าย อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง
ภาพประกอบ จาก internet


โดย สุพัชรีย์ เป็งอินตา นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

อร่อยๆกับขนมล้านนา ๔


สวัสดีครับพบกันอีกแล้ว เดือนนี้ผมจะขอเสนอขนมที่ธรรมดาที่ไม่ธรรมดาครับ เป็นความเหมือนที่แต่ต่างครับมีขนมชนิดหนึ่งทางภาคกลางเรียกว่า “ขนมเปียกปูน” แต่ทางเหนือก็มีขนมที่คล้ายกันที่เรียกว่า “ขนมศิลาอ่อน” ดูแล้ว ทั้งหน้าตาสีและรสชาติใกล้เคียงกันมาก แต่จะมีข้อแต่ตางก็ส่วนเลยน้อยที่เครื่องโรยหน้าขนมนี้ละครับ ที่“ขนมเปียกปูน”จะใช้มะพร้าวโรยหน้า ส่วน“ขนมศิลาอ่อน” จะใช้ถั่วโรย แต่ที่แตกต่างที่เห็นได้ชัดคือส่วนผสมครับใน“ขนมศิลาอ่อน”จะมีส่วนผสมของน้ำกะทิอยู่ ส่วน“ขนมเปียกปูน”ไม่มีจึงต้องโรยด้วยมะพร้าวเพื่อเพิ่มความหอมมันครับ
“ขนมศิลาอ่อน” มีชื่อเรียกที่ออกเสียงทางเหนือ เรียกว่า“เข้าหนมศิลาอ่อน”บางที่เรียกว่า“เข้าหนมซะละอ่อน” หรือบ้างเรียก “เข้าหนมสาลาอ่อน” บางที่เรียกง่ายๆตามภาชนะที่ใส่ ว่า “ขนมถาด” ก็มี ส่วนผสมและการทำ“ขนมศิลาอ่อน”
ก็ทำไม่ยากครับสามารถทำทานเองเป็นของว่างหรือไว้รับแขกก็ได้

  • ส่วนผสม
    ๑. แป้งข้าวเจ้า ๑ กิโลกรัม
    ๒. แป้งมัน ๑๖๐ กรัม (ใส่เพื่อเพิ่มความเหนียว ไม่ใส่ก็ได้)
    ๓. น้ำตาลทราย ๘๐๐ กรัม
    ๔. กะทิ ๒ ถ้วย
    ๕. น้ำใบเตย ๑ ถ้วย
    ๖. เกลือป่น ๑/๒ ช้อนชา
  • วิธีทำ
    ๑. ผสมแป้งข้าวเจ้า กะทิ และ เกลือ นวดให้เข้ากัน
    ๒. ใส่น้ำใบเตย และน้ำเปล่า ประมาณ 2 ถ้วย นวดให้เข้ากัน
    ๓. ใส่น้ำตาลทราย คนให้น้ำตาลทรายละลาย
    ๔. เทส่วนผสมลงในกระทะทองเหลือง นำไปตั้งไฟอ่อนๆ
    ๕. กวนขนมตลอดเวลา จนกระทั่งแป้งสุก และข้นเหนียว ปิดไฟ
    ๖. เทขนมลงในถาด ทิ้งไว้ให้เย็น ตัดขนมเป็นรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด โรยด้วยถั่วเขียวคั่ว

เคล็ดไม่ลับ
- การกวน ใช้ไฟอ่อนๆ คนไปเรื่อยๆ จนกว่าแป้งสุก ถ้าใช้ไฟแรง จะทำให้แป้งเป็นก้อนและขนมติดก้นหม้อ
- ใบเตย เป็นยาบำรุงหัวใจ ลดการกระหายน้ำ รักษาโรคเบาหวาน และช่วยลดน้ำตาลในเลือด

เป็นอย่างไรบางครับการทำ“ขนมศิลาอ่อน”ไม่ยากเกินไปนะครับหวังก็จะนำกับไปทำขนมอร่อยๆแบบง่ายมาทานกันในครอบครัวหรือจะนำไปทำบุญก็ไม่เสียหายอะไรเป็นการประหยัดทางหนึ่งนะครับ ครั้งหน้าจะเป็นขนมอะไรอีกก็ติดตามกันต่อไปครั้งหน้า กับอร่อยๆกับขนมล้านนา
ข้อมูลจาก
“อาหารพื้นบ้านล้านนา” บนเว็บไซต์ของศูนย์สนเทศภาคเหนือ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
http://library.cmu.ac.th/ntic/lannafood

สวัสดีครับ
เขียนโดย นายชิตพร พูลประสิทธิ์ นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำปาง

วันเสาร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

สุดยอดน้ำสมุนไพรประโยชน์เพียบ


ปัจจุบันมีการนำสมุนไพรมาทำเป็นเครื่องดื่มมากมาย ซึ่งน้ำสมุนไพรเหล่านี้ล้วนแต่มากประโยชน์
..........๑. น้ำใบบัวบก : น้ำใบบัวบกมีวิตามินเอสูงมาก เหมาะสำหรับคนที่ต้องใช้สายตาทำงานหนักอยู่เป็นประจำ เพราะจะช่วยบำรุงสายตาได้อย่างดี และยังมีแคลเซียมและวิตามินบี๑ สูงกว่าผักชนิดอื่นอีกด้วย ประโยชน์อื่นๆ ของน้ำใบบัวบกคือ ใช้แก้ช้ำใน แก้ฟกช้ำดำเขียว แก้ร้อนใน บำรุงสมอง บำรุงหัวใจ ถ้าดื่มทุกวันเป็นเวลา ๑ อาทิตย์จะช่วยลดความดันโลหิตได้ แก้แผลอักเสบและรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ทำให้เลือดแข็งตัวเร็ว ช่วยขับปัสสาวะ
..........๒. น้ำว่านหางจระเข้ : ประโยชน์ของว่านห่างจระเข้อยู่ที่วุ้นซึ่งมีประสิทธิภาพในการสมานแผล ทำให้แผลหายเร็ว ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของเซลล์ที่อยู่รอบๆ แผล และถ้าเอาไปทานก็จะช่วยบำรุงร่างกาย ทำให้หายอ่อนเพลีย ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติ แต่เนื่องจากสารสำคัญในว่านหางจระเข้จะมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อใช้สดๆ ดังนั้นเมื่อตัดออกมาแล้วจึงควรใช้ทันที อย่าวางทิ้งไว้ และก่อนใช้ควรล้างยางสีเหลืองๆ ออกให้หมดก่อน เพื่อไม่ให้เกิดอาการคันหรือแพ้ในภายหลัง
..........๓. น้ำลูกเดือย : เป็นเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยฟอสฟอรัส จึงช่วยบำรุงกระดูกได้ดี เหมาะสำหรับเด็กที่กำลังเจริญเติบโต นอกจากนี้ยังมีวิตามินเอที่ช่วยบำรุงสายตา ช่วยให้เจริญอาหารและเหมาะที่เป็นอาหารสำหรับผู้ป่วยที่กำลังพักฟื้น คนสมัยก่อนใช้น้ำลูกเดือยเป็นยาขับปัสสาวะ แก้ร้อนใน บำรุงไต บำรุงกระเพาะอาหารและม้าม แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน และโรคท้องร่วงได้
..........๔. น้ำขิง : อุดมไปด้วยแคลเซียมที่ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน สารเบต้าแคโรทีนในน้ำขิงสามารถช่วยต้านมะเร็งได้ และยังมีคุณสมบัติเป็นยาแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับเสมหะ คลื่นไส้อาเจียน เมารถหรือเมาเรือ ลดการจับตัวของลิ่มเลือด ช่วยเพิ่มการหลั่งน้ำดีและน้ำย่อย ทำให้ระบบย่อยทำงานได้ดีขึ้น (ที่มา รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติและวิชาการดอทคอม)

โดย เครือวัลย์ ธรรมายอดดี นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ