วันอังคารที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

องค์ความรู้เรื่องการสานชะลอม

"""""""""ชะลอม จัดเป็นเครื่องจักสานอีกประเภทหนึ่งถือเป็นงานหัตถกรรม ที่แสดงให้เห็นถึง
ภูมิปัญญาอันเฉลียวฉลาดของคนในท้องถิ่นในชนบทที่สามารถนำอุปกรณ์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติมาประยุกต์เป็นวัตถุดิบ เพื่อประดิษฐ์เครื่องใช้ในการดำรงชีวิตประจำวัน โดยเน้นประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก ชะลอมเป็นภาชนะสานโปร่งด้วยลายเฉลว ก้นเป็นรูป 6 เหลี่ยม ตัวกลม ที่ปากจะเหลือตอกไว้ สำหรับมัดปิดของที่อยู่ภายใน และใช้เป็นที่หิ้วไปด้วย ชะลอมจะมีความสูงโดยประมาณ 25 - 30 ซ.ม. ชะลอมใช้ใส่ข้าวของสำหรับเดินทางซึ่งได้แก่ พวก ผลไม้ และของแห้งต่าง ๆ
วัสดุอุปกรณ์
๑) ตอกที่จักสำเร็จกว้าง 1 ซ.ม. ยาว 180 ซ.ม. 12 เส้น ๒)หวายเทียมยาวประมาณ 2 เมตร 1 เส้น
๓) ตัวหนีบขนาดกลาง 6 ตัว


ขั้นตอนการสานชะลอม
ขั้นที่ 1 นำตอกมาวางซ้อนกันเป็นรูปกากบาทโดยให้เส้นที่ 1 ด้านบนทแยงไปทางซ้ายมือ
ตอกเส้นที่ 2 ด้านบนทแยงไปทางขวามือ
ขั้นที่ 2 นำตอกมาสอดสลับทั้ง 2 ด้านให้ตอกแนวขวางเส้นที่ 1 ด้านบนทับเส้นขวามือและสอดใต้เส้นซ้ายมือ
ขั้นที่ 3 นำตอกมาทับเส้นแนวขวางเส้นล่างแล้วสอดเส้นแนวขวางด้านบนจากนั้นนำมาทับเส้นแนว ทแยง
ขั้นที่ 4 นำตอกเส้นที่ 5 มาสอดเส้นแนวขวางด้านล่าง ทับเส้นแนวขวางด้านบนจากนั้นสอดเส้นแนวทแยง
ขั้นที่ 5 นำตอกเส้นที่ 6 มาทับเส้นแนวทแยงขวาง แล้วสอดเส้นแนวขวางด้านล่างทับเส้นแนวทแยง เส้นที่ 2 สอดเส้นแนวขวางด้านบน
ขั้นที่ 6 ยกตอกเส้นแนวทแยงขวางเส้นที่ 2 ทับเส้นแนวขวางด้านล่าง
ขั้นที่ 7 นำตอกเส้นที่ 7 มาสอดใต้เส้นทแยงทางขวามือด้านล่าง ทับเส้นที่ 2 สอดเส้นแนวขวางด้านล่าง ทับเส้นแนวขวางด้านบน
ขั้นที่ 8 นำตอกเส้นที่ 8 มาสอดเส้นแนวตั้งเส้นที่ 1 ทับเส้นแนวตั้งเส้นที่ 2 สอดเส้นแนวทแยงทับ เส้นแนวตั้งเส้นที่ 3 สอดเส้นแนวทแยงเส้นที่ 2 ยกเส้นแนวตั้งเส้นที่ 3 ทับเส้นแนวทแยง เส้นที่ 1
ขั้นที่ 9 นำตอกเส้นที่ 9 สอดเส้นแนวขวางด้านบนทับเส้นที่ 2 สอดใต้เส้นแนวตั้งเส้นที่ 1 ทับเส้น แนวขวางด้านล่าง สอดใต้เส้นแนวตั้งเส้นกลางทับเส้นแนวตั้งยกเส้นแนวขวางด้านล่างทับ เส้นแนวตั้งเส้นแรก
ขั้นที่ 10 นำตอกเส้นที่ 10 สอดใต้เส้นแนวตั้งเส้นแรกทับเส้นที่ 2 สอดเส้นแนวทแยงด้านล่างทับ เส้นแนวตั้งเส้นที่ 3 สอดเส้นแนวทแยงเส้นกลางเส้นที่ 2 ทับ เส้นแนวทแยงเส้นที่ 3 ยกเส้นแนวตั้งเส้นที่ 1 ด้านขวามือทับเส้นแนวทแยงด้านล่าง
ขั้นที่ 11 นำตอกเส้นที่ 11 มาสอดใต้เส้นแนวทแยงด้านล่าง (เส้นที่ 1) ทับเส้นแนวทแยงด้านล่าง (เส้นที่ 1) ทับเส้นแนวทแยงเส้นที่ 2 สอดเส้นแนวขวางด้านล่างทับเส้นแนวทแยงด้านบน สอดเส้นแนวขวางเส้นที่ 2 ด้านล่าง ทับเส้นที่ 2 ด้านบน สอดเส้นแนวขวางด้านบนเส้นที่ 1
ยกเส้นแนวทแยงด้านบนทับเส้นแนวขวางด้านล่าง
ขั้นที่ 12 นำตอกเส้นที่ 12 สอดเส้นแนวขวางด้านล่างเส้นที่ 1 ทับเส้นที่ 2 สอดเส้นแนวตั้งด้านขวามือ ทับเส้นแนวขวาง ด้านบนเส้นที่ 2 สอดเส้นแนวตั้งเส้นที่ 2 ด้านขวามือ ทับเส้นแนวขวาง เส้นแรกด้านบนสอดเส้นแนวตั้งเส้นที่ 2 ด้านซ้ายมือทับเส้นแนวตั้งทางขวามือ ยกเส้นแนว ขวางด้านบน เส้นที่ 2 ทับเส้นแนวตั้งทางขวามือเส้นแรก
ขั้นที่ 13 ยกเส้นข้างริมแนวขวางทั้ง 2 เส้นทับเส้นแนวทแยงด้านบน สอดเส้นแนวขวาง เส้นที่ 2 ด้านล่าง
ขั้นที่ 14 ยกเส้นริมอีกเส้นทับเส้นแนวขวางเส้นที่ 2 นำเส้นริมทั้ง 2 มุม แนวขวางมาไขว้กัน เป็นรูปกากบาท ยกเส้นที่ 2 แนวขวางด้านบน ทับส้นริมด้านล่าง (แนวขวาง)
ขั้นที่ 15 ยกเส้นริมด้านบนทับเส้นแนวขวางเส้นที่ 2 ด้านล่าง
ขั้นที่ 16 ทำเหมือนกันทุกด้าน
ขั้นที่ 17 จับสองเส้นคู่กากบาทที่เหลือไขว้กันถักต่อขึ้นไปเรื่อย ๆ เหมือนกันทุกด้าน
ขั้นที่ 18 เมื่อสานชะลอมเสร็จแล้ว รวบทำหูหิ้วชะลอมโดยรวบตอกที่สานข้างละ 6 เส้นแล้วใช้หวายเทียมพันให้สวยงาม
ขั้นที่ 19 รวบทำหูหิ้วชะลอมโดยรวบตอกที่สานข้างละ 6 เส้น
ขั้นที่ 20 จากนั้นใช้หวายเทียมพันให้สวยงาม

โดย รัตนา

วันจันทร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

สนสะพายควาย


การสนสะพายควาย เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้าน ซึ่งใช้บังคับกระบือที่มีกำลังมหาศาล ให้เชื่อฟังและเชื่อง เกษตรกรได้เรียนรู้จากประสบการณ์การเลี้ยงกระบือพบว่า จุดอ่อนของกระบืออยู่ตรงกลางเนื้อจมูก ระหว่างรูจมูก ๒ ข้าง เมื่อเจาะทะลุรูจมูก ๒ ข้าง สนสะพายด้วยเชือก จะสามารถบังคับกระบือไปในทิศทางที่ต้องการได้ และบังคับการปฏิบัติงานได้สะดวก สนสะพายหมายถึง การใช้เชือกร้อยผ่านระหว่างรู จมูกของควาย อ้อมผ่านใต้ใบหูควาย และผูกบริเวณด้านหลังท้ายทอยด้วยเงื่อนตายในความตรึง หรือหย่อนของเชือกที่เหมาะสม ส่วนเชือกผูกรอบคอนั้นจะเป็นอุปกรณ์ในการบังคับไม่ให้เชือกสน สะพายหลุดไปด้านหน้าของใบหู ซึ่งจะทำให้เชือกสนสะพายนั้นหย่อน ทำให้การบังคับควายยาก และอาจเป็นอันตรายกับควายได้หากควายเหยียบเข้าไปในเชือกสนสะพาย ขั้นตอนการทำสนสะพายมีดังนี้
การเจาะจมูกควาย เมื่อมีอายุและขนาดที่เหมาะสมใช้งานต้องนำควายมาเจาะจมูกเพื่อร้อยเชือกสนสะพาย โดยใช้อุปกรณ์การเจาะ เช่น ไม้ไผ่แหลมขนาดปากกา เหล็กแหลม ซึ่งสะดวกและสามารถสอดเชือกผ่านได้ง่าย ก่อน ใช้อุปกรณ์ดังกล่าวควรลนไฟเพื่อป้องกันการติดเชื้อซึ่งจะทำให้แผลที่เจาะไม่อักเสบ บริเวณที่จะเจาะจมูกคือหนังจมูกที่กั้นกลางระหว่างรูจมูกทั้ง ๒ ข้าง จุดที่บางที่สุด บริเวณนี้เมื่อเจาะเสร็จแล้วจะ มีเลือดออกบ้างเล็กน้อยและแผลไม่อักเสบ การบังคับควายง่าย แต่ในทางกลับกันถ้าหากเจาะไม่ ตรงจุด เช่น เจาะลึกเข้าไปด้านในอาจโดนกระดูกอ่อนภายในจมูก จะทำให้เกิดการอักเสบและ เจ็บปวด การบังคับควายก็จะยาก เพราะควายจะมีความรู้สึกเจ็บอย่างเดียว หรือถ้าเจาะออก ทางด้านหน้ามากเกินไปจะทำให้ควายบังคับยาก ดึงไม่หยุด ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “จมูกแข็ง หรือ ดื้อเชือก” นั่นเอง
การร้อยเชือกสนสะพาย เชือกที่จะใช้ทำสนสะพายจะต้องมีขนาดที่เหมาะสมกับขนาดของควาย ถ้าหากควายมีขนาดอายุ ๒-๓ ปี ควรใช้ขนาดเล็กกว่าดินสอหรือขนาดของดินสอ เชือก ควรจะมีความยืดหยุ่นเล็กน้อย เช่น เชือกไนลอน เป็นต้น ถ้าหากเชือกไม่มีความยืดหยุ่นเลย เชือกจะ ไม่คืนตัวเมื่อเราดึง และจะบาดจมูกควายมากขึ้น ส่วนขนาดของความยาวนั้นขึ้นอยู่กับขนาดของ ควาย การสอดเชือกผ่านรูที่เจาะไว้นั้นจะใช้ปลายเชือกเผาไฟแล้วบีบทำให้เหลมเพื่อสอดผ่านได้ ง่าย หรือใช้ลวดร้อยนำ การผูกเชือกสนสะพายจะต้องไม่ตึงหรือหย่อนเกินไป โดยจะผูกเป็นเงื่อนตายไว้บริเวณหลังท้ายทอย ระวังอย่าให้ปมเชือกที่ผูกเลื่อนลงไป อุดรูจมูกเพราะจะทำให้หายใจไม่สะดวก และเกิดการหมักหมมของน้ำมูก ซึ่งจะทำ ให้เกิดกลิ่นเหม็น และควรมีการ เลื่อนขยับเชือกสนสะพายทุกวัน เพื่อไม่ให้ เกิดการหมักขมมของน้ำมูก

ที่มา : www.kwaithai.com

โดย หัทยา ตันป่าเหียง นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

โรคลมแดด หรือ “ช็อคแดด”

............โรคลมแดด หรือที่การแพทย์เรียกว่า ฮีต สโตรก (Heat stroke) เป็นภาวะวิกฤตของร่างกายที่ไม่สามารถควบคุมความร้อนได้ โรคลมแดดเกิดจากการได้รับความร้อนมากเกิน ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลัง หรือเล่นกีฬาในภาวะอากาศร้อนจัดเป็นเวลานาน อาจเกิดขึ้นได้แม้ผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง เป็นความผิดปกติที่รุนแรงมากที่สุด ทำให้สมองไม่ทำงาน ไม่สามารถควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ เช่น ระบบประสาทส่วนกลาง การทำงานของตับและไตรวมทั้งสูญเสียวามสามารถ ในการควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย ทำให้อุณหภูมิของร่างกายเพิ่มสูงขึ้นผิดปกติเกิน ๔๐ องศาเซลเซียส ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องให้การรักษาอย่างรีบด่วน เนื่องจากมีโอกาสเสียชีวิต ๑๗ - ๗๐ เปอร์เซ็นต์ อาการสำคัญ ได้แก่ ตัวร้อนจัด เพ้อ หรือหมดสติ ชีพจรเต้นเร็ว ความดันเลือดลดลง ช็อก ผิวหนังแห้งและร้อน ระดับความรู้สึกตัวลดลง การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ล้มเหลว กระสับกระส่าย เอะอะ ก้าวร้าว หมดสติ เกร็ง ชัก โดยกลไก
การทำงานของร่างกายหลังจากที่ได้รับความร้อน จะมีการปรับตัวโดยส่งน้ำหรือเลือดไปเลี้ยงอวัยวะภายใน เช่น สมอง ตับ และกล้ามเนื้อ เป็นต้น ทำให้ผิวหนังขาดเลือดและน้ำไปหล่อเลี้ยง จึงไม่สามารถระบายความร้อนออกจากร่างกายได้ ทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น ตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อยๆ
..............สัญญาณสำคัญของโรคนี้ คือ ไม่มีเหงื่อออก ตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ที่เป็นจะกระหายน้ำมาก ปวดศีรษะ มึนงง วิงเวียน คลื่นไส้ หายใจเร็ว อาเจียน ต่างจากการเพลียแดด หรือเป็น ลมแดดทั่วไป ที่จะพบมีเหงื่อออกด้วยเมื่อเกิดอาการดังกล่าวจะต้องหยุดพักทันที ถ้าไม่ได้รับการดูแลรักษาทันท่วงที จะทำให้เสียชีวิตได้
..............ในการช่วยเหลือผู้ที่มีอาการเป็นลมแดด ให้นำผู้ที่มีอาการเข้าร่ม นอนราบ ยกเท้าสูง เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ถอดเสื้อผ้าออก ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบตามซอกตัว คอ รักแร้ เชิงกราน ศีรษะ ร่วมกับการใช้พัดลมช่วยเป่าระบายความร้อน หรือเทน้ำเย็นราดลงบนตัวเพื่อลดอุณหภูมิของร่างกายให้ต่ำลงโดยเร็วที่สุด และรีบนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาโดยเร็วที่สุด ในรายที่อาการยังไม่มากควรให้ดื่มน้ำ เปล่าธรรมดามาก ๆ

.... ขอขอบคุณข้อมูลดีมีประโยชน์จาก Arunsawat.com…..
โดย รัตนา เกิดเวียงใหม่ หัวหน้าฝ่ายบริหารทั่วไป

วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553



.................วัดถ้ำน้ำผ่าผางาม ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ ๒ ตำบลพระบาทวังตวง อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง เป็นถ้ำธรรมชาติที่กว้างขวาง มีความยาว ๓๐๒ เมตร มีทางวกไปวนมาและมีความลึกมาก ภายในถ้ำ มีน้ำไหลผ่านและมีหินงอกหินย้อยที่สวยงามตระการตาอาการปลอดโปร่ง ถ่ายเทดี มีจุดชมธรรมชาติ และหินงอก หินย้อยรูปร่าง แปลกๆสวยงามที่สุดแห่งหนึ่ง หินงอกสีขาวรูปคล้ายเจ้าแม่กวนอิม ที่นักทัศนาจรชอบไปขอโชคลาค ซึ่งปัจจุบันได้มีการส่งเสริม ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของ อำเภอแม่พริก ระยะทางห่างจากถนนสายเอเซีย ๒ ถนน ๔ เลน ประมาณ ๑๐๐ เมตร ขณะนี้ได้รับการ ปรับปรุงทางเข้าเป็นถนนคอนกรีตทางขึ้นเยี่ยมชมภายในถ้ำมีบันไดปูนทอดยาวถึงปากถ้ำ บรรยากาศภายในตัวถ้ำ สวยงาม ตาม ธรรมชาติ อากาศเย็นสบาย โดยจะมีวัดอยู่บริเวณทางขึ้น มีไฟฉายให้บริการ ชมหินงอกสีขาวรูปคล้ายเจ้าแม่กวนอิม ที่นักทัศนาจรชอบไปขอโชคลาภ สำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไป จังหวัดลำปาง จังหวัดเชียงใหม่จะแวะเยี่ยมชมก็สะดวกมาก เพราะ เป็นทางผ่านอยู่แล้ว


แหล่งข้อมูล : http://www.prabatwangtuang.ob.tc/


โดย อนุวัต ปราชญ์เวทย์ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

เล่าขานตำนานบ้านโป่งขวาก ตำบลแม่สัน อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง

"""""""""อำเภอห้างฉัตร มีชุมชนหลากหลายเชื้อชาติ ที่รวมตัวกันอยู่ในพื้นที่อำเภอห้างฉัตร ในวันนี้
จะเล่าถึงชนเผาลั้ว ที่มาอาศัยอยู่ตำบลแม่สัน อำเภอห้างฉัตร พอประมาณ ดังนี้
ชาวบ้านโป่งขวากในปัจจุบัน สืบเชื้อสายมาจากชนเผ่าลั๊วะ ซึ่งเดิมที่อาศัยอยู่ในแคว้นสิบสองปันนา
ในประเทศพม่า ซึ่งต่อมาถูกพม่าตีแตกพ่าย จึงพากันอพยพมาอาศัยอยู่ที่ห้วยน้ำอุ่น อยู่ในเขตตำบลเสริมขวา อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปางในปัจจุบัน ชนเผ่าลั๊วะดั้งเดิม เป็นชนเผ่าที่ไม่อยากพบปะผู้คนแปลกหน้า ไม่ชอบสุงสิงกับใคร รักสงบ สันโดษ จะอยู่อาศัยรวมแต่พวกของตนเองเท่านั้น ต่อมามีกลุ่มคนไทย (ลื้อ) ชอบบังคับขู่เข็ญ ให้เข้าร่วมประชุม หรืออบรมตลอดจนบังคับให้เอาเด็กหญิงที่มีอายุ 14 – 15 ปี
ไปเป็นภรรยาจึงเกิดความไม่พอใจ ไม่ยอมทำตาม จึงพากันอพยพหนีมาอยู่ริมน้ำห้วยแม่คราว ( บ้านแม่ยามเหนือ
ในปัจจุบัน ) อยู่ได้ระยะหนึ่ง พวกคนไต ( คนไทย ) ก็ตามมารังควานอีก จึงได้พากันอพยพมาอาศัยอยู่ที่สบแม่สัน
( บริเวณลำห้วยแม่สันและลำห้วยแม่ยาวไหลมาบรรจบกัน ) ต่อมาเจ้าเมืองลำพูน ได้ทราบข่าวว่าพวกลั๊วะ ได้อพยพมาอยู่ที่นี่ จึงได้ประกาศออกคำสั่งกับพวกคนไต ( คนไทย) ห้ามไปยุ่งกับพวกลั๊วะอีก ให้เขาอยู่ที่นั่นแหละ หลังจากนั้นเจ้าเมืองลำพูน ได้ออกคำสั่งให้ผู้เฒ่าผู้แก่ของพวกล๊วะไปเข้าเฝ้าท่านเจ้าเมืองลำพูน ให้เข้าพบปะพูดจากันและนำของป่าไปถวายท่าน ด้วยความที่เจ้าเมืองลำพูนเป็นผู้ที่มีอัธยาศัยไมตรีดี เป็นคนขี้เล่น คุยสนุกสนาน เป็นที่ถูกอกถูกใจซึ่งกันและกัน ชาวล๊วะจึงมีความรู้สึกที่ดีต่อคนไทยชนอื่นๆ และได้เข้าร่วมประชุมร่วมกับชนอื่นๆด้วย ถึงแม้จะถูกดูหมิ่น ล้อเลียนบ้างก็ตาม ดังนั้นชนเผ่าลั๊วะหรือชาวบ้านโป่งขวาก จึงได้อยู่อาศัยและตั้งถิ่นฐาน อยู่ที่นี่จนถึงปัจจุบัน
"""""""""ที่มาของชื่อหมู่บ้าน “ โป่งขวาก ”
ตามเรื่องที่เล่าสืบต่อกันมาว่า ... พระยาแก้ว เจ้าผู้เป็นหัวหน้าเมืองชื่อเมืองยาว เป็นผู้มีความ
เก่งกล้าในการต่อสู้และมีเวทมนต์คาถา แต่เป็นผู้ที่มีหูเดียว (หูวิ่น) ได้ไปพบลูกสาวเจ้าพระยาลำปางหลวง ก็เป็นที่พึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง อยากได้มาเป็นภรรยา จึงยกขันหมากไปสู่ขอ แต่พระยาลำปางหลวงไม่ยอมยกลูกสาวให้ เพราะเห็นว่าเป็นผู้ไม่สมประกอบ แม้ว่าพระยาแก้วจะบอกว่าจะดูแลลูกสาวอย่างดี พระยาลำปางหลวงก็ไม่ยอมยกลูกสาวให้ จึงเกิดการสู้รบกันขึ้น พระยาแก้วสู้พลางถอยพลางเพื่อล่อให้พระยาลำปางหลวงไล่ตามมา และให้ลูกน้องปักขวากหนามไว้ที่หนองน้ำของแพะโป่ง (ป่าโป่ง) จนทัพของพระยาลำปางหลวงไล่มาถึงนาโป่งหาร ทุ่งโป่งก๋อน และแพะโป่งที่มีขวากหนามปักอยู่ ทำให้ทหารของพระยาลำปางหลวง ถูกขวากหนามทิ่มแทงเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก แต่พระยาลำปางหลวง ก็ไม่ยอมแพ้ ไล่มาจนถึงนาปู้ (แมลงภู่) พระยาแก้ว เสกคาถาแมลงภู่ ไล่ต่อยทหาร เสกคาถามอดให้ไปกินด้ามหอก ดาบ อาวุธ จนหักหมด จนทหารของพระยาลำปางหลวง หนีถอยกลับหมด เหลือแต่พระยาลำปางหลวง พระยาแก้วจึงให้ทหารจับตัวพระยาลำปางหลวง ไปฝังทั้งเป็นที่ดอยกู่แก้วบ้านทุ่งหลวง ซึ่งก่อนที่พระยาลำปางหลวง จะเสียชีวิต ได้สั่งเสียไว้ว่า ให้หันหน้าตัวเองไปทางวัดพระธาตุลำปางหลวงและสาปแช่งลูกน้องที่ปล่อยให้สู้อยู่ตามลำพังว่า ถ้ามาที่ถิ่นเมืองยาว ขอให้เจ็บท้อง เจ็บไส้กันหมดเพราะเจ็บใจจริงๆ ดังนั้นชื่อป่าแพะโป่ง และขวาก จึงเป็นที่มาของบ้านโป่งขวาก
โดย ดวงสมร ขอบคำ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

วันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ร้านเกมสีขาวในโลกที่ไร้เสียง

............ข่าวสารที่ได้รับผ่านสื่อต่าง ๆ จะเห็นได้ว่า ร้านเกมอินเตอร์เนตเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดคดีอาชญากรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการขโมยเงินผู้ปกครองมาเล่นเกม หรือเป็นสถานที่นัดพบปะเพื่อมั่วสุม อีกทั้งมีโปรแกรมผ่าน website หลายโปรแกรมที่จัดเป็นสื่อทางเพศที่ไม่สร้างสรรค์ มีการใช้ website HI5 หรือ Blog เพื่อนำรูปภาพ ข้อความ เสียง ตลอดจนภาพเคลื่อนไหวที่เป็นไปในลักษณะของความล่อแหลมต่อการมีพฤติกรรมทางเพศที่ผิดเพี้ยนส่งต่อกัน ทำให้ร้านเกมถูกมองไปในแง่ลบมาโดยตลอดช่วง 1 – 2 ปี ที่ผ่านมา แต่ทราบหรือไม่ว่า ยังมีร้านเกมที่เรียกว่า ร้านเกมสีขาว ที่ยังเป็นสถานที่ที่มีความปลอดภัย และมีพื้นที่สำหรับสร้างสรรค์สิ่งที่มีประโยชน์แก่เด็กและเยาวชน โดยเฉพาะเด็กพิการทางการได้ยินที่อยู่ในโลกไร้เสียง โดยผ่านโปรแกรม แคมฟรอก (Camfrog)
............ร้านเกมสีขาว หมายถึง ร้านเกมที่ผ่านการประเมินและได้รับใบประกาศนียบัตรพร้อมตราสัญลักษณ์รับรองจากกระทรวงวัฒนธรรมแล้วว่าเป็นร้านที่ดี มีคุณภาพ มีความปลอดภัยเพียงพอสำหรับเด็กและเยาวชน ซึ่งผู้ปกครองสามารถวางใจได้ว่าร้านดังกล่าวจะมีส่วนช่วยดูแลเด็กและเยาวชนที่เข้าไปใช้บริการให้เป็นไปในทางที่เหมาะสม ตลอดจนไม่ปล่อยให้ร้านเกมกลายเป็นแหล่งมั่วสุมหรือมีสิ่งเสพติดจำหน่าย
แคมฟรอก (Camfrog) เป็นซอฟต์แวร์ของบริษัทแคมแชร์ (Camshare) ให้ผู้ใช้สามารถแลกเปลี่ยนภาพจากเว็บแคมและเสียงผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยโปรแกรมนี้สามารถใช้ให้มีการประชุมออนไลน์ได้หลายคนพร้อมกัน แคมฟรอกแตกต่างจากโปรแกรมทั่วไปโดยผู้ใช้สามารถใช้โปรแกรมบนเซิร์ฟเวอร์ของตัวเองได้ ในปัจจุบัน แคมฟรอกมีการพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิด และการแสดงวีดีโอ หลายอย่างรวมถึงเรื่อง การท่องเที่ยว กีฬา ภาษา วัฒนธรรม เล่นเกมตอบปัญหาออนไลน์ แม้แต่เรื่องทางเพศ หรือการร่วมเพศออนไลน์ ในแคมฟรอก
เว็บแคม ( Webcam ) หรือ ชื่อเรียกเต็มๆว่า Web Camera แต่ในบางครั้งก็มีคนเรียกว่า Video Camera หรือ Video Conference ก็แล้วแค่ความเข้าใจแต่ละคน เว็บแคมเป็นอุปกรณ์อินพุตที่สามารถจับภาพเคลื่อนไหวของเราไปปรากฏในหน้าจอมอนิเตอร์ และสามารถส่งภาพเคลื่อนไหวนี้ผ่านระบบเครือข่ายเพื่อให้คนอีกฟากหนึ่งสามารถเห็นตัวเราเคลื่อนไหว ได้เหมือนอยู่ต่อหน้า ถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่มีประโยชน์อีกตัวหนึ่ง และเริ่มมีความจำเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ การใช้งาน เว็บแคม อย่างสร้างสรรค์ประกอบด้วย
1. การสนทนาทั่วไปรวมถึงการแพร่ภาพผ่านทางอินเทอร์เน็ต
2. ในทางธุรกิจเว็บแคมได้มีใช้ในการประชุมออนไลน์ โดยที่ผู้เข้าร่วมประชุมสามารถประชุมร่วมกัน โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางมาอยู่ในสถานที่เดียวกัน
3. ในการก่อสร้าง เว็บแคมได้มีการใช้ติดตั้งในสถานก่อสร้างเพื่อวัดประสิทธิภาพการทำงาน โดยเปรียบเทียบภาพการทำงานของวันก่อนหน้า และวันปัจจุบัน และนอกจากนี้มีการใช้งานสำหรับความปลอดภัยในสถานก่อสร้าง
จากที่กล่าวถึงที่มาที่ไปของ ร้านเกมสีขาว เว็ปแคม และ แคมฟรอก เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจเบื้องต้นแล้ว
จะเห็นว่าทุกอย่างอยู่ที่การใช้งาน ซึ่งร้านเกมสีขาวเหล่านี้ได้พยายามที่จะสร้างความเชื่อถือให้กับผู้ปกครองได้รับทราบถึง ประโยชน์ ความจำเป็น ตลอดจนการให้คำแนะนำสำหรับเด็ก เยาวชนที่มาใช้บริการ โดยเฉพาะเด็กที่พิการทางการได้ยิน ไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับผู้คนได้มากนัก ร้านเกมสีขาวจะเปิดให้บริการโปรแกรมแคมฟรอก และการใช้เครื่องเว็ปแคมในการติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอก ซึ่งเป็นการเปิดโอกาส ไม่ปิดกั้นเด็กเหล่านี้ โดยจะเป็นผู้ที่คอยช่วยให้คำแนะนำให้เขาสามารถติดต่อกับผู้คนผ่านเว็ปแคม สามารถเห็นหน้าตาของคู่สนทนา และเป็นการติดต่ออย่างเปิดเผย เป็นการช่วยให้โลกใบแคบ ๆ ของเขาเหล่านั้นสว่างไสวไปด้วยมุมมองที่กว้างไกล
และถ้าท่านผ่านไปผ่านมาแถบจังหวัดลำปาง ลองมาแวะเยี่ยมชมร้านเกมสีขาวของเราดูนะคะ จะเห็นโลกที่สดใส สวยงามของเด็กเหล่านี้ ด้วยแววตาใสซื่อ มีความหวัง และมองเห็นโลกได้กว้างไกลขึ้น
โดย ผ.อ. กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำปาง

วันศุกร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เม็ดบัวแปะก๊วยน้ำเต้าหู้ บำรุงหัวใจ


อาหารว่างเพื่อสุขภาพ เม็ดบัวแปะก้วยน้ำเต้าหู้ รสอร่อยมากคุณค่าสารอาหารช่วยบำรุงหัวใจ
บัว ได้รับการขนานนามว่าเป็น ราชินีแห่งไม้น้ำ พืชสารพัดประโยชน์
ที่ผูกพันกับวิถีชีวิตคนไทยมาช้านาน เราปลูกบัวประดับบ้านหรือสถานที่ต่างๆ เพื่อความสวยงาม ใช้ดอกบัวไหว้พระ หรือนำมาประกอบอาหาร ดังนั้นอาหารว่างเพื่อสุขภาพอย่าง เม็ดบัวแปะก้วยน้ำเต้าหู้ รสอร่อยมากคุณค่าสารอาหารช่วยบำรุงหัวใจ
สำหรับ เม็ดบัว
""""""""""พืชสมุนไพรที่นำมารับประทานอุดมไปด้วยโปรตีนสูงเทียบเท่าถั่วเหลือง ลูกเดือย และข้าวฟ่าง ทั้งยังมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก มีสรรพคุณช่วยบำรุงหัวใจ บำรุงเลือด บำรุงกำลัง ม้าม ไต และลำไส้ ช่วยให้ใจสงบ ทำให้นอนหลับได้ดี และช่วยในเรื่องความจำ ที่สำคัญในเม็ดบัวยังมี ดีบัว แม้รสชาติจะขม แต่สารอัลคาลอยด์หลายชนิดที่มีอยู่ในดีบัวมีฤทธิ์ต่อการขยายเส้นเลือดที่เลี้ยงหัวใจ ลดความดันโลหิต บำรุงสายตา หัวใจ ปอด ไต แก้อาการอสุจิหลั่งเร็วในชายสูงวัยที่อวัยวะเพศเสื่อม

โดยนางอาริยา ยิ้มแก้ว

วันพฤหัสบดีที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

บังสุกุล

""""""""""บังสุกุล แปลว่า ฝั่งแห่งฝุ่น, กองฝุ่น, คลุกฝุ่น, เปื้อนฝุ่น เป็นคำใช้เรียกผ้าที่ภิกษุชักจากศพ หรือผ้าที่ทอดไว้หน้าศพ หรือผ้าที่ทอดไว้บนด้ายสายสิญจน์ หรือผ้าภูษาโยงที่ต่อมาจากศพด้วยการพิจารณากรรมฐานว่า ผ้าบังสุกุล โดยเรียกกริยาที่พระชักผ้าหรือพิจารณาผ้าเช่นนั้นว่า ชักผ้าบังสุกุล หรือ พิจารณาผ้าบังสุกุล (ดูมาติกา-บังสุกุล)
คำว่า "บังสุกุล" นั้น มาจากคำภาษาบาลีว่า ปํสุ (อ่านว่า ปัง-สุ) แปลว่า ฝุ่น และคำว่า กุล (อ่านว่า กุ-ละ) แปลว่า เปื้อน, คลุก สมาสคำทั้งสองเข้าด้วยบทวิเคราะห์เป็น ปํสุกุล (อ่านว่า ปัง-สุ-กุ-ละ) แปลว่า ผ้าที่เปื้อนฝุ่น เมื่อมาเป็นคำไทย เปลี่ยน "ปอ ปลา" เป็น "บอ ใบไม้" และปรับเสียงเป็นรูปแบบภาษาไทยที่มีตัวสะกด เป็น บังสุกุล อ่านว่า บัง-สุ-กุน ดังนั้นคำว่า "บังสุกุล" จึงต้องเขียนว่า บังสุกุล เท่านั้น ไม่สามารถเขียนเป็นอย่างอื่นได้ หากเขียนเป็น บังสกุล ถือเป็นคำที่เขียนผิด อันเกิดจากการเทียบเคียงผิดกับคำว่า สกุล ที่หมายถึง ตระกูลวงศ์
ในสมัยพุทธกาลภิกษุต้องแสวงหาผ้าที่เขาทิ้งแล้วจากกองขยะหรือจากป่าช้ามาทำจีวรใช้ ผ้าเหล่านั้นส่วนใหญ่จะเปื้อนฝุ่นหรือสกปรก จึงเรียกว่าบังสุกุล (ดูผ้าป่า) ปัจจุบันมักเขียนหรือพูดผิดเพี้ยนไปว่า บังสกุล ด้วยออกเสียงง่ายกว่า
ความเป็นมาของผ้าบังสุกุล
ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าไม่อนุญาตให้พระภิกษุรับผ้านุ่งห่มจากฆราวาส แต่ให้พระภิกษุเก็บผ้าบังสุกุลหรือผ้าที่เขาทิ้งไว้ตามร้านตลาดหรือผ้าห่อศพที่ไม่มีผู้ใดปรารถนา เพราะสกปรก มาซักล้างให้สะอาด แล้วเก็บไว้เพื่อนำมาตัดเย็บเป็นผ้าผืนใดผืนหนึ่งที่ชำรุดเช่น ผ้านุ่งหรืออันตรวาสกหรือผ้าสบง ผ้าห่มหรือผ้าจีวรหรือผ้าอุตตราสงค์ หรือผ้าห่มซ้อนหรือสังฆาฎิ ในเวลาที่เหมาะสมต่อไป
ต่อมา จึงมีพระบรมพุทธานุญาตให้รับผ้าจากฆราวาสได้ เพื่อเจริญศรัทธาของอุบาสกอุบาสิกาผู้เลื่อมใส และบรรเทาความยากลำบากของพระภิกษุสงฆ์ในการแสวงหาผ้าอีกทางหนึ่งด้วย

โดย....อาจารย์วีรพันธ์ นันเพ็ญ(หนานนันท์ เวียงละกอน)

ประวัติวัดนายาง (ร้าง)


"""""""""วัดนายาง (ร้าง) ตั้งอยู่หมู่ที่ ๕ บ้านนายาง อำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง วัดนายาง
เดิมชื่อ วัดโต้งย้าง หรือ วัดพระบุญโต้งย้าง (นาย้าง) พื้นที่ตั้งชุมชนโต้งย้างเป็นชุมชนในเส้นทางคมนาคม
ระหว่างเมืองเถินกับชุมชนเกาะคา ในอดีตที่วัดโต้งย้างมีเจ้าอาวาสวัดนายางจำพรรษาอยู่ ซึ่งปรากฏชื่อใน
ประวัติเมืองลำปางโบราณ (หนังสืออาลัมภางค์-เขลางค์นคร บนเส้นทางรถม้ามรดกแห่งล้านนา, หน้า๑-๔
ศิลปการพิมพ์ลำปาง, ๒๕๓๙) ความว่า เมืองลำปางสมัยพุทธกาลเมืองลำปางโบราณมีชื่อเป็นภาษาบาลีว่า
“ลัมภกัปปนคร” ไม่มีประวัติผู้สร้างไว้เว้นแต่ระบุว่า เจ้าถิ่นเดิม คือ ชาวลัวะ ได้อาศัยยังหมู่บ้านชื่อลำปาง
หลวง ซึ่งมีชื่อเป็นภาษาบาลีว่า “ลัมภการีวัน” อยู่แถวอำเภอเกาะคา ที่วัดพระธาตุลำปางหลวงปัจจุบัน
"""""""""""เมืองลำปางสมัยก่อนบรรพบุรุษของเชื้อ ๗ ตน รวมพุทธศักราช ๒๒๑๒-๒๒๑๕ มี
พระภิกษุเจ้าอาวาสวัดนายาง เป็นผู้มีวิทยาอาคมเลี้ยงภูตพราย สำแดงอิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ จนประชาชนเกิดเลื่อมใสศรัทธา กระทั่งสมภารวัดสามขาและสมภารวัดบ้านฟ่อน ได้สึกออกมาเป็นเสนาซ้ายขวา ช่วงนี้เป็น
ช่วงที่เจ้าเมืองลำปางสิ้นพระชนม์ลง มีบุตรเจ้าเมือง คือ เจ้าลิ้นก่านปกครอง แต่ก็ไม่สงบสุขเกิดความแตกแยกกัน อำนาจตกอยู่กับขุนนางของเมือง คือ แสนหนังสือ แสนเทพนาเรือนและจเรน้อยแก่งแย่งกันเป็นใหญ่ กิตติศัพท์ผู้มีบุญเจ้าอาวาสวัดนายางนั้น ทราบถึงเจ้าเมืองลำพูน ซึ่งขณะนั้นตกอยู่ในการปกครอง
ของพม่า โดยมีท้าวมหายศปกครองอยู่ ได้ยกทัพมาลำปางเพื่อปราบผู้มีบุญ สมภารวัดนายางก็คุมสมัคร
พรรคพวกออกสู้รบกับกองทัพลำพูน (รบกันที่ป่าพุทราตำบลป่าตัน) แต่ก็ต้านกำลังของเมืองลำพูนไม่ได้
พรรคพวกของสมภารแตกพ่ายหนีไป จากนั้นสมภารวัดนายางและเสนาซ้ายขวาได้หนีไปอยู่ที่วัดพระธาตุ
ลำปางหลวง อำเภอเกาะคา กองทัพลำพูนติดตามไปล้อมไว้ ตกกลางคืนสมภารวัดนายางพร้อมเสนาซ้าย
ขวา ได้หนีออกจากวงล้อมได้ สุดท้ายก็ถูกกระสุนของทัพลำพูนตายทั้งสามคน กองทัพลำพูนกลับมาตั้งมั่นอยู่ ณ วัดพระธาตุลำปางหลวง และได้แต่งตั้งให้หาญฟ้าแมบ หาญฟ้าง้ำและหาญฟ้าฟื้น (ได้เหน็บอาวุธไปด้วย) ไปเจรจาต่อขุนนางเมือง พอได้โอกาสก็ลุกขึ้นพร้อมกันฟันแทงขุนนางทั้งสาม และกองทัพลำพูนก็ยก
เข้าหนุนยึดเมืองได้ ขุนนางจเรน้อยและท้าวลิ้นก่านหลบหนีไปได้หนีไปอยู่ที่ประตูผา กองทัพลำพูน (พม่า)
ได้ตามไปอีก ที่นี่จึงได้เกิดประวัติของเจ้าพ่อประตูผา ซึ่งมีชื่อเดิมว่า หนานข้อมือเหล็ก ซึ่งเคยเป็นศิษย์ของเจ้าอาวาสวัดนายาง ได้สู้รบกับกองทัพของลำพูน เพื่อช่วยท้าวลิ้นก่านและจเรน้อยจนสามารถฆ่าหาญฟ้าง้ำและหาญฟ้าฟื้นได้ ส่วนหาญฟ้าแมบเห็นเพื่อน ๆ ถูกหนานข้อมือเหล็กฆ่าตายก็หนีเอาตัวรอด หนานข้อมือเหล็กสู้จนตัวเองยืนพิงหน้าผาตาย ท้าวลิ้นก่านและจเรน้อยได้สร้างศาลให้แก่หนานข้อมือเหล็ก ณ
ที่นั่นขนานนามว่า “ศาลเจ้าพ่อประตูผา” นับแต่นั้นมาท้าวมหายศก็ยึดครองเมืองลำปาง โดยตั้งมั่นอยู่ที่
วัดพระธาตุลำปางหลวง
""""""""""ขณะที่บ้านเมืองระส่ำระสาย สมภารวัดพระแก้วชมพู (วัดพระแก้วดอนเต้า) ได้ติดต่อกับ
ขุนนางจเรน้อย และท้าวลิ้นก่านเพื่อกอบกู้บ้านเมืองแต่ไม่มีใครกล้าอาสา จึงประกาศหาผู้มีความสามารถ
และในที่สุดสมภารได้ขอร้องให้หนานทิพย์ช้างชาวบ้านปงยางคก อาชีพพรานป่า เคยบวชอยู่ที่วัด
- ๒ -ปงยางคก(นามว่าทิพย์จักร) และเคยเป็นศิษย์ของสมภารวัดนายางด้วย ช่วยกันกู้บ้านเมืองลำปาง หนานทิพย์ช้างได้ลอบเข้าไปในวัดพระธาตุลำปางหลวง จนสามารถฆ่าท้าวมหายศตายด้วยปืนและสามารถยึดเมืองคืนมาจากทัพลำพูนได้ และสถาปนาเป็นเจ้าสุลวลือไชยสงครามในปี พ.ศ. ๒๒๗๕ นานถึง ๒๗ ปี ช่วงที่
เจ้าทิพย์ช้างได้ปกครองเมืองลำปางอยู่ในช่วงสมัยพระนครศรีอยุธยาต่อธนบุรี
"""""""""""เจ้าทิพย์ช้างได้พิราลัยปี พ.ศ. ๒๓๐๒ อายุได้ ๘๕ ปี เจ้าทิพย์ช้างมีโอรสและธิดารวม ๖
พระองค์ มีเจ้าฟ้าแก้วเป็นพระโอรสองค์ที่ ๒ สมัยเจ้าฟ้าแก้วปกครองลำปาง ได้ถูกท้าวลิ้นก่านเข้ายึดอำนาจคืน เจ้าฟ้าแก้วได้หนีไปพึ่งเจ้าเมืองแพร่ ลำปางก็ปกครองด้วยท้าวลิ้นก่านอีก ต่อมาปี พ.ศ. ๒๓๐๔ พม่าได้ส่งกองทัพมายึดหัวเมืองต่าง ๆ ในอาณาจักรลานนาไทย หัวเมืองต่าง ๆยอมอ่อนน้อมและพม่าได้จัดการปกครองเมืองลำปางใหม่ และได้แต่งตั้งให้เจ้าฟ้าแก้วปกครองลำปาง ทำให้ท้าวลิ้นก่านเกิดความไม่พอใจพม่าจึงเข้ามาชำระความ โดยการรดน้ำพิสูจน์ท้าวลิ้นก่านแพ้จึงถูกประหารชีวิต เจ้าฟ้าแก้วก็ปกครองลำปางมาตลอด เจ้าฟ้าแก้วมีโอรสและธิดา ๑๐ พระองค์ เป็นพระธิดา ๓ พระองค์ สิ้นพระชนม์ ๒ พระองค์ เหลือเพียงธิดาองค์เดียว คือ เจ้าศรีอโนชา ส่วนโอรส ๗ พระองค์นั้นต่อมาได้เป็นตระกูล ๗ ตน ที่ได้ปกครองลานนาและเป็นต้นตระกูล ณ เชียงใหม่ ณ ลำปาง ณ ลำพูน ณ น่าน อันได้แก่
"""""""""""๑. เจ้ากาวิละได้ครองเมืองลำปางและเชียงใหม่
"""""""""""๒. เจ้าคำโสมได้ครองเมืองลำปาง
"""""""""""๓. เจ้าน้อยธรรมลังกา ได้ครองเมืองเชียงใหม่
"""""""""""๔. เจ้าดวงทิพ ได้ครองเมืองลำปาง
"""""""""""๕. เจ้าหมูหล้าเป็นเจ้าอุปราชเมืองลำปาง
"""""""""""๖. เจ้าคำฟั่น เป็นพระยาลำพูนและพระยาเชียงใหม่ช้างเผือก
"""""""""""๗. เจ้าบุญมาได้เป็นพระยาลำพูน ส่วนเจ้าศรีอโนชา ต่อมาได้เป็นอัครชายาของสมเด็จ
พระราชวังพระยากรมบวรมหาสุรสีหนาท
"""""""""""ลำปางเดิม คือ ลำปางรูปหอยสังข์ (เป็นการสร้างเมืองรูปสังข์ปัตตสัณฐาน อ้างอิงในหนังสือจามเทวีวงศ์)
เป็นการสร้างเมืองต่อจากเมืองละกอน (เขลางค์) โดยปกครองราว พ.ศ. ๒๓๓๐
"""""""""""ในรัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้ทรงมีพระราชดำริให้เปลี่ยนตำแหน่ง “พระยา”
ในหัวเมืองฝ่ายเหนือให้ผู้ครองนครมีตำแหน่งเป็น “เจ้า” จึงทรงกรุณาโปรดเกล้าให้เลื่อนอิสริยยศพระน้อย
ญาณรังษี ซึ่งเป็นผู้ครองเมืองลำปางในขณะนั้นเป็นวรญาณรังษีและมีเจ้าครองนครสืบสายต่อ ๆ มา จนถึง
พลโทเจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิตได้ถึงแก่พิราลัยในปี พ.ศ. ๒๔๖๕ แล้วมิได้ทรงพระกรุณาให้มีเจ้าผู้ครองนคร
ลำปางอีก
"""""""""""จังหวัดลำปางได้ประกาศตั้งเป็นจังหวัดขึ้นอยู่กับมณฑลพายัพสมัยหนึ่ง ต่อมาในปี
พ.ศ. ๒๔๕๘ ได้แยกจากมณฑลพายัพไปขึ้นกับมณฑลมหาราษฎร์ ซึ่งมีจังหวัดแพร่เป็นที่ตั้งมณฑล ในปี
พ.ศ. ๒๔๖๘ ได้ประกาศยกเลิกมณฑลมหาราษฎร์จึงขึ้นอยู่กับมณฑลพายัพอีกครั้งหนึ่ง ต่อมาเมื่อประกาศ
ยกเลิกมณฑลทั่วราชอาณาจักรแล้ว ลำปางจึงมีฐานะเป็นจังหวัดถึงปัจจุบัน
- ๓ -สภาพวัดนายาง (ร้าง) ในปัจจุบัน
"""""""""""สภาพวัดนายาง (ร้าง) ในปัจจุบัน พื้นที่โดยรอบเป็นที่นา บริเวณวัดเป็นเนินดินสูงกว่า
โดยรอบตาไม่มากนัก โดยทั่วไปอยู่ในสภาพถูกลักลอบขุดทำลาย แต่พอมีสภาพอยู่ สันนิษฐานว่าวางแนว
ในตะวันออก-ตะวันตก ซึ่งพื้นที่ตะวันออกจะเป็นเขตพุทธาวาสและในส่วนทิศตะวันตกเฉียงใต้น่าจะเป็น
ส่วนสังฆาวาส ซึ่งพบบ่อน้ำ
"""""""""""วัดนายาง (ร้าง) มีพื้นที่ตามโฉนดที่ดิน ๒ ไร่ ๓ งาน ๘๙ ตารางวา เป็นที่ดินศาสนสมบัติกลาง อยู่ในความดูแลของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ การจะทำการใด ๆ ในพื้นที่วัดนายาง (ร้าง)
จะต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติโดยขออนุญาตผ่านสำนักงานพระพุทธศาสนา
จังหวัดลำปาง
"""""""""""รถสำนักศิลปากรที่ ๗ น่าน เข้ามาสำรวจเมื่อ ส.ค. ๒๕๕๑ สภาพเนินดิน น่าจะเป็นวิหาร
การสำรวจขึ้นทะเบียนโบราณสถานวัดนายาง (ร้าง) ของสำนักศิลปากรที่ ๗ น่าน
"""""""""""ในวันที่ ๑-๓ มิถุนายน ๒๕๕๓ นำโดย นายจตุรพร เทียมทินกฤต นักโบราณคดีพร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่รวม ๖ คน จากสำนักศิลปากรที่ ๗ น่าน ได้เข้ามาสำรวจพื้นที่วัดนายาง (ร้าง) แห่งนี้ เพื่อ
ประกอบการขอขึ้นทะเบียนโบราณสถานวัดนายาง (ร้าง) ซึ่งทางสำนักศิลปากรที่ ๗ น่าน พิจารณาเห็นว่า
โบราณสถานวัดนายาง (ร้าง) เป็นโบราณสถานที่มีมูลค่าทางด้านสถาปัตยกรรมและมีอายุเก่าแก่ควรแก่
การอนุรักษ์ไว้สืบไป และเพื่อเป็นแบบอย่างด้านการศึกษา การขึ้นทะเบียนโบราณสถานวัดนายาง (ร้าง)
เพื่อเป็นประโยชน์ในการดูแลรักษาศาสนสถานของวัดให้เป็นสมบัติของชาติสืบไป
"""""""""""ประชุมสร้างความรู้ ความเข้าใจการสำรวจขึ้นทะเบียนโบราณสถาน คณะเจ้าหน้าที่จากสำนักศิลปากรที่ ๗ น่าน สำนักงานวัฒนธรรม
วัดนายาง (ร้าง) เมื่อ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๓ ณ อบต.นายาง จังหวัดลำปาง สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลำปางร่วมสำรวจพื้นที่
รวมรวม/เรียบเรียงโดย นางพรทิวา ขันธมาลา นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ สำนักงานวัฒนธรรมอำเภอสบปราบ
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำปาง วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๓

เบียร์....เครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ

เบียร์มีสารต่างๆ มากกว่า 1,000 ชนิด มีวิตามินและเกลือแร่ช่วยให้เส้นประสาทและกล้าม
เนื้อแข็งแรง สำหรับคอเบียร์คงหูผึ่งเมื่อมีคนบอกว่าเบียร์มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ถึงอย่างไรก็ควรดื่มพอประมาณ แล้วเหตุใดฝรั่งจึงบอกว่าเบียร์ดีมีประโยชน์ เหตุผลก็คือเบียร์มีสารต่างๆ มากกว่า 1,000 ชนิด รวมทั้งวิตามินและเกลือแร่ เช่น สังกะสี แมกนีเซียม เหล็ก และแร่ธาตุจำเป็น ซึ่งช่วยให้เส้นประสาทและกล้ามเนื้อ แข็งแรง เหตุผลดีๆ ยังมีอีกมากมาย เช่น
๑. ป้องกันโรคหัวใจ จากการศึกษาของนักวิชาการพบว่า ผู้ที่ดื่มเบียร์มีความเสี่ยงต่อ
โรคหัวใจน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ดื่มเบียร์ 40 - 60% แต่ควรดื่มไม่เกินครึ่งลิตรต่อวัน
๒. ช่วยลดความเสี่ยงโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต สารที่มีประโยชน์ในเบียร์สามารถช่วยป้องกัน
เส้นเลือดอุดตันจึงช่วยป้องกันโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต
๓. ช่วยลดความดันโลหิต แพทย์ชาวฮอลแลนด์และจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ค้นพบว่า
การดื่มเบียร์ช่วยลดความดันโลหิตสูงได้
๔. ป้องกันเบาหวาน ผู้ที่ดื่มเบียร์มีจำนวนน้อยที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน เหตุผลก็คือ เบียร์
ทำให้ร่างกายสามารถปรับฮอร์โมนอินซูลิให้ความทรงจำดี นักดื่มเบียร์จึงไม่ค่อยเป็นโรคอัลไซเมอร์
๕. ช่วยให้กระดูกแข็งแรง เบียร์ให้ผลดีต่อกระดูก สามารถช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนได้
แต่ได้ผลเฉพาะกับหนุ่มสาวเท่านั้น
๖. ช่วยให้อายุยืน จากการศึกษามากกว่า 50 สำนัก พบว่า ผู้ที่ดื่มเบียร์วันละ 1 - 2 แก้ว
มักจะมีอายุที่ยืนยาว เนื่องจากเบียร์มีสารปกป้องหัวใจ
๗. ป้องกันท้องร่วง โมเลกุลในเบียร์มีส่วนประกอบเหมือนกันกับกรดนมและน้ำส้มสายชู
สารที่ว่านี้ขัดขวางเชื้อโรคในลำไส้ที่เป็นสาเหตุของท้องร่วงไม่ให้แพร่ เชื้อจนท้องเสีย
๘. ต้านความเครียด นักวิชาการจากมหาวิทยาลัย Montreal ค้นพบว่า คนทำงานที่ได้ดื่ม
เบียร์บ้างเป็นครั้งคราวมีความเครียดน้อยกว่าผู้ที่ไม่ดื่มเบียร์
๙. ป้องกันนิ่วในถุงน้ำดีและในไต นักวิชาการจากเมืองเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ค้นพบว่า
การดื่มเบียร์วันละหนึ่งขวดก็จะได้รับแมกนีเซียม ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงโรคนิ่วในไตได้ถึง 40%
๑๐. ป้องกันโรคนอนไม่หลับ สารจากดอก Hops ใน เบียร์เปรียบเสมือนยานอนหลับจาก
ธรรมชาติ ช่วยให้ประสาทผ่อนคลาย ดังนั้น การดื่มเบียร์หนึ่งแก้วในตอนเย็นจึงเหมือนการกินยานอนหลับ
๑๑. ช่วยต้านมะเร็ง เบียร์มีสารโพลีฟีนอยด์ที่จะช่วยป้องกันมะเร็ง โดยการดักจับอนุมูล
อิสระตัวร้ายออกจากร่างกาย สารโพลีฟีนอยด์หลักก็คือ Xanthohumol ซึ่งมีข้อดี คือ ช่วยยับยั้งโปรตีนที่ช่วยในการพัฒนาการของมะเร็ง
๑๒. ช่วยให้ผิวสวย ในเบียร์มีวิตามินสูง เช่น Pantothenic Acid วิตามินบี 3 และไนอาซิน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการผลิตเซลล์ผิวใหม่ ช่วยสร้างคอลลาเจนและเม็ดสี ผิวจึงเรียบเนียนและอ่อนนุ่ม
............
ที่มา www.ChuanChom.com
โดยวนิดาพร ธิวงศ์

ผลิตภัณฑ์ดอกไม้ดินไทย

..........ดอกไม้ดินไทย เป็นงานช่างฝีมือของภูมิปัญญาที่ได้ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อจำนหน่ายเสริมรายได้ให้กับครอบครัว โดยที่อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ได้มีการจัดตั้งกลุ่มตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ เริ่มแรกกลุ่มผลิตภัณฑ์ดอกไม้เป็นทีชอบประดิษฐ์อยู่แล้ว นำกลุ่มโดย คุณเบญจมาศ พุทธวงศ์ เป็นผู้เริ่มไปเรียนเพิ่มเติมและนำกลับมาถ่ายทอดให้กลับสมาชิในกลุ่ม มีการพัฒนาฝีมือและรูปแบบของผลิตภัณฑ์เสมอ แล้วมีการออกโชว์ในงานต่างๆ มาแล้ว ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมาก กลุ่มผลิตภัณฑ์ดอกไม้ดินไทยแห่งนี้ มีรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างจากที่อื่นๆ คือ มีสีสันดินที่ผสมสีดูแล้วสดเหมือนจริงมากที่สุด แล้วมีความละเอียดของงานแต่ละชิ้น รูปแบบผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ลูกค้าต้องการแบบใด สามารถที่จะประดิษฐ์และสั่งทำได้เลย
วัสดุอุปกรณ์

ขั้นตอนการทำ
..........๑. นำดินผสมกับสีขาว เบอร์ ๔๕ จำนวน ๑ ก้อน สีเหลือง เบอร์ ๑๓ จำนวน ๑ ก้อน สีขาว เบอร์ ๔๕ อีกเล็กน้อย ให้ได้สีเหลืองอ่อน
..........๒. ก้าน นำดินผสมสีน้ำตาลเบอร์ ๓ ให้ได้สีน้ำตาลเข้ม
..........๓. ใบนำดินผสมกับสีเขียวเบอร์ ๓๗ ให้ได้สีเขียวอ่อนและเขียวเข้ม
..........๔. ดอกตูม นำดินผสมกับสีเขียว เบอร์ ๓๗ ให้ได้สีเขียวอ่อน (สีอ่อนกว่าสีใบอ่อน)

โดย นางอรทัย ทรงศรีสกุล นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

น้ำมะพร้าวอ่อน.........น้ำเกลือแร่จากธรรมชาติ

.............น้ำมะพร้าวอ่อนเป็นที่รู้จักกันดีในนามของ น้ำเกลือแร่จากธรรมชาติ (mineral water) และถูกใช้เป็นเครื่องดื่มเพื่อความสดชื่นนั้น เป็นมะพร้าวที่มีอายุประมาณหนึ่งเดือน มีน้ำบรรจุอยู่ในผลประมาณ ๙๐% ซึ่งมีปริมาณของน้ำต่อผลอยู่ในช่วง ๔๐๐ - ๔๖๕ ซีซี ซึ่งเมื่อดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนหนึ่งผลจะทำให้ร่างกายได้รับปริมาณของวิตามินบีและวิตามินซีที่พอเพียงกับความต้องการของร่างกายต่อวันได้โดยไม่ต้องเพิ่มจากแหล่งอื่นซึ่งปริมาณของวิตามินเหล่านี้ได้แก่ niacin, pantothenic acid, biotin, riboflavin, folic acid ,thiamin pyridoxine และยังมีเกลือแร่ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญเช่น sodium, potassium, calcium, magnesium, iron, copper, phosphorus, อันให้ประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างดี

ปัจจุบันทาง FAOได้ส่งเสริมให้มีการพัฒนาน้ำมะพร้าวอ่อนเป็น Sport Drink อันเนื่องจากมีปริมาณเกลือแร่ที่สำคัญสูงและยังได้รับการยืนยันในทางการแพทย์ในส่วนที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจอีก น้ำมะพร้าวอ่อนได้ถูกนำมาใช้เป็นยารักษาโรคหลายชนิดเช่นอหิวาตกโรค คนไข้ที่มีภาวะความเป็นกรดในเลือดสูง โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ และช่วยขับปัสสาวะ ในคนไข้โรคหัวใจ โรคตับและโรคไต และที่สำคัญยังช่วยรักษาในคนไข้ที่เป็น โรคท้องมาน (As cites) และในทางอายุรเวชน้ำมะพร้าวถือเป็นน้ำบริสุทธิ์ที่ช่วยในการรักษาและมีคุณสมบัติเป็นธาตุเย็น ช่วยล้างพิษ ขับของเสียออกจากร่างกาย และรักษา โรคกระเพาะ โดยถือว่าน้ำมะพร้าว (Coconut water) เป็นน้ำผลไม้ที่ดีที่สุดชนิดหนึ่ง มีแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการครบถ้วน มีไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ภายใน ๕ นาที และยังเป็นประโยชน์ในการขับสารพิษและชำระล้างร่างกายด้วย เนื่องจากมะพร้าวมีลำต้นสูง ต้องผ่านการกลั่นกรองตามชั้นต่างๆ ของลำต้นมะพร้าวกว่าจะถึงลูกมะพร้าวที่อยู่ข้างบน น้ำมะพร้าวที่ได้มาจึงมีความบริสุทธิ์สูง น้ำมะพร้าวเป็นอาหารที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะบริสุทธิ์และเต็มไปด้วยกลูโคสที่ร่างกายดูดซึมเข้าไปได้ง่าย

ที่มา หนังสือปลูกผักไทยที่มาเว็บ : http://www.teenpath.net

โดย ลักขณา แสงแก้ว

วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ทำไมจึงเรียก “ฮอทดอก”

"""""""""""ฮอทด็อก หรือที่คนไทยเรียกไส้กรอก เป็นอาหารยอดฮิตอย่างหนึ่งในโลก และเป็นวัฒนธรรม ตะวันตกอย่างหนึ่ง ที่หลั่งไหลเข้ามายังประเทศไทย คำเรียกภาษาไทยว่า "ไส้กรอก" หลายคนก็คงนึกออกว่า หมายถึงการนำไส้สัตว์อะไรสักอย่าง มากรอกไส้ ซึ่งก็คือเนื้อสัตว์เข้าไป แต่ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ "ฮอทด็อก" ซึ่งแปลตรงตัวว่า "หมาร้อน" มีที่มาอย่างไร อยากรู้มั๊ยครับ..........
ฮอทด็อกเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยบาบิโลเนีย เมื่อประมาณ 3,500 ปีมาแล้ว ชาวโรมันได้นำเนื้อหมักเครื่องเทศ มายัดไว้ในไส้สัตว์ และเรียกอาหารชนิดนี้ว่า Salsus ซึ่งต่อมาเรียกเพี้ยนเป็น Sausage ในภาษาอังกฤษนั่นเอง ในสมัยยุคกลาง ชาวยุโรปได้พัฒนาสูตร รสชาติ และรูปร่างไส้กรอกเป็นของตนเอง และตั้งชื่อไส้กรอกตามชื่อเมือง ที่เป็นถิ่นกำเนิด เช่น ไส้กรอกเวียนนา เป็นต้น เยอรมนีถือเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงทางด้านไส้กรอก ตำรับไส้กรอกหลากหลายยี่ห้อล้วนถือกำเนิดที่นี่ แต่ที่โด่งดัง เป็นที่นิยมกันมาก เห็นจะได้แก่ แฟรงเฟอเตอร์ ซึ่งผู้ผลิตขึ้นคนแรกเป็นชาวแฟรงค์เฟิร์ต แฟรงเฟอเตอร์ เป็นไส้กรอกขนาดหนา เนื้อนุ่ม ใส่เครื่องเทศ และรมควันจนหอมกรุ่น มีรูปร่างโค้งเล็กน้อย คล้ายรูปร่างของสุนัขดัชชุนด์ กล่าวกันว่า ผู้คิดไส้กรอกชนิดนี้ ได้แรงบันดาลใจจากสุนัขดัชชุนด์ที่เขาเลี้ยงไว้ ก็เลยทำไส้กรอกออกมาให้รูปร่างเหมือนสุนัข และบางคนก็เลยเรียกไส้กรอกประเภทนี้ว่า "ไส้กรอกดัชชุนด์"
""""""""""ในสมัยที่ชาวยุโรปอพยพไปอยู่ที่อเมริกา แน่นอนต้องนำอาหารยอดฮิตนี้ติดตัวไปด้วย และความอร่อยก็ทำให้ไส้กรอก กลายเป็นอาหารยอดฮิตของอเมริกันชน ผู้พิสมัยความรวดเร็วในทุกด้าน ในปี ค.ศ. 1906 นักวาดการ์ตูนชื่อ โทมัน ดอร์แกน ได้แรงบันดาลใจจากรูปร่างของไส้กรอกดัชชุนด์ และเสียงพ่อค้าขายไส้กรอก ที่มักเรียกความสนใจจากลูกค้าด้วยการ "เห่า" จึงวาดรูปการ์ตูนเป็นรูป สุนัขดัชชุนด์ประกบด้วยขนมปัง ราดมัสตาร์ด และเขียนบรรยายใต้ภาพว่า "ซื้อหมาร้อนๆ" มีคนเล่ากันต่อมาว่า ที่นายดอร์แกนต้องเขียนเช่นนั้น ก็เพราะแกสะกดคำว่า ดัชชุนด์ไม่ได้ ก็เลยใช้คำว่า "หมา" แทน การ์ตูนดังกล่าวคงจ๊าบโดนใจคนหลายคน คนอเมริกันก็เลยพากันเรียกไส้กรอกว่า "ฮอทด็อก" ไปตามๆ กัน ชาวจีนก็เรียกทับศัพท์ตามไอ้กันว่า "เย่อโก่ว" แปลได้ว่า.."หมาร้อน"....
ที่มาhttp://www.ranthong.com
โดย อุดม อนุพันธิกุล นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

วันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

แมงจุ่งจี้ ถึงบ่าขี้เบ้า

............“แมงจุ่งจี้”....... คุณรู้จักไอ้แมลงตัวน้อยนี้ไหม หากคุณเติบโตมาจากชนบทของภาคเหนือ ดิฉันว่าคุณต้องรู้จักมันเป็นอย่างดีแน่ ๆ ความจริงแล้ว “แมงจุ่งจี้” มีหลายประเภทนะคะ หลายสปีชี่ก็ว่าได้ แมลงชนิดไหนก็ตามที่ ชอนไช หลบซ่อน หรือหาอาหารอยู่ในกองขี้ควาย จะเรียกว่า จุ่งจี้ทั้งนั้น และในจำนวนนั้น มีหลายชนิดที่สามารถนำมาบริโภคได้ เอ๊อะ... เอ้า..นี่เรื่องจริงนะคะ มันเป็นวัฒนธรรมการกินของคนเมืองเน้อเจ้า...เริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ ก็ไม่มีใครทราบได้ แต่ที่แน่ ๆ คือยังดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน แม้ว่าจะไม่มากมายนักก็ตาม เพราะในปัจจุบันการทำเกษตรกรรมต่าง ๆ มักใช้เครื่องจักรแทน ควาย นอกจากควายจะหายไปจากท้องทุ่งแล้ว ยังมีอีกชีวิตหนึ่งที่เริ่มจะสูญหายไปจากความทรงจำของผู้คน นั่นคือ “บ่าขี้เบ้า” คำว่า “บ่าขี้เบ้า” เป็นคำพื้นบ้านของเกษตรกรภาคเหนือที่ใช้เรียก รังของตัวอ่อนแมลงปีกแข็งชนิดหนึ่ง “แมงจุ่งจี้” นั่นเอง ซึ่งมีลักษณะเป็นก้อนกลมขนาดประมาณลูกเทนนิส ส่วนตัวแมลงพ่อแม่เรียกว่า “แมงจุ่งจี้ซั่ว” หากเราจับจะส่งเสียงร้องดังซั่ว ๆ ซึ่งอาจเป็นที่มาของชื่อนี้ก็ได้
“บ่าขี้เบ้า” เป็นตัวอ่อนระยะตัวหนอนของด้วงปีกแข็ง หรือ “แมงจุ่งจี้” ที่อาศัยหากินตาม กองขี้ควาย ชาวบ้านเรียกว่า จุ่งจี้ขี้ควาย หรือจุ่งจี้ซั่ว ตัวอ่อนของด้วงปีกแข็งนี้จะเกิดจากไข่ที่แม่ด้วงไข่ไว้ โดยที่แม่ด้วงจะขุดขี้ควายสดออกมาเป็นก้อนกลมๆ วางไข่ไว้ในก้อนขี้ควายแล้วกลิ้งไปยังหลุมที่จะเอาไข่ฝังไว้ ขณะที่กลิ้งไปดินก็ จะพอกขี้ควายหนาขึ้นเป็นก้อนกลมๆ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๓ – ๓.๕ นิ้ว ในโพรง ที่ฝังไข่หรือก้อน บ่าขี้เบ้าโพรงหนึ่ง ๆ จะมีบ่าขี้เบ้าประมาณ ๒๐ – ๓๐ ลูก ลักษณะของหน้าดินที่มีไข่ด้วง จะเป็นขุยดิน พูนพองคล้ายหลังเต่า เอามือทุบดังปุ ๆ กลวง ๆ เมื่อขุดลงไปจะพบว่ามีโพรง ชาวบ้าน เรียกว่าเป็นโพ้งและจะมีบ่าขี้เบ้าก้อนกลมกองปนอยู่กับขุยดินภายในหลุม เมื่อนำมาผ่าดูภายในจะมี ตัวอ่อนด้วงระยะที่เป็นตัวหนอนมีสีขาวขดอยู่ภายใน โดยที่ตัวอ่อนนี้จะกินขี้ควายเป็นอาหารจนหมด ก็จะเป็นดักแด้ฟักตัวรอให้ฝนตกก็จะเจาะเปลือกขี้เบ้าบินออกมาหากินภายนอกแล้วสืบพันธุ์กลิ้ง ขี้ควายวางไข่ต่อไปอีกเป็นวัฏจักร
เรามักพบบ่าขี้เบ้าตามบริเวณใต้ต้นไม้ชายทุ่งที่ใกล้ ๆ กับคอกวัวคอกควาย ช่วงเวลาที่นิยมขุดบ่าขี้เบ้าก็คือ ช่วงต้นฤดูร้อนที่มีฝนตกบ้าง และผักชะอมจะเริ่มแตกยอดอ่อน ชาวบ้านก็จะหาขุยบ่าขี้เบ้า เพื่อขุดเอาตัวอ่อนมาแกงใส่ยอดผักชะอมกินกัน ซึ่งบ่าขี้เบ้านี้เป็นอาหารที่ให้โปรตีนสูงชนิดหนึ่ง เป็นไงคะ...นึกอยากเห็นและอยากลองชิมดูบ้างหรือยัง.....นี่ไงคะ จุงจี้และบ่าขี้เบ้า
............ในปัจจุบันบ่าขี้เบ้าหากินยากเพราะการเลี้ยงควายลดลง ด้วงได้รับพิษจากยาฆ่าแมลงล้มตายไปมาก สิ่งเหล่านี้ก็คงเป็นเพียงความทรงจำในอดีต ซึ่งชีวิตของเกษตรกรไทยในอดีตมีความผูกพันอยู่กับท้องนาท้องไร่โดยมีไอ้ทุยเป็นเพื่อนยาก ภาพในอดีตของชาวนาไทยที่จูงควายเดินอยู่ตามท้องไร่ท้องนายังคงติดตา ตรึงใจของคนไทยชนบทอยู่อย่างภาคภูมิใจไม่รู้ลืม…..ครับ
............ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จากกลุ่มวิจัยและพัฒนากระบือ กองบำรุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์..........

โดย อรัญญา ฟูคำ นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ

ความเชื่อผิด ๆ ในเรื่องการลดความอ้วน

............ความเชื่อ : ยิ่งออกกำลังมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้นความจริง : การออกกำลังเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาน้ำหนักตัว และทำให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น แต่การออกกำลังสัปดาห์ละเจ็ดวันอาจทำให้เกิดผลในทางตรงกันข้ามได้ มันอาจทำให้ภูมิคุ้มกันคุณอ่อนแอลง ทำให้ข้อต่อต่างๆ ล้า และทำให้เราอ่อนแรง ถ้าคุณออกกำลังด้วยท่าทางที่ไม่ถูกต้องเนื่องมาจากความอ่อนล้า คุณก็จะเผาผลาญแคลอรีได้น้อยกว่าการออกกำลังอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันความอ่อนล้าจากการออกกำลัง ควรจัดวันสำหรับพักผ่อนอย่างน้อยหนึ่งวันในแต่ละสัปดาห์ และเปลี่ยนแปลงการออกกำลังไปเล็กน้อยในแต่ละครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้กล้ามเนื้อชุดเดียวกันมากเกินไป
.............ความเชื่อ : กล้ามเนื้อหนักกว่าไขมันความจริง : ถ้าคุณออกกำลังมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ตาชั่งบอกตัวเลขที่มากกว่าที่คุณอยากได้ คุณอาจอยากบอกตัวเองว่า "อืม มันก็น้ำหนักของกล้ามเนื้อ" เพราะกล้ามเนื้อหนักกว่าไขมันไม่ใช่หรือ? ก็ไม่ขนาดนั้นนะ กล้ามเนื้อหนึ่งปอนด์กับไขมันหนึ่งปอนด์ ก็คือหนึ่งปอนด์เท่ากัน แต่เพราะกล้ามเนื้อมีความหนาแน่นกว่าไขมัน การมีกล้ามเนื้อมากกว่าไขมันจึงทำให้คุณดูเพรียวกว่า และมันก็มีประโยชน์อื่นด้วย นั่นคือกล้ามเนื้อหนึ่งปอนด์เผาผลาญราว ๕๐ แคลอรีต่อวัน ในขณะที่ไขมันหนึ่งปอนด์เผาผลาญแค่ ๒ แคลอรีต่อวัน ฉะนั้น ยิ่งคุณมีไขมันน้อยเท่าไหร่ อัตราการเผาผลาญของคุณก็จะสูงเท่านั้น
............ความเชื่อ : เมื่ออายุมากขึ้นก็เลี่ยงไม่ได้ที่น้ำหนักจะเพิ่มขึ้นความจริง : ไขมันส่วนใหญ่ไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่น้ำหนักมักเปลี่ยนไปจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน การให้กำเนิดบุตร หรือกระดูกทีอ่อนแอลง ซึ่งคุณสามารถทำให้การเปลี่ยนแปลงช้าลงได้ด้วยการยกน้ำหนัก จากการศึกษาของสถาบันสุขภาพแห่งชาติ สหรัฐฯ ผู้หญิงที่น้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน ซึ่งยกน้ำหนักเพียงแค่สัปดาห์ละสองครั้ง มีการสะสมของไขมันที่หน้าท้องเพิ่มขึ้นเล็กน้อย (๗ % ในช่วงสองปี) เมื่อเทียบกับคนไม่ได้ออกกำลัง (ซึ่งไขมันที่สะสมในหน้าท้องเพิ่มขึ้นถึง ๒๑ % ในช่วงสองปี) ยิ่งคุณยกน้ำหนักเร็วขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งง่ายที่จะทำให้รอบเอวไม่เพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
............ความเชื่อ : คุณต้องลดน้ำหนักอย่างมากเพื่อที่จะได้ประโยชน์ทางสุขภาพความจริง : ถ้าคุณมีตัวเลขที่ต้องลดถึงสองหลัก อาจฟังดูน่ากลัว แต่การลดเพียงแค่ไม่กี่กิโลฯ ก็สามารถมีผลอย่างมากต่อสุขภาพของคุณแล้ว โดยน้ำหนักส่วนเกินทุกหนึ่งกิโลที่คุณลดลงได้ คอเลสเตอรอลของคุณจะลดลงโดยเฉลี่ย ๓ จุด ผู้ชายและผู้หญิงสามารถลดความดันโลหิตลงได้หลังจากลดน้ำหนักเพียงแค่ ๔ – ๕ กก. ร่างกายของเราสามารถบอกได้เมื่อเราลดน้ำหนัก แม้มันจะเล็กน้อย แต่ร่างกายก็จะปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว

ที่มา : www.tlcthai.com

โดย เสาวภาคย์ คงแสง นักวิชาการเงินและบัญชีปฏิบัติการ

ข้อเสื่อมในผู้สูงอายุ

""""""""""เมื่อกล่าวถึงโรคในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ หรือคนในวันทองด้วยแล้ว ส่วนใหญ่มักจะนึกถึงภาวะกระดูกพรุน (Osteoporosis) ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้น้อยลง โดยสาเหตุหลักอันหนึ่งเกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ซึ่งมีผลทำให้การดูดซึมแคลเซียม เข้าสู่ร่างกายได้น้อยลง ดังนั้น การแนะนำให้ทานแคลเซียมเสริมในผู้สูงอายุจึงนับว่า เป็นทางออกที่ดีทางหนึ่งได้ แต่ยังมีปัญหาอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่สามารถละเลยในผู้สูงอายุได้ โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานอย่างหนักมาตลอดชีวิต นั้นคือภาวะข้อเสื่อม (Deterioration of Joints) ซึ่งเป็นภาวะที่ข้อต่อโดยเฉพาะข้อเข่า และข้อเท้า ซึ่งต้องรองรับน้ำหนักมากที่สุดเสื่อมสภาพไป ทำให้เยื่อเมือกหล่อเลี้ยงข้อต่อ (Synovial Fluid) ลดน้อยลง เกิดการเสียดสีของกระดูก ในขณะที่มีการเคลื่อนไหวระบบโครงสร้างร่างกาย (Skeleton Structure) ของมนุษย์เรานั้น ประกอบด้วยกระดูกแข็ง (Bones) ซึ่งประกอบด้วยแคลเซียม และฟอสฟอรัสเป็นแกนหลัก โดยส่วนปลายกระดูก หรือบริเวณข้อต่อจะมีส่วนที่เรียกว่าปลายกระดูก (Cartilages) ครอบอยู่ ซึ่งกระดูกอ่อนส่วนนี้จะทำหน้าที่เสมือนเป็นเกราะป้องกันการเสียดสีของกระดูกแข็งเวลามีการเคลื่อนไหวของร่างกาย และบริเวณข้อต่อนี้เองจะมีเอ็นยึดกระดูก (Tendons) ที่ทำหน้าที่ยึดกระดูกให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมต่อการเคลื่อนไหวของร่างกาย นอกจากนี้เนื้อเยื่อบริเวณข้อต่อกระดูกดังกล่าว ยังสามารถสร้างเยื่อเมือกหล่อเลี้ยงข่อต่อ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลดการเสียดสีกัน ทั้งของกระดูกแข็ง และกระดูกอ่อนบริเวณข้อต่ออีกทางหนึ่งด้วย ปัญหาเรื่องข้อเสื่อมนี้ในทางการแพทย์พบว่าเป็นปัญหาที่สามารถพบได้บ่อยมาในผู้สูงอายุ ที่ผ่านการทำงานมาอย่างหนัก ทั้งเพศชาย และเพศหญิง และจะก่อให้เกิดภาวะกระดูกแข็ง แตกหักง่าย หรือเดินไปไหนมาไหนลำบาก เกิดภาวะข้อแข็ง เกร็ง และปวดข้อย่างรุนแรงตามมาในปัจจุบันพบว่ามีการใช้ยาในการรักษาภาวะข้อเสื่อมนี้เป็นจำนวนมากรองจากยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) โดยเฉพาะยาแก้อักเสบในกลุ่ม NSAIDs (Non-Steroid Anti-inflammatory Drugs) ซึ่งส่วนมากเป็นการรักษาอาการปวดที่ปลายเหตุเสียมากกว่า และมักจะมีผลเสียในการก่อให้เกิดปัญหาเรื่องแผลในกระเพาะอาหารตามมา ดังนั้น วิธีการที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาเรื่องข้อเสื่อมนี้คือการป้องกันหรือชะลดไม่ให้เกิดภาวะดังกล่าวนี้ให้นานที่สุด โดยข้อปฏิบัติดังต่อไปนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยยืดอายุของข้อต่อ และระบบโครงสร้างของร่างกายเราให้ใช้งานได้เนิ่นนานขึ้น อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เท่านั้น
1. หมั่นออกกำลังกายในลักษณะการยืดเส้นยืดสาย พร้อมการฝึกสมาธิ หรือลมปราณควบคู่กันไป เช่น การวิ่ง การว่ายน้ำ การรำมวนจีน การฝึกโยคะ ฯลฯ เพื่อเป็นการบริหารข้อต่อให้ใช้งานที่ไม่หนัก แต่ใช้สม่ำเสมอ เพื่อให้มีเยื่อเมือกหล่อเลี้ยงข้อต่อตลอดไป และป้องกันไม่ให้ข้อยึดติดกัน
2. ฝึกท่าทางการนั่ง การยืน การเดิน ให้ถูกสุขลักษณะที่ดี คือ ไม่ให้ข้อส่วนใดส่วนหนึ่งแบกรับน้ำหนักมากเกินไป การยืนตรง การนั่งหลังตรงไม่นั่งหลังงอ การยกของหนักด้วยท่าที่ถูกต้อง ห้ามใช้หลังรับน้ำหนักในการยกเป็นอันขาด การใช้ที่นอนที่นุ่มจนเกินไปอาจทำให้กระดูกสันหลังงอ แลรับน้ำหนักมากไปจนเกิดอาการปวดหลัง และกลายเป็นหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมได้
3. ควบคุมน้ำหนัก ไม่ปล่อยให้ร่างกายโภชนาเกินจนอ้วนได้ จะเป็นภาระกับกระดูกหัวเข่าทั้งสองข้างที่ต้องแบกรับน้ำหนักร่างกาย
4. งด หรือลดการบริโภคแอลกอฮอล์ หรือการสูบบุหรี่ที่มีผลต่อสุขภาพของกระดูก และข้อต่อในระยะยาว หรือแม้กระทั่งการใช้ยาบางประเภท เช่น Steroids ซึ่งมีผลให้ข้อเสื่อม และกระดูกผุได้ หากจำเป็นต้องใช้ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์
5. รับประทานอาหารที่มีส่วนในการเสริมสร้าง และซ่อมแซมกระดูกอ่อนที่ข้อต่อ คือ Glucosamine Sulfate และ Chondroitin Sulfate ร่วมกัน เพื่อร่างกายนำไปใช้ในการสร้างโปรตีน คอลลาเจน (Collagen) สำหรับกระดูกอ่อน และเอ็น รวมถึงกระตุ้นการสร้างเยื่อเมือกหล่อเลี้ยงข้อต่อ พึงระลึกเสมอว่าข้อต่อที่ขาดปลายกระดูกอ่อน และเยื่อเมือกหล่อเลี้ยงนั้นย่อมไม่สามารถใช้งาน หรือเคลื่อนตัวได้อย่างง่ายดาย ยิ่งถ้าเกิดการอักเสบ และปวดบวมด้วยแล้ว ประสิทธิภาพของร่างกาย และสุขภาพของคุณคงจะถดถอยลงไปมาก ส่งผลให้กาดำรงชีวิตประจำวัน การทำงาน การใช้ความคิดความอ่าน และสมาธิได้ไม่เต็มที่ ฉะนั้นบริหารข้อวันละนิด จะมีผลดีต่อสุขภาพร่างกายของคุณไปได้อีกนาน
ที่มา : www.scc.ac.th/student_web/1_48/elderly_club/kao.html

โดย นางจิราภรณ์ กาญจนา นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

แก้วมหาสักรชาติ

แก้วลูกใด มีอันขาวก็ดี แดงก็ดี หรือเขียวรัศมีใน แก้วลูกนั้นชื่อว่า มหาสักรชาติ ไม่ควรคน โยธาสามาญทรง ควรแก่ท้าวพระยาผู้ใหญ่ ให้สระสรง น้ำส้มป่อยและน้ำส้มมะนาว ชำระด้วยฝ้ายขาว 7 เส้น ข้าวเปลือก ข้าวสาร เบี้ยเงินคำ บูชาด้วยฝ้ายมนต์" "รัศมีใน" หมายถึงประกายอันระยิบระยับปรากฏอยู่ในแก้ว ซึ่งไม่อาจจะพบในแก้วอัญมณีชนิดอื่นใดได้ นอกจากแก้วผลิกกะชาติ เช่นที่บ่อแก้วโป่งข่ามนี้
อันขาวหรือใส คือวรรณะชาติดั้งเดิมของโป่งข่าม อันแดง อันเขียว คือปวกแดง ปวกเขียว ย่อมมีอยู่ในแก้วโป่งข่ามได้ รัศมีในย่อมเกิดขึ้นได้สามสถาน โดยลำดับคุณค่าแก้วรัศมีในดังนี้
รัศมีในโดยประกายแก้วเข้าแก้วหมู่ หรือเง่าแก้วอันงดงาม รัศมีอันมีประกายรุ้ง 7 สี ทั้งประกายอันระยิบระยับ ทอแสงอยู่ในแก้ว จัดเป็นสิ่งมีค่าหาได้ยาก
"รัศมีใน" ในแก้วโป่งข่ามประเภทนี้ นับเป็นรัศมีในอันมีค่าสูงสุดของบ่อแก้วโป่งข่าม
รัศมีในอันเกิดจากไรแก้ว อันประดิษฐ์อยู่ตามกาบกิ่ง และใบปวกต่าง ๆ เป็นสิ่งที่มีค่าและหาได้ยากไม่น้อย
โดยเฉพาะไรแก้วที่ประดับดังกล่าว เสมือนหนึ่งน้ำค้าง หรือน้ำทิพย์ที่ชะโลมใบมณีพฤกษ์ สายลมเฉื่อยแผ่ว แล้วความเย็นถึงจุดน้ำแข็งก็เข้าแทนที่โดยฉับพลัน เหมือนน้ำค้างปลายกิ่งกัลปพฤกษ์ กลายเป็นน้ำแข็งในท่าสบัดนิ่งอยู่
รัศมีในแบบนี้ ไม่สามารถที่จะพบได้ในก้อนเพชร ก้อนพลอย นอกจากในแก้วโป่งข่ามเท่านั้น
รัศมีในโดยประกายแก้ว ที่ปรากฏลวดลายขึ้นโดยธรรมชาติ
ลักษณะดังกล่าวนี้ เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ "รุ้งเจ็ดสี" ด้วยตำแหน่งลวดลายอันสลักเสลาขึ้นโดยธรรมชาติ เป็นความงามเหนือน้ำมือมนุษย์อันธรรมชาติสร้างให้ เป็นสิ่งที่คนไม่อาจทำได้
คุณค่าความสวยงามและความหมาย ย่อมขึ้นอยู่กับปรากฏการณ์นั้นได้สลักไว้ประณีตเพียงใด




ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล : www.pongkaam.com
โดย สุภาภรณ์ เรือนหล้า นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การส่งตัวเปิ้งตัวจน

การส่งตัวเปิ้งตัวจน หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “การส่งตั๋วเปิ้งตั๋วจน” เป็นพิธีกรรมความเชื่อทางไสยศาสตร์อย่างหนึ่ง ที่เชื่อว่าจะช่วยในการปัดเป้าบรรเทาเคราะห์ร้ายที่เกิดขึ้นกับคนแต่ละคน ตามช่วงอายุต่าง ๆ ตามที่ตำราดิถีทั้งห้า ซึ่งเป็นตำราโบราณพื้นเมือง ของทางภาคเหนือได้ระบุไว้
“ตั๋วเปิ้ง” ตามความเชื่อของชาวบ้าน หมายถึง สิ่งที่เราสามารถพึ่งพิงได้เป็นสิ่งที่ช่วยเหลือเกื้อกูลเราให้ได้รับแต่ความสุขความเจริญ
“ตัวชน” หรือ “ตั๋วจน” หมายถึง สิ่งที่จะผลักดันหรือทำให้เราได้รับเคราะห์ร้าย ทำให้เกิดปัญญาอุปสรรคในชีวิต
ตั๋วเปิ้งตั๋วจน ตามความเชื่อของชาวบ้านสัตว์ต่าง ๆ จำนวน ๘ ชนิด ได้แก่ ช้าง วัว รุ้งหรือที่เรียกในภาษากลางว่า เหยี่ยว แมว ราชสีห์ เสือ นาค และหนู โดยจัดตั๋วเปิ้ง ตั๋วจนเป็นคู่กันได้สี่คู่
สัตว์ที่จับคู่กันนี้ ถ้าตัวหนึ่งเป็นตั๋วเปิ้ง อักตัวหนึ่งที่คู่กันจะเป็นตั๋วจน เช่น ช้างเป็นตั๋วเปิ้ง ดังนั้นราชสีห์ที่คู่กับช้างจึงเป็นตั๋วจน ซึ่งผู้ที่จะบอกได้ว่าตั๋วเปิ้งตั๋วจนในปีนี้ของแต่ละปีนี้ของแต่ละคนเป็นอะไรก็คืออาจารย์ผู้ทำพิธีการส่งตั๋วเปิ้งจนจะทำเมื่อคนในบ้านเจ็บป่วยเรื้อรัง หรือมีเหตุให้คนในบ้าน ไม่สบายใจ ตัวผู้ป่วยหรือญาติพี่น้องไปปรึกษาอาจารย์ (ผู้มีความรู้)ให้ช่วยดูตำราให้ว่าช่วงอายุของผู้ป่วยจะมีเหตุร้ายอะไรหรือไม่ อาจารย์ (ผู้มีความรู้) ก็จะถามวัน เดือน ปีเกิด และนับอายุของผู้ป่วย เทียงกับตารางในตำราซึ่งอาจอยู่ในช่วงชะตา ซึ่งจะแบ่งชะตาขาก ๑ ชั้น ขาด ๒ ชั้น และขาด ๓ ชั้น ถ้าขาด ๓ ชั้น ถือว่าเป็นชะตาชีวิตที่ตกต่ำมาก อาจก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต อาจารย์ (ผู้รู้) ก็จะแนะนำให้ทำพิธีส่งตั๋วเปิ้งตั๋วจน เป็นการต่อชะตาชีวิตโดยจะบอกให้ว่าตั๋วเปิ้งตั๋วจนเป็นสัตว์อะไร ผู้ที่จะทำพิธีไปจัดเตรียมอุปกรณ์ตามที่กำหนดผู้ที่ทำพิธีนี้ต้องเตรียมสะโตงประกอบพิธี ๒ อัน คือสะโตงตั๋วเปิ้งและสะโตงตั๋วจน โดยเป็นสะโตงขนาดเล็กกว้างยาวประมาณ ๖ – ๗ นิ้ว ไม่แบ่งเป็นห้อง สิ่งที่ต้องจัดเตรียมใส่กระทง ได้แก่ แกงส้ม แกงหวาน หมาก พลู กล้วย อ้อย เนื้อ ปลา ข้าวตอก ดอกไม้ ธูป ข้าวสุก จ้อสีต่าง ๆ และรูปปั้นสัตวที่เป็นตั๋วเปิ้งตั๋วจน จำนวนตามที่ตำรากำหนด ดังนี้
๑. ช้าง จ้อขาวและจ้อเหลืองพร้อมอุปกรณ์อื่น ๆ อย่างละ ๒๑ ชิ้น รูปช้างปั้น ๑ ตัว และรูปคนปั้นคน ๆ หนึ่ง เมื่อเสร็จพิธีนำสะโตงไปไว้ทางทิศเหนือ
๒. ราชสีห์ จัดอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างละ ๑๕ ชิ้น รูปปั้นราชสีห์ ๑ ตัว รูปปั้นคน ๆ หนึ่ง เมื่อเสร็จพิธีนำสะโตงไปไว้ทางทิศใต้
๓. วัว จัดอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างะ ๒๖ ชิ้น รูปปั้นวัว ๑ ตัว รูปปั้นคน ๆ หนึ่ง เมื่อเสร็จพิธี
นำสะโตงไปไว้ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
๔. เสือ จัดอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างละ ๑๐ ชิ้น รูปปั้นเสือ ๑ ตัว รูปปั้นคน ๆ หนึ่ง เมื่อเสร็จพิธีนำสะโตงไปไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้
๕. รุ้ง (เหยี่ยว) จัดอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างละ ๖ ชิ้น รูปปั้น นก ๑ ตัว รูปปั้นคน ๆ หนึ่ง เมื่อเสร็จพิธีนำสะโตงไปไว้ทางทิศตะวันออก
๖. นาค จัดอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างละ ๑๐ ชิ้น ตุงดำตัวหนึ่ง ยาวประมาณ ๑ คืบ รูปปั้นงู ๑ ตัว รูปปั้นคน ๆ หนึ่ง เมื่อเสร็จพิธีนำสะโตงไปไว้ทางทิศตะวันตก
๗. แมว จัดอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างละ ๘ ชิ้น รูปปั้นแมว ๑ ตัว รูปปั้นคน ๆ หนึ่ง เมื่อเสร็จพิธีนำสะโตงไปไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้
๘. หนู จัดเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างละ ๑๒ ชิ้น รูปปั้นหนู ๑ ตัว รูปปั้นคน ๆ หนึ่ง เมื่อเสร็จพิธีนำสะโตงไปไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
การจัดทำพิธีให้นำสะโตงตั๋วเปิ้งตั๋วจน วางไว้บนเสื้อผ้าของผู้เข้าพิธี และวางคู่กันโดยอยู่หน้าผู้ทำพิธีที่นั่งหัสหน้าไปทางทิศตะวันตก อาจารย์นั่งอยู่หลังสุดแล้วกล่าวคำสวดส่งตั๋วเปิ้งตั๋วจน จนจบ แล้วประพรมน้ำส้มป่อย มะกรูดเผา นำด้ายมงคลมาผูกแขวนให้กับผู้เข้าพิธี แล้วนำสะโตงไปทิ้งตามทิศ ที่กำหนดเป็นเสร็จพิธี
ความคิดความเชื่อของผู้เข้าพิธีส่งตั๋วเปิ้งตั๋วจน ก็เช่นเดียวกับผู้เข้าพิธีการส่งเคราะห์แบบอื่น ๆ คือต้องการให้หมดเคราะห์ ได้ต่อชะตาชีวิต ที่เชื่อว่าขาดให้ยืนยาวต่อไป ตลอดจนหายจากโรคภัยไข้เจ็บที่มาเบียดเบียน การประกอบพิธีนี้ เมื่อมองดูอย่างผิวเผินดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งที่เหวไหลไร้สาระแต่เมื่อศึกษากันอย่างถ่องแท้แล้วจะทำให้ทราบว่าพิธีกรรมพื้นบ้านทุกอย่างที่จัดทำขึ้นมานั้นภูมิปัญญาชาวบ้านในการสร้างความหวังสร้างกำลังใจให้เกิดกับผู้เจ็บป่วยหรือทุกข์ใจไม่ให้ท้อแท้สิ้นหวัง ตอดจนเป็นสิ่งที่แสดงให้เป็นว่าญาติพี่น้องไม่ได้ทอดทิ้ง ทำให้เห็นชีวิตมีคุณค่าพร้อมที่จะสู้ปัญหาต่อไป
ความคิดความเชื่อของผู้เข้าพิธีส่งตั๋วเปิ้งตั๋วจน ก็เช่นเดียวกับผู้เข้าพิธีการส่งเคราะห์แบบอื่น ๆ คือ ต้องการให้หมกเคราะห์ได้ต่อชะตาชีวิต ที่เชื่อว่าขาดให้ยืนยาวต่อไป ตลอดจนหายจากโรคภัยไข้เจ็บที่มาเบียดเบียน การประกอบพิธีนี้ เมื่อมองอูอย่างผิวเผินดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งเหลวไหลสาระแต่เมื่อศึกษากันอย่างถ่องแท้แล้วจะทำให้ทราบว่าพิธีกรรมพื้นบ้านทุกอย่างที่จัดทำขึ้นมานั้นเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านในการสร้างความหวัง สร้างกำลังใจให้เกิดกับผู้เจ็บป่วย หรือทุกข์ใจไม่ให้ท้อแท้สิ้นหวัง ตลอดจนเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าญาติพี่น้องไม่ได้ทอดทิ้ง ทำให้เห็นชีวิตมีคุณค่าพร้อมที่จะสู้ปัญญาต่อไป
การศึกษาข้อมูลเหล่านี้ไว้ จึงเป็นสิ่งที่จะช่วยให้ประเพณีและพิธีกรรมพื้นบ้านเป็นที่รู้จักของอนุชนรุ่นหลังต่อไป จะกระทำได้ทุกวัน ทุกเดือน ยกเว้นวันพระ ๘ ค่ำ หรือ ๑๕ คู่ เมื่อได้กระทำการส่งตั๋วเปิ้งตั๋วจนแล้ว จะทำให้คนเรามีจิตใจสบาย เป็นที่พึ่งทางใจได้อีกอย่างหนึ่ง


โดย นางสาวจิราพร มณฑาทอง นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

การมองโลกในแง่ดี

จงมองโลกในแง่ดีเสมอ การเป็นผู้มองโลกในแง่ดี ย่อมเป็นผลดี และจะมีผลดีต่อท่านได้ดังนี้
๑. ทำให้อารมณ์ของท่านดีขึ้น ภูมิใจในศักดิ์ศรีของตนเองมากขึ้น และทำให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้น
๒. ลดความห่อเหี่ยวใจ ความวิตกกังวล และความรุนแรงลง
๓. ลดอาการเจ็บปวดทางกายลง รวมทั้งอาการอื่น ๆ ที่ไม่เป็นผลดีในร่างกาย
๔. ทำให้ร่างกายฟื้นตัวภายหลังการผ่าตัดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
๕. กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของท่านให้ดีขึ้น
๖. อาจช่วยยืดอายุของท่านให้ยืนยาวขึ้น

ทำอย่างไรจึงจะเป็นคนมองโลกในแง่ดี
๑. เลือกจำแต่เฉพาะเหตุการณ์ในอดีตที่ดี ๆ
๒. ให้ความสนใจกับปัจจุบัน
๓. มองไปยังอนาคตว่าจะทำอะไรให้สำเร็จได้บ้าง แทนการคิดถึงในสิ่งที่ทำไม่ได้
๔. มองดูปัญหาที่เราต้องเผชิญว่าเป็นความท้าทาย เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไข
๕. เชื่อว่าทุกสิ่งในโลกนี้มีความเกี่ยวเนื่องกัน และสิ่งที่เกิดขึ้นจะมีผลที่ทำให้เกิดความแตกต่างขึ้น

วิธีสร้างความรู้สึกดี ๆ ให้กับตัวเอง
๑. ตั้งใจทำในสิ่งที่ตัวเองทำได้ดี
๒. ไม่ว่างานที่ทำจะเป็นงานเล็กหรืองานใหญ่ เมื่อทำได้สำเร็จ จงรู้สึกพึงพอใจกับงานนั้น
๓. หากงานที่ทำเกิดล้มเหลวขึ้น จงใคร่ครวญดูว่าเกิดความผิดพลาดตรงไหน และหาวิธี
แก้ไขใหม่ อย่าปล่อยตัวให้จมอยู่กับความผิดพลาดและความล้มเหลวที่เกิดขึ้น เพราะนั่น
อาจทำให้เกิดผิดพลาดซ้ำได้อีก
๔. พยายามยืดหยุ่น หนทางแก้ไขความท้าทายที่เราต้องเผชิญ มักจะมีมากกว่าหนึ่งทาง
๕. พยายามทำสิ่งนั้นให้เกิดขึ้น อย่าอยู่เฉยรอให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นกับตัวเอง ริเริ่มลงมือ เมื่อเกิดผิดพลาด อย่าตกใจ ให้ค้นหาบทเรียนจากความผิดพลาดนั้น

โดย นางลัดดา คิดอ่าน อำเภอเกาะคา

การทำข้าวซ้อมมือโดยใช้เทคโนโลยีพื้นบ้าน

ประวัติความเป็นมาการตำข้าวซ้อมมือ
............ชาวบ้านฮ่องห้ามีอาชีพทำไรทำนา ในอดีตในหมู่บ้านไม่มีโรงสีข้าวทำให้ชาวบ้านตำขาวไว้เพื่อบริโภคโดยใช้ครกตำ แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีเข้ามาทำให้ชาวบ้านไม่ได้อนุรักษ์วัฒนธรรมการตำข้าวซึ่งทางกลุ่มข้าวซ้อมมือได้เล็งเห็นความสำคัญของการตำข้าวมือจึงได้รวมกลุ่มกันขึ้นมาเพื่อจะอนุรักษ์วัฒนธรรมนี้ไว้ ทางกลุ่มนั้นครั้งแรกใช้ครกในการตำข้าวแต่ปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามาทำให้ทันสมัยขึ้น ทางกลุ่มได้ซื้อเครื่องสีขนาดเล็กมาสี ซึ่งปัจจุบันได้ขายข้าวถุงละ ๕๐ บาท

สิ่งที่น่าสนใจศึกษาและเรียนรู้
เป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมการตำข้าวแบบโบราณ
เป็นข้าวที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพอนามัยสูง
ส่งเสริมการบริโภคข้าวที่มีคุณค่าทางโภชนาการ

สถานที่ตั้ง
.............หมู่ที่ ๑ บ้านฮ่องห้า ตำบลน้ำโจ้ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง ๕๒๑๕๐

หัวหน้ากลุ่มชื่อ
............นางจ้อน หมู่แก้ว

การเดินทาง
รถโดยสารประจำทางและ พาหนะส่วนตัว
ระยะทางห่างจากที่ว่าการอำเภอแม่ทะประมาณ ๕ กิโลเมตร

โดย สุนันทา เจียมเงิน นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

วันพุธที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การดูแลสุขภาพในหน้าฝน

ช่วงนี้เป็นช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยครับ เดี๋ยวร้อนมาก เดี๋ยวฝนตก โดยเฉพาะเวลาก่อนฝนตกจะมีอากาศร้อนอบอ้าว เมื่อฝนตกลงมาก็เย็นฉับพลันเข้าไปอีก ฉะนั้นจึงควรหันมาดูแลสุขภาพตนเองมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายสามารถปรับสภาพต่อการเปลี่ยนแปลงของอากาศได้ โดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ และเป็นการป้องกันการเกิดโรคต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะโรคไข้หวัด เพราะหากป่วยเป็นไข้หวัดและไม่มีการดูแลสุขภาพที่ดี อาจส่งผลให้กลายเป็นโรคหลอดลมอักเสบและโรคปอดบวมได้ในที่สุด
สำหรับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ควรต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษมากกว่าคนอื่น และควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกาย นอกจากจะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง แล้วยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคอีกด้วย การออกกำลังกาย สามารถทำได้หลายวิธี เช่น
๑. การเต้นแอโรบิค
๒. การเดินเร็ว ๆ
๓. การวิ่งเหยาะ
๔. การขี่จักรยาน
๕. การเล่นกีฬาที่มีการเคลื่อนไหวต่อเนื่อง
การออกกำลังกายที่เหมาะสม คือ การออกกำลังกาย สัปดาห์ละ ๕ วัน อย่างน้อยวันละ ๓๐ นาที แค่นี้ก็เพียงพอ ที่จะเกิดภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย การออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องหนักหรือเหนื่อยมาก การออกกำลังกายมากเกินไปโดยเฉพาะในอากาศที่ร้อนจัด จะทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า โรคลมแดด หรือช๊อคแดด (Heat Stroke) ได้ง่าย และเป็นโรคที่อันตรายมาก ผู้ป่วยจะมีอุณหภูมิร่างกายสูงมากเกิน ๑๐๖ องศาเซลเซียส เหงื่อไม่ออก หมดสติ ไต หัวใจ ตับวาย อาจมีเลือดออกทุกอวัยวะ ถึงแก่ชีวิตได้ นอกจากนี้ระหว่างออกกำลังกาย ต้องดื่มน้ำให้เพียงพอ โดยเฉพาะน้ำที่มีเกลือแร่ด้วย สิ่งสำคัญ ที่ต้องคำนึงถึงนอกจากการออกกำลังกาย คือ การรับประทานอาหาร ควรเน้นการรับประทานผัก ให้หลากหลายทั้งสดและลวก ต้ม ผัด และรับประทานผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น ส้ม ฝรั่ง มะเขือเทศ องุ่น สัปปะรด มะละกอ เป็นต้น
หากเราดูแลสุขภาพตนเองได้ตามข้อปฏิบัติดังกล่าว ไม่เพียงแต่จะช่วยให้มีสุขภาพดีในช่วงหน้าฝนเท่านั้น แต่ยังจะส่งผลต่อการมีสุขภาพดีในระยะยาวอีกด้วยนะครับ........
โดย ทินกร สุริกัน ผอ.กลุ่มส่งเสริมฯ

วันอังคารที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

กวาวเครือขาว

............กวาวเครือขาว เป็นไม้เถาเลื้อยพาดพันต้นไม้ใหญ่ มีหัวใต้ดินขนาดใหญ่ทำหน้าที่สะสมอาหาร ลักษณะค่อนข้างกลม และคอดยาว เป็นตอน ๆต่อเนื่องกัน ใบมีใบย่อย ๓ ใบ ใบเล็กกว่าชนิดแดง หัวคล้ายมันแกว ขนาดของหัวจะขึ้นอยู่กับลักษณะดิน การใช้ทำยาจะเลือกหัวแก่ เอามีดปาดดูจะมียางสีขาวคล้ายน้ำนม เนื้อเปราะมีเส้นมาก
หัวของกวาวเครือขาว มีรสเบื่อเมา ให้รับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง บำรุงกำลัง บำรุงผิวหนังที่เหี่ยวย่น กลับเต่งตึงมีน้ำมีนวล บำรุงกำหนัด เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยเสริมหน้าออก ทำให้เส้นผมที่หงอกกลับดำและเพิ่มเส้นผม แก้โรคตาฟาง ต้อกระจก ช่วยบำรุงโลหิต นอนหลับ ผิวพรรณขาวขึ้นตามธรรมชาติ ช่วยให้ผิวดูอ่อนกว่าวัย ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน (คล้ายฮอร์โมนเพศหญิง) และออกฤทธิ์ด้านอนุมูลอิสระ


ผู้ให้ข้อมูล : นายชุ่ม คนเที่ยง บ้านเลขที่ ๒๗ หมู่ที่ ๒ ตำบลวังซ้าย อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง
ภาพประกอบ จาก internet


โดย สุพัชรีย์ เป็งอินตา นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

อร่อยๆกับขนมล้านนา ๔


สวัสดีครับพบกันอีกแล้ว เดือนนี้ผมจะขอเสนอขนมที่ธรรมดาที่ไม่ธรรมดาครับ เป็นความเหมือนที่แต่ต่างครับมีขนมชนิดหนึ่งทางภาคกลางเรียกว่า “ขนมเปียกปูน” แต่ทางเหนือก็มีขนมที่คล้ายกันที่เรียกว่า “ขนมศิลาอ่อน” ดูแล้ว ทั้งหน้าตาสีและรสชาติใกล้เคียงกันมาก แต่จะมีข้อแต่ตางก็ส่วนเลยน้อยที่เครื่องโรยหน้าขนมนี้ละครับ ที่“ขนมเปียกปูน”จะใช้มะพร้าวโรยหน้า ส่วน“ขนมศิลาอ่อน” จะใช้ถั่วโรย แต่ที่แตกต่างที่เห็นได้ชัดคือส่วนผสมครับใน“ขนมศิลาอ่อน”จะมีส่วนผสมของน้ำกะทิอยู่ ส่วน“ขนมเปียกปูน”ไม่มีจึงต้องโรยด้วยมะพร้าวเพื่อเพิ่มความหอมมันครับ
“ขนมศิลาอ่อน” มีชื่อเรียกที่ออกเสียงทางเหนือ เรียกว่า“เข้าหนมศิลาอ่อน”บางที่เรียกว่า“เข้าหนมซะละอ่อน” หรือบ้างเรียก “เข้าหนมสาลาอ่อน” บางที่เรียกง่ายๆตามภาชนะที่ใส่ ว่า “ขนมถาด” ก็มี ส่วนผสมและการทำ“ขนมศิลาอ่อน”
ก็ทำไม่ยากครับสามารถทำทานเองเป็นของว่างหรือไว้รับแขกก็ได้

  • ส่วนผสม
    ๑. แป้งข้าวเจ้า ๑ กิโลกรัม
    ๒. แป้งมัน ๑๖๐ กรัม (ใส่เพื่อเพิ่มความเหนียว ไม่ใส่ก็ได้)
    ๓. น้ำตาลทราย ๘๐๐ กรัม
    ๔. กะทิ ๒ ถ้วย
    ๕. น้ำใบเตย ๑ ถ้วย
    ๖. เกลือป่น ๑/๒ ช้อนชา
  • วิธีทำ
    ๑. ผสมแป้งข้าวเจ้า กะทิ และ เกลือ นวดให้เข้ากัน
    ๒. ใส่น้ำใบเตย และน้ำเปล่า ประมาณ 2 ถ้วย นวดให้เข้ากัน
    ๓. ใส่น้ำตาลทราย คนให้น้ำตาลทรายละลาย
    ๔. เทส่วนผสมลงในกระทะทองเหลือง นำไปตั้งไฟอ่อนๆ
    ๕. กวนขนมตลอดเวลา จนกระทั่งแป้งสุก และข้นเหนียว ปิดไฟ
    ๖. เทขนมลงในถาด ทิ้งไว้ให้เย็น ตัดขนมเป็นรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด โรยด้วยถั่วเขียวคั่ว

เคล็ดไม่ลับ
- การกวน ใช้ไฟอ่อนๆ คนไปเรื่อยๆ จนกว่าแป้งสุก ถ้าใช้ไฟแรง จะทำให้แป้งเป็นก้อนและขนมติดก้นหม้อ
- ใบเตย เป็นยาบำรุงหัวใจ ลดการกระหายน้ำ รักษาโรคเบาหวาน และช่วยลดน้ำตาลในเลือด

เป็นอย่างไรบางครับการทำ“ขนมศิลาอ่อน”ไม่ยากเกินไปนะครับหวังก็จะนำกับไปทำขนมอร่อยๆแบบง่ายมาทานกันในครอบครัวหรือจะนำไปทำบุญก็ไม่เสียหายอะไรเป็นการประหยัดทางหนึ่งนะครับ ครั้งหน้าจะเป็นขนมอะไรอีกก็ติดตามกันต่อไปครั้งหน้า กับอร่อยๆกับขนมล้านนา
ข้อมูลจาก
“อาหารพื้นบ้านล้านนา” บนเว็บไซต์ของศูนย์สนเทศภาคเหนือ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
http://library.cmu.ac.th/ntic/lannafood

สวัสดีครับ
เขียนโดย นายชิตพร พูลประสิทธิ์ นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำปาง

วันเสาร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

สุดยอดน้ำสมุนไพรประโยชน์เพียบ


ปัจจุบันมีการนำสมุนไพรมาทำเป็นเครื่องดื่มมากมาย ซึ่งน้ำสมุนไพรเหล่านี้ล้วนแต่มากประโยชน์
..........๑. น้ำใบบัวบก : น้ำใบบัวบกมีวิตามินเอสูงมาก เหมาะสำหรับคนที่ต้องใช้สายตาทำงานหนักอยู่เป็นประจำ เพราะจะช่วยบำรุงสายตาได้อย่างดี และยังมีแคลเซียมและวิตามินบี๑ สูงกว่าผักชนิดอื่นอีกด้วย ประโยชน์อื่นๆ ของน้ำใบบัวบกคือ ใช้แก้ช้ำใน แก้ฟกช้ำดำเขียว แก้ร้อนใน บำรุงสมอง บำรุงหัวใจ ถ้าดื่มทุกวันเป็นเวลา ๑ อาทิตย์จะช่วยลดความดันโลหิตได้ แก้แผลอักเสบและรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ทำให้เลือดแข็งตัวเร็ว ช่วยขับปัสสาวะ
..........๒. น้ำว่านหางจระเข้ : ประโยชน์ของว่านห่างจระเข้อยู่ที่วุ้นซึ่งมีประสิทธิภาพในการสมานแผล ทำให้แผลหายเร็ว ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของเซลล์ที่อยู่รอบๆ แผล และถ้าเอาไปทานก็จะช่วยบำรุงร่างกาย ทำให้หายอ่อนเพลีย ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติ แต่เนื่องจากสารสำคัญในว่านหางจระเข้จะมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อใช้สดๆ ดังนั้นเมื่อตัดออกมาแล้วจึงควรใช้ทันที อย่าวางทิ้งไว้ และก่อนใช้ควรล้างยางสีเหลืองๆ ออกให้หมดก่อน เพื่อไม่ให้เกิดอาการคันหรือแพ้ในภายหลัง
..........๓. น้ำลูกเดือย : เป็นเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยฟอสฟอรัส จึงช่วยบำรุงกระดูกได้ดี เหมาะสำหรับเด็กที่กำลังเจริญเติบโต นอกจากนี้ยังมีวิตามินเอที่ช่วยบำรุงสายตา ช่วยให้เจริญอาหารและเหมาะที่เป็นอาหารสำหรับผู้ป่วยที่กำลังพักฟื้น คนสมัยก่อนใช้น้ำลูกเดือยเป็นยาขับปัสสาวะ แก้ร้อนใน บำรุงไต บำรุงกระเพาะอาหารและม้าม แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน และโรคท้องร่วงได้
..........๔. น้ำขิง : อุดมไปด้วยแคลเซียมที่ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน สารเบต้าแคโรทีนในน้ำขิงสามารถช่วยต้านมะเร็งได้ และยังมีคุณสมบัติเป็นยาแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับเสมหะ คลื่นไส้อาเจียน เมารถหรือเมาเรือ ลดการจับตัวของลิ่มเลือด ช่วยเพิ่มการหลั่งน้ำดีและน้ำย่อย ทำให้ระบบย่อยทำงานได้ดีขึ้น (ที่มา รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติและวิชาการดอทคอม)

โดย เครือวัลย์ ธรรมายอดดี นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ