วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2553

หนาวๆ กลับอาหารอร่อยๆ ๒

สวัสดีครับทุกท่าน พบกับหนาวๆ กลับอาหารอร่อยๆ อีกครั้งนะครับ ครั้งนี้ผมมีอาหารที่มาพร้อมกับฤดูหนาวอีก ๑ อย่างครับ
ถ้าทุกท่านได้เดินทางมาทางภาคเหนือตอนบน ในช่วงพฤศจิกายน ถึง กุมภาพันธุ์ ตามข้างทางจะมีของรับประทานอย่างหนึ่งที่เห็นเป็นแท่นขาวๆตั้งอยู่ ที่ป้ายเขียนว่า ข้าวหลามลุง....... ข้าวหลามป้า....... ตลอดข้างทาง ใช่ครับข้าวหลามครับ ปัจจุบันมีการใส่ส่วนผสมและใส้ให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะใส่ถั่วดำ ใส่เผือก ใส่งา แต่ท่านที่ทานนั้นบางท่านจะรู้หรือไม่ว่าข้าวหลาม ทำอย่างไรมีส่วนผสมอะไรบาง ทำไม่ต้องมีช่วงฤดูหนาว เรามาทำความรู้จักกันข้าวหลามกันครับ
ข้าวหลามเป็นอาหารว่างชนิดหนึ่ง ที่ชาวล้านนานิยมทำรับประทานกันในฤดูหนาว ซึ่งเป็นช่วงชาวบ้านได้เก็บเกี่ยวข้าวในนาเสร็จแล้ว...ลมหนาวพัดโชยมา เรียกว่า ลมว่าว...มาเยือน
วิธีทำ
1. ตัดไผ่ข้าวหลามหรือไม้ป้าง ให้ยาวประมาณ 12 นิ้ว ล้างเฉพาะด้านนอกกระบอก ให้สะอาด คว่ำ พักไว้ให้แห้ง 2. ผสมกะทิ น้ำตาล และเกลือ รวมกันแล้วคนให้เข้ากันจนน้ำตาลละลาย (แบบชาวบ้าน ใช้ข้าวสารเหนียวกับน้ำเปล่า และเกลือเท่านั้น)3. ล้างข้าวสารให้สะอาด นำข้าวใส่ตระกร้าเพื่อให้สะเด็ดน้ำ ใส่ถั่วดำต้มสุกลงในข้าว คลุกเคล้าให้เข้ากัน4. นำข้าวที่ผสมถั่วดำแล้วใส่ลงในกระบอก 1 กำมือ กระแทกเบาๆ ทำสลับกันต่อไปเรื่อยๆ จนเต็มกระบอก เลือกด้านบนกระบอกไว้ประมาณ 2 นิ้ว สำหรับปิดจุก 5. เทน้ำกะทิที่ผสมแล้ว ใส่ลงไปในกระบอกข้าวทีละน้อย จนกระทั่งน้ำกะทิท่วมข้าว 6. ทำจุก ปิดกระบอกข้าวหลามโดยนำกาบมะพร้าวม้วนเป็นทรงกลมมาปิด ทิ้งไว้ประมาณ 5- 6 ชั่วโมง
(จุก จะทำมาจาก ใบตอง กากมะพร้าว หรือฟางข้าว ก็ได้)7. เผาข้าวหลามกับถ่านไม้ พอกระบอกเหลืองให้หมุนกระบอกข้าวหลาม ใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที สังเกตกระบอกมีสีเหลืองทั่ว แสดงว่าข้าวหลามสุก8. ทิ้งไว้ให้อุ่น ปอกเปลือก และเหลาให้เปลือกข้าวหลามบางลง เพื่อให้แกะรับประทานได้ง่าย
การทำข้าวหลาม คนโบราณมีความในแอบแฝงอยู่นะครับ คือการทำข้าวหลามจะต้องอยู่หน้ากองไฟตลอดทำให้เกิดความอบอุ่นแก้หนาวได้ แถมมีอาหารว่าอร่อยๆท่านด้วย และที่สำคัญการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวหรือหมู่คณะมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ทำให้สังคมชุมชนมีความสมัครสมานสามัคคีเข้าใจกันยิ่งขึ้น และก็มีอีกในหนึ่งสำหรับคนทางภาคเหนือ ที่เกี่ยวข้องกับข้าวหลามนะครับ คือ ประเพณีทานข้าวจี่-ข้าวหลาม โดยในช่วงวันเพ็ญเดือน 4 เหนือ เดือน ยี่ ใต้ คือ เดือนมกราคม เป็นเดือนที่ชาวนาเก็บเกี่ยวข้าวแล้วนำไปใส่ยุ้งฉาง ชาวล้านนาไทยนิยมทำบุญทำทานก่อนที่ตัวเองจะบริโภค เพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่เทพยดา มีแม่โพสพ เป็นต้น ให้ช่วยคุ้มครองดูแลข้าวเปลือกในยุ้งฉางหลองข้าวของตน มิให้สิ่งอื่นใดมารบกวน ทำให้การกินข้างเปลือกหมดเร็ว การทำบุญทานข้าวจี่เข้าหลาม มีการทำดังนี้ การเตรียมข้าวจี่ ในสมัยโบราณชาวล้านนาไทยนิยมการทำอาหารให้สุกด้วยการจี่ การเผา การปิ้ง การย่าง เป็นส่วนมาก ไม่ใช่การทอดอย่างในปัจจุบัน ดังนั้นคนในสมัยโบราณจึงมีอายุยืนเพราะไม่มีไขมันอุดตันเส้นเลือดอย่างคน สมัยปัจจุบัน
ท้ายนี้ผมยังมีเรื่องอาหารการกินซึ่งเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมทางล้านนา มาเล่าสู่กันอีกนะครับสวัสดีครับ
เขียนโดย นายชิตพร พูลประสิทธิ์ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

หนาวๆ กลับอาหารอร่อยๆ

ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูหนาว ทางล้านนาจะมีอากาศหนาวเย็น ก็จะมีอาหารบางอย่างเท่านั้นได้เห็นกันและได้ทานกัน ซึ่งเป็นอาหารที่เกิดจากภูมิปัญญาของคนเก่าก่อนที่ช่างคิดช่างสังเกต อาหารต่างๆซึ่งมี ความเหมาะสมและลงตัวเป็นอย่างยิ่งในฤดูกาลนั้น เราจะมาดูกันครับว่าอาหารในฤดูหนาวนี้น่าจะมีอะไรบาง อย่างแรกเลยที่จะกว่าถึง เป็นอาหารสมัยก่อนต้องอาศัยสภาพอากาศที่หนาวเย็นถึงจะสามารถทำได้ แต่ปัจจุบันมีทั้งเทดโนโลยี่และการดัดแปรงส่วนผสมขึ้นทำให้สามมารถทำได้นอกฤดูกาล แต่ผมว่าก็น่าจะทานช่วงฤดูหนาวเท่านั้น อาหารชนิดนี้ก็คือ แกงกระด้าง บ้างก็เรียกว่า แกงหมูด้าง และระยะหลังยังพบว่า มีผู้เรียก แกงหมูหนาว นิยมใช้ขาหมูมาทำ เพราะเป็นส่วนที่มีเอ็นมาก เมื่อนำมาแกงจะทำให้แกงข้น เกาะตัวหรือกระด้างได้ง่าย
แกงกระด้างมี 2 สูตร คือ แกงกระด้างแบบเชียงใหม่ และ แกงกระด้างแบบเชียงราย ข้อแตกต่างของแกงสองสูตรนี้อยู่ที่ แกงกระด้างเชียงใหม่จะมีสีขาว ส่วนแกงกระด้างเชียงราย จะเป็นสีออกส้ม ๆ จากพริกแห้ง นั้นเอง บางท่านคงสงสัยโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ว่า แกงกระด้างทำไมถึงได้เป็นอาหารที่เฉพาะฤดูหนาว ก็สมัยก่อนยังไม่มีตู้เย็นนะครับ แกงกระด้างต้องใช้ความเย็นในฤดูหนาวในการจับตัวให้เป็นวุ้น แต่ในปัจจุบันนี้อย่างที่บอกแล้วว่ามีการดัดแปรงสูตรนิดหน่วยโดยนิยมใช้ผงวุ้นเย็นเป็นตัวเร่งให้แกงกระด้าง แข็งและจับตัวกันได้ดียิ่งขึ้น จึงสามารถหารับประทานได้ทุกฤดูกาลตลอดทั้งปี แต่ความคิดเห็นของผมว่า สู่แบบดั่งเดิมไม่ได้ครับ อีกประการหนึ่ง แกงกระด้าง น่าจะทานฤดูหนาวก็เพราะว่า แกงกระด้าง ให้พลังงาน ไขมัน โปรตีนสูงครับ ซึ่งจะทำให้ร่ายกายเรามีพลังงานความร้อนไว้สูงกับความหนาวเย็น ข้อนี้จะเห็นได้ชัดครับว่าเป็นภูมิปัญญาอย่างแท้จริงของคนล้านนา
อาหารอีกอย่างที่จะได้เห็นกันเฉพาะฤดูหนาว และมีช่วงสั้นเท่านั้นก็คือ ข้าวคลุกงา หรือ ข้าวหนุกงา (หนุก แปลว่า คลุกหรือนวด)มีการเรียกชื่อที่แตกต่างกันไปตามถิ่นที่อยู่อาศัย เช่น บางแห่งเรียกว่า “ข้าวงา” “ข้าวหนึกงา”หรือบางพื้นที่ก็เรียกว่า“ข้าวแดกงา” แต่กระบวนการทำและวัสดุที่ใช้ก็ไม่ต่างกันเลย ยิ่งสมัยนี้มีการประยุกต์ได้หลาย ๆ แบบ หาซื้อได้ตานตลาดทางภาคเหนือทั่วไป งาที่เอามาใช้หนุกงา หรือคลุก จะใช้ “งาขี้ม้อน” ซึ่งมีลักษณะจะเป็นงาเม็ดกลมเล็กยิบๆ เหมือนลูกปัดหรือทราย ก่อนที่จะนำงามาต๋ำก็ต้องทำการ “ตาว” เสียก่อน การตาวก็คือการคัดเอาสิ่งเจือปนที่ไม่ดีออก เช่น เศษหิน ดิน ทราย โดยเอาไปแช่น้ำ เศษต่าง ๆ จะเหลือเฉพาะงาขี้ม้อนลอยอยู่ หลังจากนั้นก็นำมาตากให้แห้งแล้วเอามาคั่วไฟให้หอมๆ นำมาต๋ำใส่เกลือเล็กน้อยคลุกเคล้ากับข้าวเหนียวนึ่งร้อน ๆ ข้าวเหนียวนึ่งต้องเป็นข้าวออกใหม่ที่บ้านเราเรียกว่า“ข้าวใหม่” ถึงจะ“ลำแต้ๆ” คนล้านนาโดยเฉพาะเด็กๆจะชอบกันมากเพราะทั้งมีคุณค่าและอร่อยเค็มๆมันๆ
คุณค่าทางอาหารของ “ข้าวหนุกงา” โดยเฉพาะทางสรรพคุณของ “งาขี้ม้อน” มีกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวสูง กรดนี้สามารถช่วยควบคุมระดับโคเลสเตอรอลไม่ให้มีมากเกินไป ป้องกันไม่ให้หลอดเลือดแข็ง จะเห็นได้ว่านี้เป็นภูมิปัญญาคนเก่าๆที่คิดไว้ ซึ่งช่วงฤดูหนาวเรามักทานอาหารที่มีไขมันเพื่อเพิ่มพลังงานแต่อาจจะ มากเกินไปอันจะทำให้มีการสะสมของโคเลสเตอรอลสูงขึ้น “ข้าวหนุกงา” ก็จะมาเป็นตัวควบคุมให้เราครับ
ท้ายนี้ผมยังมีเรื่องอาหารการกินซึ่งเป็นภูมิปัญญาของคนดั้งเดิมทางล้านนาอีกมาครับไว้ครั้งนี้ เราจะมาเล่าสู่กันฟังอีกนะครับ ครั้งขอจบเท่านี้ แต่อย่างลืม “อาหารบ้านเฮา มันลำแต้ๆ”
สวัสดีครับ
เขียนโดย นายชิตพร พูลประสิทธิ์ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำปาง

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553

ปัญหาด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม

โดย นางสาวหัทยา ตันป่าเหียง นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ
ปัญหาเด็กและเยาวชนขาดองค์ความรู้ด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม
๑. ปัญหาด้านศาสนา เด็กและเยาวชนไม่สามารถนำองค์ความรู้และหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา
มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันและแก้ไขปัญหาได้ สาเหตุอาจเกิดจากไม่ใส่ใจ ไม่ให้ความสำคัญ การห่างวัด ห่างศาสนา
หรือแม้ว่าเข้าวัดฟังธรรมก็ฟังบทสวดไม่เข้าใจเพราะเป็นภาษาบาลี หรือความเสื่อมศรัทธาในพระสงฆ์ที่ปฏิบัติตนไม่เหมาะสม สำหรับการศึกษาในสถานศึกษาหลักสูตรการศึกษาด้านศาสนา ยังเน้นในเรื่องของทฤษฏีไม่เน้นเรื่องของการปฏิบัติ หรือการใช้กระบวนการคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ เกิดกระบวนการเรียนรู้อย่างแท้จริงที่ก่อให้เกิดปัญญา ความรู้ ความเข้มแข็งทางจิตวิญญาณ หรือปัญหาด้านครอบครัวที่ขาดการบ่มเพาะเด็ก ส่งเสริม หรือเป็นแบบอย่างที่ดีในการนำหลักธรรมคำสั่งสอนทางพระพุทธศาสนามาประพฤติ ปฏิบัติตนในชีวิตประจำวัน หรือแม้แต่ปัญหาของสื่อที่ไม่เหมาะสมต่าง ๆ ที่ทำให้เด็กและเยาวชนซึมซับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ
๒. ปัญหาด้านศิลปะ เด็กและเยาวชนขาดองค์ความรู้ด้านศิลปะ และเข้าใจถึงคุณค่าซาบซึ้งในความสุนทรีย์ของศิลปะ ขาดการนำศิลปะมากล่อมเกลาเด็กและเยาวชนให้มีจิตใจที่ละเอียดอ่อน มีคุณธรรม จริยธรรมและเอื้ออาทรต่อผู้อื่น ขาดการส่งเสริม สนับสนุนให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ ทำกิจกรรม หรือแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แสดงออก แข่งขัน จัดแหล่งเรียนรู้ สนับสนุนทุนการศึกษาให้เด็กเยาวชนด้านศิลปะให้เด็กได้มีโอกาสเรียนรู้ เกิดทักษะ ได้แสดงออกเกิดความภาคภูมิใจในตนเองและเกิด
จิตวิญญาณเห็นคุณค่าด้านศิลปะอย่างแท้จริง และนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม
๓. ด้านวัฒนธรรมเด็กและเยาวชนขาดองค์ความรู้ด้านวัฒนธรรม อาทิ
-วัฒนธรรมด้านภาษา ปัจจุบันเด็กและเยาชนไทยอ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้ หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงภาษาของวัยรุ่น ศัพท์แสลงหรือคำเฉพาะกลุ่มต่าง ๆ หากนำไปใช้เพื่อสื่อสารกันเองภายในกลุ่มเล็ก ๆ คงไม่เสียหายมากนักแต่หากอยู่ในที่สาธารณะหรือใช้สื่อสารอย่างเป็นทางการ การพูดคุยกับผู้ใหญ่ หรือในการเรียนนั้นก็ควรจะต้องใช้ภาษาที่ถูกต้องทั้งในการพูด อ่านและเขียน อย่างไรก็ตามการจะให้เด็กใช้ภาษาไทยอย่างสุภาพและถูกต้องนั้น ผู้ใหญ่ พ่อแม่ ครู อาจารย์ และบุคคลสาธารณะต่าง ๆ ควรสอนและเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เด็กด้วย
ปัจจัยหนึ่งที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อการพูด เขียนภาษาไทยของวัยรุ่นคือสื่อมวลชน โดยเฉพาะ โทรทัศน์ วิทยุ และอินเทอร์เน็ท วัยรุ่นมักจะเลียนแบบออกเสียงการพูดของดารา ศิลปินนักร้อง พิธีกร ดีเจ มักพูดไทยสำเนียงฝรั่ง ใช้ภาษาพูดปนกับภาษาเขียน หรือพูดไทยคำ อังกฤษคำ หรือการแชท ในอินเทอร์เน็ท
-วัฒนธรรมการกิน ปัจจุบันท่ามกลางกระแสสังคมบริโภคที่โลกาภิวัตน์ได้นำมาซึ่งวัฒนธรรม “กิน ดื่ม ช็อป” ปัญหาเด็กและเยาวชนนิยมดื่มน้ำอัดลม อาหารฟาสฟู๊ดหรืออาหารจานด่วน แมคโดนัล พิซซ่า มิสเตอร์โดนัทKFC ขนมขบเคี้ยว ฯลฯ ทำให้เด็กไทยกลายเป็นเด็กอ้วน ขี้โรค สาเหตุจากการโฆษณา ที่ทั้งพ่อ แม่และเด็กไม่ทันตั้งตัวส่งผลต่อวิถีวัฒนธรรมบริโภคและการอบรมเลี้ยงดูเด็กยุคใหม่ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของเด็กอย่างชัดเจน
อีกปัญหาหนึ่งคือวัยรุ่นนิยมดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่ ปัญหาการขายเหล้าบุหรี่ให้นักเรียน นักศึกษาของร้านค้า และสถานบันเทิง ร้านอาหาร สวนสาธารณะ หอพัก ที่เป็นแหล่งให้วัยรุ่นมั่วสุมดื่มเหล้า สูบบุหรี่ หรือการเกี่ยวข้องกับสารเสพติด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ในมิติการบริโภค พบว่า ปัจจุบันเด็ก
และเยาวชนไทยถูกดึงดูดจากโฆษณาให้ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย นิยมแฟชั่นราคาแพงหรือของมียี่ห้อ อาทิ โทรศัพท์มือถือ นาฬิกา น้ำหอม กระเป๋าถือ เสี่ยงต่อการที่เด็กและเยาวชนจะมีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์
-วัฒนธรรมการเคารพ หรือมารยาทไทย ปัจจุบันเด็กและเยาวชนไม่น้อยที่กล่าวคำว่าขอบคุณหรือขอโทษไม่เป็น หรือการยกมือไหว้หรือกล่าวสวัสดีผู้ใหญ่ หรือการพูดไม่มีหางเสียง พูดไม่สุภาพ หยาบคาย และแสดงกริยาที่ก้าวร้าว ด่าทอ การไม่เคารพ นับถือพ่อแม่ ครู อาจารย์ ปู่ย่า ตา ยาย หรือญาติ พี่น้อง หรือแม้แต่เรื่องของมารยาทไทยต่าง ๆ เด็กและเยาวชนขาด
องค์ความรู้เรื่องของมารยาทไทยและขาดความตระหนักในการนำไปใช้ปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ปัญหาอาจเกิดจากการขาดการ บ่มเพาะ การเลียนแบบบุคคลสาธารณะ หรือ สื่อต่าง ๆ หรือคนในครอบครัว
-วัฒนธรรมการแต่งกาย ปัจจุบันวัยรุ่นไทยแต่งกายไม่เหมาะสม ตามกระแสแฟชั่น เลียนแบบดารา นักร้อง
ใส่สายเดี่ยว กางเกงขาสั้น กระโปรง กางเกงเอวต่ำ ชุดนักเรียน นักศึกษาที่ไม่เหมาะสม เสื้อรัดติ้ว กระโปรงคืบผ่าหน้า ผ่าหลัง การไม่รู้จักกาลเทศะแต่งกายที่ไม่เหมาะสมกับสถานที่
-การมีค่านิยมที่ไม่เหมาะสม เช่นการสักตามร่างกาย การเจาะอวัยวะตามร่างกายจากปัญหาดังกล่าวข้างต้น
ทุกภาคส่วนต้องหันหน้ามาร่วมกันในการเฝ้าระวัง ป้องกัน แก้ไขปัญหา ทั้งบ้าน วัด โรงเรียน หน่วยงานภาครัฐ เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือแม้แต่การบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การเฝ้าระวังปัญหาเด็กและเยาวชนท่ามกลางกระแสแห่งโลกาภิวัตน์

โดย นางสาวหัทยา ตันป่าเหียง นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ
ปัจจุบันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้สังคมทั่วโลกปรับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว มีผลให้คนในสังคม ทุกวัย ต่างตกอยู่ท่ามกลางกระแสแห่งโลกาภิวัตน์ และถูกครอบงำด้วยวัฒนธรรมตะวันตกที่หลั่งไหลเข้ามาจนยากจะต้านทานโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เยาวชน เป็นกลุ่มที่ถูกวัฒนธรรมดังกล่าวกลืนกินและหล่อหลอม จนกระทั่งเกิดปัญหารุนแรงขึ้นในสังคมอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน รวมทั้งตัวของเยาวชนเองก็กลายเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะประสบปัญหาต่าง ๆ มากขึ้น
จากผลการวิจัยเรื่อง “เด็กไทยในมิติวัฒนธรรม” ของ ดร. อมรวิชช์ นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันรามจิตติ สรุปถึงพฤติกรรมเด็กไทยในมิติต่าง ๆ ๕ เรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ
๑. ในมิติศาสนาและครอบครัว พบว่า สถานการณ์ครอบครัวไทยในปัจจุบันอ่อนแอ การจดทะเบียนสมรส มีน้อยลงแต่อัตราการหย่าร้างกลับสูงขึ้น และครอบครัวต้องดิ้นรนต่อสู้กับปัญหาคุณภาพชีวิตทำให้พ่อแม่ต้องห่างเหินกับลูก และวัยรุ่นโดยเฉลี่ยใช้เวลากับครอบครัวน้อยลง และยังห่างเหินจากสถาบันศาสนามากขึ้นด้วย จากการสำรวจพบว่าวัยรุ่นจำนวน ไม่น้อยไม่เคยไปวัดฟังเทศน์เลยในรอบ ๑ เดือน และยังไม่ค่อยได้ทำบุญตักบาตร แต่กลับเลือกที่จะไปใช้ชีวิตตามห้างสรรพสินค้า ดูหนัง คุยโทรศัพท์ หรือเล่นอินเทอร์เน็ท เพื่อพูดคุยหรือเพื่อความบันเทิงมากกว่า
๒. ในมิติของการบริโภค พบว่า ปัจจุบันเด็กและเยาวชนไทยกำลังเผชิญกับกระแส “วัฒนธรรมกิน ดื่ม ช้อป”
อันเป็นตัวเร่งให้เกิดค่านิยมบริโภคอย่างมหาศาล เด็กวัยรุ่นถูกดังดูดจากโฆษณาให้ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย นิยมแฟชั่นราคาแพงหรือของมียี่ห้อ อาทิ โทรศัพท์มือถือ นาฬิกา น้ำหอม กระเป๋าถือ รวมถึงการนิยมบริโภคของมึนเมาต่าง ๆ ก็มีอัตราที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดปัญหาอุบัติเหตุไปจนถึงการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ตั้งใจ
๓. ในมิติด้านสื่อและการแสดงออกทางเพศ พบว่านับวันจะรุ่นแรงมากขึ้น ปัจจุบันวัยรุ่นไทยมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกอายุโดยเฉลี่ยจะน้อยลงเป็นลำดับ ขณะเดียวกันยังมีค่านิยมการมีคู่นอนมากกว่าหนึ่งมากขึ้นและยังใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเซ็กส์ครั้งแรกน้อยที่สุดในโลก อีกทั้งปัญหาอาชญากรรมทางเพศของวัยรุ่นดูจะสูงขึ้นไม่ว่าจะเป็นการถูกข่มขืน การใช้พื้นที่สาธารณะในการพลอดรักมีมากขึ้น
๔. ในมิติการเสี่ยงโชค พบว่าวัยรุ่นอยู่ในวงจรการพนันมากขึ้น เช่น การพนันฟุตบอล ซึ่งสถานการณ์การพนันในหมู่วัยรุ่นมีแนวโน้มว่าจะขยายขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากค่านิยมความเชื่อว่าเป็นการลงทุนต่ำ แต่ให้ผลกำไรกลับคืนทวีคูณหากโชคดี ถือเป็นช่องทาง “รวยลัด”
๕. ในมิติแห่งความหลากหลายทางวัฒนธรรม พบว่าเด็กและเยาวชนตกเป็นเหยื่อแห่งความขัดแย้งทางวัฒนธรรม เช่น ปัญหาความแตกต่างและรอยร้าวทางวัฒนธรรมใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ การยกพวกตีกันของเด็กอาชีวะ อันเป็นการต่อต้านสังคมของเยาวชนอีกแบบหนึ่ง ปัญหาเด็กต่างชาติพันธุ์จำนวนมากที่ขาดโอกาสเข้าถึงการศึกษาและถูกละเมิด ดูถูกหรือ ข่มแหงทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนชาวเขา พม่า หรือเด็กตามชายตะเข็บชายแดน อันเป็นผลมาจากการท่องเที่ยวที่เน้น “การขายความต่างทางวัฒนธรรม” หรือใช้วัฒนธรรมเป็นสินค้าจนละเลยความเป็นมนุษย์
นอกจากนี้ ดร. อมรวิชช์ มองว่า ปัญหาพฤติกรรมของเยาวชนที่ปรกกฎอยู่เหล่านี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสภาพแวดล้อมในสังคมมีพื้นที่เสี่ยงหรือแหล่งอบายมุขมากกว่าพื้นที่ดีและสร้างสรรค์ สำหรับเยาวชนส่วนใหญ่แล้ว พื้นที่เสี่ยงที่ใกล้ตัวมากที่สุดน่าจะเป็น “ร้านเกม” ที่ปัจจุบันมีอยู่ทุกหัวระแหงมากมาย เยาวชนบางคนจึงใช้เวลาอยู่ในร้านเกมวันละกว่า ๑๐ ชั่วโมง บางรายไม่ยอมเรียนหนังสือ เสียทั้งการเรียนและเงินทอง ยิ่งไปกว่านั้นผลของการเล่นเกมทำให้เยาวชนมีสังคมแคบลง แยกตัว ไม่มีเพื่อน เกมที่รุนแรงบ่มเพาะความก้าวร้าวและเคยชินต่อการใช้ความรุนแรง ชอบเถียงและใช้ความรุนแรงและมีความคิดว่าการใช้ความรุนแรงคือความถูกต้องชอบธรรมและเป็นทางออกของการแก้ไขปัญหา ขณะเดียวกันระบบการเล่นของเกมยังได้ปลูกฝังลักษณะนิสัยของการแข่งขันและการบริโภคอย่างไม่รู้จักพอให้แก่เยาวชน ทำให้กลายเป็นคนที่ยึดตนเองเป็นที่ตั้ง และแปรผันจนกลายเป็นความเห็นแก่ตัวในที่สุด
ไม่เพียงแต่เกมออนไลน์บนหน้าจอคอมพิวเตอร์เท่านั้นที่ก่อให้เกิดพื้นที่เสี่ยงขึ้นใกล้ตัวเยาวชนและเป็นต้นตอแห่งนิสัยชอบใช้ความรุนแรง โทรทัศน์เป็นสื่ออีกชนิดหนึ่งที่สร้างพื้นที่เสี่ยงจากรายการที่ออกอากาศทั้งรายการประเภทละคร การ์ตูน ภาพยนตร์ ข่าว และโฆษณา ล้วนมีภาพของการใช้ความรุนแรงที่เยาวชนสามารถซึมซับมาเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมตนเองได้โดยง่าย
ในเวลาเดียวกัน การที่เยาวชนให้เวลาแก่เกมและโทรทัศน์รวมทั้งโทรศัพท์มากเกินไปนั้น ทำให้มีเวลา อ่านหนังสือน้อยลง ในปี ๒๕๔๘-๒๕๔๙ พบว่าเด็กและเยาวชนไทย ใช้เวลาอ่านหนังสือเฉลี่ยวันละไม่ถึง ๒ ชั่วโมง และในปี ๒๕๕๐ ก็ใช้เวลาอ่านหนังสือเฉลี่ยมากขึ้นอีกวันละประมาณ ๒๐ นาที เท่านั้น
คงไม่มีใครปฏิเสธว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สื่อสารสนเทศในปัจจุบันเปรียบเสมือน “ดาบสองคม” ที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการแสดงออกของคนในสังคมอย่างมาก โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ในขณะที่ผลสำรวจพฤติกรรมการบริโภคสื่อของเด็กและเยาวชนระบุว่าสื่อที่เป็นอันตรายนำมาซึ่งปัญหาความรุนแรงมากเป็นอันดับต้น ๆ คือ สื่ออินเทอร์เน็ท เพราะมีลักษณะเป็นพื้นที่เปิดมากกว่าเนื้อหาที่ตายตัว ต่างกับสื่ออื่น ๆ ทำให้ยากต่อการดูแล เยาวชนจึงเข้าถึงสื่อลามกทางอินเทอร์เน็ทเป็นอันดับ ๑ รองลงมาเป็นวีซีดีและหนังสือ ในอัตราส่วน ๔ ต่อ ๒ ต่อ ๑ ตามลำดับ และเมื่อเจาะลึกลงไปถึงข้อมูลการใช้ อินเทอร์เน็ท ในปี ๒๕๕๐ ประเทศไทยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ทประมาณ ๑๓.๑๕ ล้านคน ในจำนวนนี้อย่างน้อยครึ่งหนึ่งหรือราว ๖.๕ ล้านคน เป็นเด็กและเยาวชนต่ำกว่า ๒๕ ปี ขณะที่สถานการณ์เว็บไซด์ที่มีเนื้อหายั่วยุเรื่องเพศของไทย ก็มีจำนวนมากราว ๕๐๐,๐๐๐ เว็บไซด์ และสิ่งที่ระบาดเร็วที่สุดคือคลิปวีดีโอ ที่แสดงภาพนุ่งน้อยห่มน้อยของเด็กสาว ซึ่งการเผยแพร่คลิปในลักษณะนี้จะกระทำอย่างโจ่งแจ้ง มีผู้เป็นสปอนเซอร์เผยแพร่คลิปโป๊เปลือย อย่างน้อย ๒๕๐ เว็บไซด์ ผลการบริโภคสื่อที่ไม่เหมาะสมเหล่านี้ ส่งผลให้แนวโน้มของเด็กที่เคยมีเพศสัมพันธ์กับคนที่รู้จักทางอินเทอร์เน็ทเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จากอัตรา ๘.๙% ในปี ๒๕๔๙ เป็น ๑๑.๕% ในปี ๒๕๕๐ และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นถึง ๑๕ % ในปี ๒๕๕๑
จากข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า สังคมไทยในปัจจุบันได้รับผลกระทบจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สื่อสารสนเทศ รวมทั้งสื่ออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อันนำมาซึ่งความเสียหายนานัปการและกระทบต่อชีวิตและความปลอดภัยของเด็กและเยาวชนเป็นอย่างมาก

ข้อมูล จากหนังสือวัคซีนสื่อสร้างสรรค์

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553

คำบ่ะเก่าสอนไว้

คำบ่ะเก่าสอนไว้
“คำบ่ะเก่า” เป็นภูมิปัญญาทางด้านภาษาของชาวล้านนา เป็นภูมิปัญญาที่ช่วยในการอนุรักษ์
สืบทอดคำเมืองซึ่งเป็นภาษาในท้องถิ่นล้านนา ที่มาจากการสร้างสมประสบการณ์ การสังเกต นับเป็น
องค์ความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ ซึ่งเป็นคติเตือนใจ คำสอนในการดำรงชีวิต หรือแสดงถึง
วิถีชีวิตของคนในล้านนา และข้อห้ามในเรื่องต่าง ๆที่ไม่ควรปฏิบัติ เป็นคำสอนที่คนโบราณท่านสอนไว้
เป็นคติสอนใจได้เป็นอย่างดี
“อยู่หื้อมีไฟ ไปหื้อมีเพื่อน” ท่านสอนไว้ว่า “อยู่หื้อมีไฟ” หมายความว่า ในบ้านเรือนอย่าขาด
ไฟ ในเวลากลางวันเราใช้ไฟในการหุงหาอาหาร กลางคืนเราได้แสงสว่างจากไฟ และถ้าอากาศหนาวเราก็จะได้ความอบอุ่นจากไฟ หรือผิงไฟคลายหนาวให้ร่างกายอบอุ่น และไฟเป็นเครื่องเตือนสติ เมื่อจิตใจไม่สงบ
เกิดความเร่าร้อน พระท่านจะสอนให้เราพิจารณาเปลวไฟเพื่อให้เกิดสมาธิ ปัญญา ดับทุกข์ร้อนในใจ เกิดความ
สว่าง ซึ่งเป็นวิธีดับทุกข์ได้ “ไปหื้อมีเพื่อน” สอนให้เรารู้จักการอยู่ในสังคม การมีเพื่อนเราจะอยู่คนเดียวไม่ได้ บางครั้งเรามีปัญหาบางอย่างในใจแก้ปัญหาไม่ได้ แต่ถ้าเรามีเพื่อนอาจช่วยแก้ปัญหาให้เราได้ และเมื่อเดินทางไปในที่ต่าง ๆถ้ามีเพื่อนไปด้วยเราจะรู้สึกอบอุ่นไม่โดดเดี่ยว
“อดเผ็ดกิ๋นหวาน อดสานได้ซ้า” ความหมาย “อดทนกินเผ็ดไปก่อน เพื่อที่จะได้กินหวานในวันข้างหน้า ทนสานตะกร้าในวันนี้ เพื่อจะได้ใช้ตะกร้าในวันข้างหน้า” เปรียบได้ว่า คนที่มีความขยันหมั่นเพียรอดทนไม่ย่อท้อกับอุปสรรค จะทำให้มีจิตใจเข้มแข็ง ภายหลังจะประสบแต่ความสุขสมหวัง
ในชีวิต เพราะผ่านเรื่องต่าง ๆมาแล้วทำให้เป็นคนเข้มแข็งอดทน
“ก้นหม้อบ่ฮ้อน บ่เป็นแต่ไห มันเป็นแต่ไฟ บ่าใจ้กับหม้อ” ท่านสอนให้อย่าด่วนตัดสินต้อง
หาสาเหตุของปัญหา และควรพิจารณาให้รอบคอบเสียก่อน เปรียบได้ว่า เมื่อทำสิ่งใดแล้วเกิดปัญหาต้องค้นหาสาเหตุที่เกิด และการที่จะคิดทำอะไรต้องคิดไตร่ตรองก่อน จะได้ไม่เกิดผลเสียภายหลัง หรือการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด
ภูมิปัญญาของบรรพชนชาวล้านนา ไม่ว่าจะด้านใดก็ตามล้วนแฝงไปด้วยความคิดที่ชาญฉลาด
มีความลึกซึ้ง และมีเอกลักษณ์ชัดเจน ลูกหลานในยุคนี้ควรช่วยกันส่งเสริมอนุรักษ์ และนำมาเป็นคติสอนใจ
นับได้ว่าเป็นภูมิปัญญาทางวรรณกรรมท้องถิ่นที่ทรงคุณค่าอีกด้านหนึ่งด้วยที่ต้องช่วยกันสืบสานและอนุรักษ์ไว้ไม่ให้สูญหายไป

โดย นางน้ำทิพย์ มณฑาทอง นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ ปฏิบัติงานประจำอำเภอเมืองปาน
สำนักงานวัฒนธรรมอำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง
แหล่งข้อมูล สิริกร ไชยมา.ภูมิปัญญาในวิถีชีวิตล้านนา.แพร่:แพร่ไทยอุตสาหการพิมพ์, ๒๕๔๔.
(พิมม์ครั้งที่ ๒)
นิคม พรหมมาแพทย์.ผะหญาล้านนา เล่มสาม.เชียงใหม่:โรงพิมพ์มิ่งเมือง, ๒๕๔๖.

การหล่อพระพุทธรูป และระเบียบเกี่ยวกับการจำลองพระพุทธรูปสำคัญ

การหล่อพระพุทธรูป และระเบียบเกี่ยวกับการจำลองพระพุทธรูปสำคัญ
ด้วยสภาวัฒนธรรมตำบลแม่เมาะ ได้ร่วมกับเทศบาลตำบลแม่เมาะจัดประชุมปรึกษาหารือการหล่อพระพุทธรูปประดิษฐาน ณ ภูเขาไฟจำปาแดด เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๗ มกราคม ๒๕๕๓ ณ เทศบาลตำบลแม่เมาะ จึงได้มีศึกษารวบรวมข้อมูลการหล่อพระพุทธรูป และระเบียบเกี่ยวกับการจำลองพระพุทธรูปสำคัญ
พระพุทธรูป คือ สัญลักษณ์ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พุทธศาสนิกชนทุกคนกราบไหว้บูชา เป็นเสมือนเครื่องเตือนใจให้ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม
การสร้างพระพุทธรูปมี 2 ขนาด คือ พระพุทธรูปขนาดใหญ่ และพระพุทธรูปขนาดเล็ก พระพุทธรูปที่มีขนาดหน้าตัก 20 นิ้วขึ้นไป จัดว่าเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ โดยมากสร้างไว้เป็นพระประธานในโบสถ์หรือวิหาร แต่กว่าจะออกมาเป็นพระพุทธรูปหนึ่งองค์ให้เราบูชาต้องใช้เวลานานเป็นเดือนเป็นปี เหตุนี้เองช่างทำพระหรือที่เรียกว่าช่างหล่อ จึงต้องเป็นคนที่มีใจรักในงานและมีความอดทนสูง ด้วยความสลับซับซ้อนของขั้นตอนที่มีมากมายหลากหลาย งานหล่อพระพุทธรูปจึงเป็นปฏิมากรรมที่รวมเอาช่างฝีมือในหมวดช่างสิบหมู่ไว้แทบทุกแขนง ทั้งช่างปั้น ช่างหล่อหรือช่างเททอง ช่างขัดและช่างลงรักปิดทอง โดยมีลำดับการสร้างพระพุทธรูปเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้
1. ขั้นตอนการปั้นหุ่น ช่างปั้นโบราณจะใช้ดินเหนียวคุณภาพดีมีสีเหลืองเรียกว่า "ดินขี้งูเหลือม" นวดผสมกับทรายละเอียด โดยการเหยียบให้เข้ากัน จากนั้นจึงเริ่มปั้นส่วนต่างๆ ขึ้นมาเป็นองค์พระ ถ้าเป็นการปั้นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ อาจต้องปั้นส่วนต่างๆ ของพระวรกายแยกกัน เช่น นิ้วพระหัตถ์ นิ้วพระบาท พระกรรณ รัศมี และเม็ดพระศก แล้วจึงนำมาประกอบกันในภายหลัง แล้วตกแต่งองค์พระทั้งด้านนอกและแกนในให้ได้สัดส่วนสวยงามเกลี้ยงเกลาตามศิลปะสมัยนิยม เมื่อปั้นหุ่นหรือพิมพ์ได้รูปแล้วก็มาถึงขั้นตอน การเข้าขี้ผึ้ง นับเป็นงานฝีมืออีกอย่างหนึ่งที่ต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญอย่างมาก (ขี้ผึ้งทำมาจากรังผึ้งที่ต้มเคี่ยวจนนิ่มติดมือ แล้วนำไปผสมกับยางชันกรองด้วยผ้าขาวบางจนได้เนื้อขี้ผึ้งละเอียด) แช่พิมพ์ในน้ำสักพัก จากนั้นทาดินเหนียวบางๆ ทั้งสองด้านของพิมพ์เพื่อเคลือบให้ผิวดินและทรายเป็นเนื้อเดียวกัน กรอกขี้ผึ้งลงไปในพิมพ์ให้เต็มแล้วเทออกใส่อ่างน้ำ ในกระบวนการนี้ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากความร้อนจากขี้ผึ้งหลอมละลายมีอานุภาพทำให้มือและนิ้วแดงพองได้ ปั้นขี้ผึ้งที่เทลงอ่างเป็นแท่งกลมยัดลงพิมพ์ให้แน่นที่สุด ใช้มีดเฉือนขี้ผึ้งส่วนเกินออก แช่พิมพ์ลงในน้ำสักพักก็สามารถแกะแบบพระพิมพ์ขี้ผึ้งออกมาได้ ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ จะใช้วิธีตีลาย คือนำขี้ผึ้งวางบนลายพิมพ์แล้วใช้ไม้รวกบดขี้ผึ้งจนเป็นลายตัดออกมาประกอบกับองค์พระก่อนนำไปหล่อต้องทามูลวัวลงบนหุ่นพระขี้ผึ้งเสียก่อน เพื่อให้เนื้อของแบบพิมพ์เรียบสนิท ที่สำคัญคือช่วยรักษาความชัดเจนของรูปร่างและลวดลายขององค์พระไว้อย่างดีด้วย (ส่วนผสมที่เรียกว่ามูลวัว คือ การนำมูลวัวสดๆ มาคั้นเอาแต่น้ำ กรองด้วยผ้าขาวบาง จากนั้นนำมาผสมกับดินนวล) ทามูลวัวลงบนหุ่นพระขี้ผึ้งซ้ำไปซ้ำมา 3 ชั้น ตอกทอยเข้าไปในหุ่นเพื่อรับน้ำหนักให้สมดุลกัน (ทอยส่วนใหญ่มักทำด้วยเหล็ก) หุ่นที่ทามูลวัวเมื่อแห้งดีแล้วนำมาพอกด้วยดินเหนียวผสมทรายให้ทั่วอีกรอบ ก่อนนำออกผึ่งลมหรือตากแดดให้แห้งสนิท
๘กรรมวิธีต่อไป คือ การเข้าลวด ขั้นตอนนี้เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญเพราะลวดที่พันรอบหุ่นคือเกราะป้องกันการแตกตัวของดินเมื่อได้รับความร้อน หุ่นพระจะเสียหายและอาจต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่หากดินแตก เมื่อผูกเหล็กเรียบร้อยแล้ว นำดินเหนียวพอกทับแม่พิมพ์อีกครั้งให้มิดลวด ขั้นตอนนี้เรียกว่า ทับปลอก จากนั้นจึงปั้นปากจอกหรือชนวนปิดบริเวณปากทางที่จะเททอง
2. ขั้นตอนการหล่อพระพุทธรูป
ภาษาช่างเรียกขั้นตอนการหล่อพระพุทธรูปว่า "การเททอง" หมายถึง การสุมทองหรือหลอมโลหะ เช่น ทองเหลือง ทองแดง ทองสัมฤทธิ์ ให้ละลายเป็นของเหลวแล้วเทโลหะหรือทองนั้นลงในแม่พิมพ์ การหลอมโลหะนับเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยเวลาและความอดทน โดยเฉพาะทองแดงต้องใช้เวลาหลอมละลายไม่ต่ำกว่า 10 ชั่วโมง การหล่อพระนิยมใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิงเผาหุ่นและใช้ถ่านเป็นเชื้อเพลิงในการหลอมโลหะ ก่อนเททองต้องทำการสุมไฟหุ่นให้ร้อนจัดเพื่อสำรอกขี้ผึ้งที่ปั้นเป็นหุ่นอยู่ภายในหลอมละลายไหลออกมาจากแม่พิมพ์ทางช่องชนวนจนหมด และเผาแม่พิมพ์ต่อไปจนสุกพร้อมที่จะเททองหล่อพระได้ การหล่อพระพุทธรูปขนาดใหญ่ต้องทำนั่งร้านสำหรับเททอง พระพุทธรูปที่มีขนาดใหญ่หรือมีความสูงมากๆ จะใช้วิธีหล่อเป็นสองท่อนแล้วนำมาประกบกัน เมื่อเผาแม่พิมพ์ได้ที่ขณะเดียวกับทองที่หลอมในเบ้าละลายดีแล้ว ก็เตรียมยกเบ้าทองไปเทลงในแม่พิมพ์ได้เลย การเททองต้องเทติดต่อกันมิฉะนั้นจะไม่ต่อเป็นเนื้อเดียว
ภายหลังการเททองเสร็จแล้วต้องปล่อยให้ทองในแม่พิมพ์เย็นตัวจึงจะจัดการทุบแม่พิมพ์ดินออกได้ รื้อแก้ลวดที่รัดแม่พิมพ์ออกให้หมด ถอนหรือตัดทอยออกแล้วใช้ตะไบหยาบขัดให้ทั่วทุกมุม พระพุทธรูปสำเร็จก็จะปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด
2.. ขั้นตอนการขัดแต่งพระพุทธรูป
พระพุทธรูปเมื่อทุบแม่พิมพ์ออกแล้วผิวพื้นขององค์พระจะไม่เรียบ มีคราบเผาไหม้ปรากฏอยู่โดยทั่ว ดังนั้น เมื่อทำการหล่อแล้วจึงต้องมีการขัดแต่งผิวให้มันเงา ขั้นตอนการขัดมันในปัจจุบันนิยมใช้เครื่องขัดกดจี้กับองค์พระจนผิวเรียบเกลี้ยง จากนั้นเปลี่ยนผ้าขัดเงาให้เป็นผ้าที่มีความนิ่มปุยขัดต่อโดยใช้ยาขัดเงาสีแดงเป็นตัวเพิ่มความแวววาว จากนั้นจึงลงรักปิดทองด้วยการนำองค์พระล้างน้ำให้สะอาดก่อนลงรัก ใช้น้ำรักผสมสมุกบดให้เข้ากันจนข้นแข็งไม่ติดมือ นำน้ำรักมาเกลี่ยให้ทั่วองค์พระปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 10-20 วัน เมื่อรักแห้งสนิทขัดอีกครั้งด้วยกระดาษทรายลบสันคมและรอยคลื่นออกให้เกลี้ยงเกลา ล้างน้ำให้สะอาดทิ้งไว้ให้แห้ง เมื่อองค์พระแห้งแล้วใช้แปรงจุ่มลงทาให้ทั่ว ผึ่งลมรอจนแห้งแล้วใช้น้ำรักทาทับอีกครั้ง คลุมองค์พระด้วยผ้าชุบน้ำทิ้งไว้ประมาณ 10 ชั่วโมง แล้วเปิดออกดู เมื่อน้ำรักไม่ติดมือก็ถือว่าใช้ได้ ปิดทองแล้วเกลี่ยให้ทั่วตลอดองค์ เมื่อเสร็จสมบูรณ์ก็มาถึงพิธีการเบิกพระเนตร สำหรับตาดำนิยมใช้นิลดำทำเป็นรูปทรงไข่ ตาขาวใช้เปลือกหอยมุกไฟ ปอกเปลือกนอกออก แต่งด้วยตะไบแล้วนำไปติดโดยใช้น้ำรักผสมสมุก (ใบตองแห้งเผาแล้วนำมาร่อนจนละเอียด) ตาหนึ่งข้างจะติดที่หัวตา 1 อัน และหางตาอีก 1 อัน ขณะใส่ตานิลต้องท่องคาถาคำว่า "ทิพจักขุ จักขุ ปะถัง อาคุจฉาติ" เป็นอันเสร็จพิธีการปั้นและหล่อพระพุทธรูป
ระเบียบเกี่ยวกับการจำลองพระพุทธรูปสำคัญ
สำหรับการหล่อพระพุทธรูปนั้น หน่วยงานหรือผู้ที่มีความประสงค์จะจำลองพระพุทธรูปสำคัญจะต้องปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการก่อสร้างอนุสาวรีย์แห่งชาติและการจำลองพระพุทธรูปสำคัญ พ.ศ.2520 โดยจะต้องทำหนังสือแจ้งความประสงค์ขออนุญาตดำเนินการจำลองพระพุทธรูปสำคัญ เสนอถึง อธิบดีกรมศิลปากรพิจารณาอนุญาตดำเนินการ โดยแนบเอกสารดังนี้
1) ชื่อและประวัติความสำคัญของพระพุทธรูปที่ขอจำลอง
2) เหตุผลและวัตถุประสงค์ในการขอจำลองพระพุทธรูปที่จำลองแล้ว
3) รูป ลักษณะ ขนาด หรือแบบรายการของพระพุทธรูปที่จำลองแล้ว
4) จำนวนที่ขอจำลอง และชนิดของวัสดุที่ใช้จำลอง
5) รายละเอียดอื่นๆ รวมทั้งชื่อหน่วยงาน บุคคล หรือนิตบุคคลที่รับผิดชอบดำเนินการจำลองพระพุทธรูปสำคัญ

ที่มาข้อมูล
1.ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการก่อสร้างอนุสาวรีย์แห่งชาติและการจำลองพระพุทธรูปสำคัญ พ.ศ.2520
2.www.aksorn.com3.หนังสือกินรี ฉบับเดือนเมษายน 2003 หน้า 60 - 72

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2553

เรื่อง ประวัติเจ้าพ่อขุนตาน
ดวงสมร ขอบคำ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ
ในเรื่องเล่าที่เป็นตำนานถือว่าเป็น “มุขปาฐะ” การบันทึกแบบจารีตประเพณีที่เล่าสืบต่อถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น โดยมีพยานหลักฐานเป็นสถานที่ พิธีกรรมรวมถึงแหล่งน้ำอันเป็ทรัพยากรธรรมชาติ บนความเชื่ออย่างอิสสระและชอบธรรม “เจ้าพ่อขุนตาน” นามนี้เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ ที่คนลุ่มน้ำแม่ตานต่างให้ความเคารพยำเกรงและเชื่อมั่นว่าท่านเป็นผู้ที่สามารถปกปักรักษาและดลบันดาลให้น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ไหลหล่อเลี้ยง พอเพียงแก่การดื่มกินและทำนา“เจ้าพ่อขุนตาน”ตำนานจากการสืบค้นของนายอุดม สืบหล้าอดีตศึกษาธิการอำเภอห้างฉัตรความว่า เจ้าพ่อขุนตานมีพระนามว่า “พญาเบิก”เป็นเจ้าเมืองเขลางค์นครและเป็นเจ้าเมืองเวียงตานในอำเภอห้างฉัตร เป็นราชบุตรของพญายีบา ผู้ครองนครหริภุญไชย (ลำพูน) ในปี พ.ศ.๑๘๑๔กองทัพของพญามังราย เจ้าเมืองเชียงรายและเจ้าเมืองฝาง ได้ยกไพร่พลมาตีเมืองหริภุญไชย(ลำพูน)และยึดได้ พญายีบาจึงเสด็จหนีไปพึ่งพญาเบิกผู้เป็นราชบุตร ได้สะสมไพร่พลวางกำลังตีสกัดทัพพญามังราย การสู้รบที่เมืองต้านศึกและตามแนวขุนเขาเป็นการสู้รบอย่างหนักในที่สุดก็พ่ายแพ้ทัพพญามังราย พญาเบิกเป็นยอดนักรบ คงกระพันชาตรี มีกุศโลบายในการวางผังรบอย่างฉกาจฉกรรจ์ นับว่าเป็นอัจฉริยะในการรบอย่างยิ่ง เพื่อเทิดทูนพญาเบิกหรือเจ้าพ่อขุนตาน จึงได้จัดสร้างอนุสาวรีย์ขึ้น เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๒๘ ณ หมู่บ้านหัววัง หมู่ที่ ๕ ตำบลเวียงตาล อำเภอห้างฉัตร ในสมัยร้อยตรีไพโรจน์ ประภาสวัต เป็นนายอำเภอห้างฉัตร และทุกปีชาวอำเภอห้างฉัตร จะร่วมกันจัดพิธีบวงสรวงเจ้าพ่อขุนตาน ตามพิธีกรรมล้านนา ณ อนุสาวรีย์เจ้าพ่อขุนตาน เพื่อเป็นเกียรติประวัติและระลึกคุณงามความดีของท่าน นักรบชื่อก้องของอำเภอห้างฉัตร และในช่วงแต่ละเดือน จะมีประเพณีและพิธีกรรม ในการบวงสรวงเจ้าพ่อขุนตานไม่เหมือนกัน ดังนี้
ประเพณีที่เกี่ยวข้องกับเจ้าพ่อขุนตาน
- เดือน ๕ ออก ๖ ค่ำ ถวายไก่ ๑๒ คู่ ณ หอเจ้าพ่อขุนตาน
- เดือน ๖ ออก ๑๕ ค่ำ ถวายปลาส้าจากวังอี่นาครั้งละ ๒๘ ตัว ณ หอเจ้าพ่อขุนตาน
- เดือน ๗ วันพญาวัน แห่หอผ้ากัณฑ์เทศน์เจ้าพ่อขุนตานไปถวายวัดห้างฉัตร
- เดือน ๗ วันพญาวัน ถวายปลาส้าจากโหลงใหม่ครั้งละ๓๖ตัว ณ หอเจ้าพ่อขุนตาน
- เดือน ๗ วันปากปี จุดบอกไฟถวายเจ้าพ่อ
- เดือน ๘ ออก ๑๕ ค่ำ แห่หอผ้าไปถวายงานประเพณีวัดพระธาตุดอยน้อย(สันทราย)
- เดือน ๘ แรม ๘ ค่ำ แห่หอผ้าไปถวายงานประเพณีวัดพระธาตุดอยนาย(ปางม่วง)
- วันที่ ๑๒ พฤษภาคมทุกปี ประเพณีบวงสรวงเจ้าพ่อขุนตาน ณ อุทยานประวัติศาสตร์
เจ้าพ่อขุนตาน เวียงตาน
- เดือน ๙ ออก ๑๔ ค่ำ ประเพณีแห่ช้างเผือกจากพญาท้ายน้ำ บ้านลำปางหลวง
ไปแท่น ช้างเผือกเวียงลม
- เดือน ๙ ออก ๑๕ ค่ำ ถวายไก่ ๑๒ คู่และจุดปอกไฟถวาย ณ หอเจ้าพ่อขุนตาน
- เดือน ๑๐ แรม ๗ ค่ำ ถวายไก่ ๑๒ ตัว หมู ๑ ตัว พิธีไขประตูดอย ริมฝั่งน้ำแม่ตานใกล้
วัดพระธาตุดอยนาย(ปางม่วง)
- เดือน ๑๐ แรม ๑๓ ค่ำ เลี้ยงเหล้า และไก่ ๒ ตัว แด่อารักษ์ผู้รักษาต้น และลำห้วยพิธีเลี้ยง
ห้วยเลี้ยงฮ่อง ณ สบต่าง ๆ จำนวน ๕ สบ จนถึงเทือกเขา
ขุนตาน
- เดือน ๑๐ แรม ๑๔ ค่ำ ถวายไก่ ๑๒ ตัว หมู ๑ ตัว ณ สบลอง บ้านปางปง
--------------------
อ้างอิงจาก : โครงการสืบค้นประวัติศาสตร์วัฒนธรรม ตำนานเจ้าพ่อขุนตาน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนบ้านห้างฉัตร ตำบลห้างฉัตร อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง